INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วันเดียวเที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

วันเดียวเที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

มีโอกาสไปรัสเซีย จุดแรกที่ดึงดูดการท่องเที่ยว คือสถานที่สำคัญและภูมิทัศน์ในมอสโก ไม่ว่าจะเป็นจตุรัสแดง พระราชวังเครมลิน พิพิธภัณฑ์และมหาวิหารเซนต์เบซิล

แต่มามอสโกแล้วไม่ได้ไปเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ก็ดูว่าจะขาดอะไรไปอยู่ อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีเวลาจำกัด และงบจำกัด จึงวางแผนจะไปเที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์กแบบฉบับกระเป๋า นั่นคือ ไปกลับในวันเดียว อย่างน้อยก็ได้ไปเที่ยวแบบดาดๆไปก่อน มีโอกาสก็ค่อยกลับมาเที่ยวอย่างละเอียด เพราะหลายคนบอกว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 วัน

เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก หรือเปโตรกราด และต่อมาช่วงหลังปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย และจัดตั้งเป็นสหภาพโซเวียต ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเลนินกราด ปัจจุบันเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิม แต่ก็ยังมีการเรียกชื่อเลนินกราดอยู่บ้าง

นครเซนปีเตอร์เบิร์กถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช(ซาร์) ในศตวรรษที่ 17-18 โดยพระเจ้าปีเตอร์ต้องการให้สร้างเมืองที่มีศิลปของยุโรป ที่ท่านเห็นว่าเป็นวัฒนธรรมและศิลปกรรมที่เจริญ แตกต่างจากศิลปกรรมหรือสถาปัตยกรรมของรัสเซีย ซึ่งมีความผสมผสานศิลปกรรมทางตะวันออกของเปอร์เซีย และตุรกี

เมืองนี้ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำเนวา ริมอ่าวฟินแลนด์ในทะเลบอลติก มีท่าเรือใหญ่เพื่อขนส่งสินค้าไปสู่ยุโรปทางทะเลบอลติก ที่มีอากาศหนาวเย็น

แผนการท่องเที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์กใน 1 วัน ก็คือการนั่งรถไฟความเร็วสูงของรัสเซียจากมอสโกไปเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง นั่นคือรถออกประมาณ 6.15 น. ตอนเช้า จากมอสโกถึงเซนต์ปีเตอร์เบิร์กเกือบ 11.00 น.

ในรถไฟความเร็วสูงชั้นบิสซิเนสนั้น เขาเสิร์ฟอาหารเช้าด้วยก็พอรับประทานได้ แต่ที่สถานีมอสโก หากมีเวลาเขามีเล้าจน์สำหรับชั้นธุรกิจ มีอาหารให้รับประทานก่อนขึ้นรถ เพราะเขาเสิร์ฟบนรถไฟตอนสาย

นั่งชมทิวทัศน์ 2 ข้างทาง ก็มีแต่ต้นไม้ เวิ้งว้างไปหมด เพราะรัสเซียมีพื้นที่กว้างขวางมาก หลับบ้างตื่นบ้างที่นั่งเอนตัวหลับได้สบาย

 

ครั้นใกล้เซนต์ปีเตอร์เบิร์กก็ค่อยมีตึกรามบ้านช่องหนาตาขึ้น พอถึงสถานีก็มีไกด์มารับขึ้นรถ นั่งไปอีก 2 ชม. เพื่อไปชมพระราชวังของกษัตริย์ปีเตอร์ ที่อยู่นอกเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เป็นพระราชวังที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ตกแต่งสวยงามด้วยช่างฝีมือชั้นยอด และใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะกับโบราณวัตถุต่างๆ

อย่างไรก็ตามพระราชวังนี้ถูกทำลายไปหลายส่วนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฝีมือทหารนาซีเยอรมนี และทางการรัสเซีย ในยุคโซเวียตได้ทุ่มงบประมาณฟื้นฟูบูรณพอสมควร จนคืนสภาพเดิม ทั้งๆที่ในยุคนั้นมีงบจำกัดมาก

สภาพภายในก็คงจะไม่บรรยายมาก อยากให้ชมภาพ แต่ทุกอย่างใช้ทองคำเปลวอย่างหนาหุ้มลวดสายสีทองเหลืองอร่าม บนผนังสีขาว พื้นเป็นไม้โอ๊ค รวมทั้งบันได ดูนุ่มนวลกว่าการใช้ปูน เป็นวังที่ไม่ใหญ่แต่งดงามด้วยศิลป

ภายนอกจัดเป็นสวนสวยงาม ประดับประดาด้วยน้ำพุหลายแห่ง ซึ่งใช้ระบบการทดน้ำแบบกาลักน้ำ ขึ้นไปบนภูเขาแล้วปล่อยให้น้ำตกลงมาด้วยแรงโน้มถ่วง ทำให้น้ำพุนั้นพุ่งออกมาโดยไม่ต้องใช้มอร์เตอร์ไฟฟ้า

นอกจากนั้นยังมีการจัดสวนดอกไม้สวยงามพอควร อย่างไรก็ตามสวนดอกไม้เหล่านี้อาจไม่ดูยิ่งใหญ่เท่าพระราชวังหลายแห่งในยุโรป ส่วนน้ำพุหากใครเคยไปอิตาลีชม หมู่บ้านทิโวลี หรือพระราชวังในสเปนแถบแอนดารุส ก็คงจะไม่ตื่นเต้นนัก

จากพระราชวังของปีเตอร์ขากลับเราตัดสินใจนั่งเรือไฮโดรฟอยล์กลับเพื่อชมทิวทัศน์ทะเลบอลติก แต่โชคร้ายมีหมอกขมุกขมัว ในช่วงต้นไม่เห็นอะไรมาก จนใกล้เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กจึงเห็นภาพตึกรามบ้านช่อง ออกแบบสวยงามตระการตาสองข้างปากอ่าวและริมฝั่งแม่น้ำ

เอาละมีแค่วันเดียวได้เห็นภาพเหล่านี้ก็ชื่นตาชื่นใจ ลงจากเรือก็นั่งรถตระเวนเมือง แต่เหนื่อยเกินกว่าจะลงไปชมสถานที่หลายแห่งเลยได้แต่นั่งชมในรถตู้ เพราะตอนเดินมาขึ้นเรือต้องเดินไกลมากหลายกิโล หมดแรงครับ

เสียดายมีสถานที่หนึ่งที่คิดว่าใหญ่และสวยงามกว่ามหาวิหารเซนต์บาเซิล และมีสไตน์คล้ายกัน คือ มหาวิหารเซนต์ซาร์เวีย บลัดสปิล (เลือดกระจายblood spill) ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจเชื่อมโยงกับการลอบสังหารซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ซึ่งก่อสร้างในช่วง ค.ศ.1883 และบูรณะ ค.ศ.1907 เป็นที่ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่2

การเที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก 1 วันนี้ขอบอกว่าเหนื่อยมาก และมีเวลาจำกัดเพราะต้องกลับมาขึ้นรถไฟความเร็วสูงตอนประมาณ 17.00 น. แต่ก็คุ้มค่า และได้ชื่นชมทิวทัศน์ของแม่น้ำเนวาและทะเลบอลติก

อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวนี้มีปัจจัยสำคัญประกอบสถานที่น่าเที่ยว คือ ไกด์ที่นิสัยดี รู้จักจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อนร่วมเที่ยว ซึ่งผู้เขียนโชคดีได้เพื่อนร่วมเที่ยวที่น่ารัก 2 ท่าน คือ คุณธวัชวงศ์ และภริยา คือคุณพรธิภา (กิลด้า) ธะนะสุมิต ซึ่งร่วมเดินทางตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. แต่แยกทางกันในช่วงที่ผู้เขียนต้องไปประชุมและดูงาน จึงมาพบกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 ส.ค. และเริ่มเที่ยวด้วยกัน

เรื่องเพื่อนเที่ยวที่สำคัญมาก ถ้าไม่ผสมกลมกลืนและเอื้ออาทรต่อกัน จะทำให้หมดสนุกไปกว่าครึ่งครับ ต้องขอบคุณท่านทั้ง 2 ที่ทำให้มีความสุขอีกหลายเท่าตัว สวัสดีครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *