INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ราชบุรี เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑

ราชบุรี เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑

 

 

ผมได้มีโอกาสไปร่วมทำบุญที่ มูลนิธิเครือสุทัศน์ เสนานาญ ที่จังหวัดราชบุรี โดยร่วมไปกับคณะของสมาคมนักเรียนทุนบริติชเคานซิล ซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่  นับเป็นวันที่ดีวันหนึ่งของผม สำหรับการเดินทางไปที่มูลนิธิที่ราชบุรี นั้น ไม่หลงทาง เดินทางได้สบายๆ เนื่องจาก มีแผนที่กูเกิ้ลชี้นำ มูลนิธินี้ตั้งอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ ริมแม่น้ำแม่กลอง ลมพัดเย็นสบายท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่น เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น ระเบียงชั้นบนกว้างขวาง นั่งชมวิวแม่น้ำได้อย่างสบายๆ เราฟังพระคุณเจ้าสวดมนต์ตามประเพณี อย่างอารมณ์ดี เพราะมีบรรยากาศที่ปลอดโปร่งเป็นใจ เมื่อเสร็จพิธีการทางศาสนาแล้ว ก็ได้ร่วมรับประทาน ก้วยเตี๋ยวทะเล และไอศกรีม ริมแม่น้ำที่บรรยากาศสดใสต่อไปอีกด้วย

 

ที่ได้มาร่วมกับ มูลนิธิ เครือสุทัศน์ เสนานาญ นี้  เนื่องจากมูลนิธิได้หาทุน ถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อการศึกษา เป็นการทำนุบำรุงศาสนาขั้นพื้นฐาน เพื่อที่พระสงฆ์จะได้เผยแพร่หลักศาสนาที่ถูกต้องให้แพร่ขยายมากขึ้น  ซึ่งทางสมาคมนักเรียนทุนบริติชเคานซิลได้ร่วมสนับสนุนอยู่บ้าง  และที่สำคัญคือ ประธานกรรมการมูลนิธิ เคยเป็นนายกสมาคมของเรา และทำให้สมาคมเราในช่วงนั้น ได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว    แต่ที่ผมอยากเขียนถึงจังหวัดราชบุรีในครั้งนี้ เพราะสมัยเด็กๆ ผมมาราชบุรีเป็นประจำ ปีละหลายๆครั้ง เพื่อมาเยี่ยม คุณตาและคุณยาย หรือพูดง่ายๆว่าแม่ผมเป็นคนราชบุรี นั่นเอง แต่ระยะหลังๆนี้ ไม่ได้มาราชบุรีเป็นสิบๆปี ทั้งๆที่อยู่ใกล้แค่นี้เอง เพราะมัวแต่ไปจังหวัดอื่น และในปัจจุบันนี้ จังหวัดหรืออำเภอ ที่ควรจะวิ่งผ่านราชบุรี  ก็มีถนนอ้อมเมือง ตัดผ่าน ไม่ต้องเข้าเมืองราชบุรีอีกต่อไปแล้ว จึงไม่ได้มาแวะเยี่ยมเสียนาน

เมื่อเสร็จภาระกิจที่มูลนิธิ ผมได้ขอให้รถขับเข้าไปในเมือง ผ่านดูว่ามีภาพเก่าๆอะไรที่ผมยังจำได้บ้าง ปรากฏว่าไม่มีอะไรที่จำได้ นอกจากผังของถนนที่อยู่ในเมือง คงยังเป็น เส้นเดิม และที่ผมระลึกได้คือถนนที่ทอดผ่านใกล้ๆแม่น้ำ ไปสู่เส้นทางกลับกรุงเทพฯ และเมื่อเลี้ยวซ้ายจากเมืองกลับกรุงเทพฯ มีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองซึ่งน่าจะเป็นสะพานเดิม และใกล้ๆกันนั้น เป็นรั้วสูง มีอุโมงค์ให้ถนนรอดผ่าน รวมทั้ง กองพันทหารช่าง ก็ยังอยู่ที่เดิม จำได้เท่านั้นเอง ผมจึงอยากมาราชบุรีอีก แล้วมีเวลาเดินเที่ยวให้นานๆเพื่อระลึกถึงเมื่อสมัยเด็กๆ คงจะมีโอกาสสักวัน

 

ตอนเด็กๆนั้น ที่ใจกลางเมือง ริมแม่น้ำแม่กลอง มีลานกว้างๆ เรียกว่าสนามหญ้า ที่ตรงนั้น ตอนค่ำมีอาหารและขนมขายเปิดไฟสว่างไสว ถ้าอยู่ราชบุรี เราเด็กๆ ก็จะมาที่นี่ เหมือนกับเป็นศูนย์รวมชุมชน  ร้านขายที่นอนของตากับยาย ก็อยู่แถวๆนั้น จำได้ว่า ร้านอยู่ตรงข้ามกับหอทะเบียนที่ดิน ซึ่งคงจะเหมือนกับสำนักงานที่ดินในปัจจุบัน ถูกแล้วครับ ยายผมทำที่นอนขายในขณะที่ตาเป็นข้าราชการบำนาญ เคยเป็นนายอำเภออยู่ในท้องที่แถวราชบุรีนั่นเอง  และแม่ผมก็เคยเปิดร้านที่นอนในกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายปี  นอกจากสนามหญ้าที่สนุกสนานตอนค่ำๆแล้ว ผมยังจำเขาวังราชบุรี ที่มีคุณป้ามาบวชชีอยู่ที่นี่ ๒ คน และไม่ลืมริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองที่มาเดินเที่ยวตอนหน้าแล้งเป็นประจำ

 

ถึงแม้ผมจะเป็นคนแปลกๆ  ทำอะไรที่คนอื่นไม่ค่อยจะทำ เช่นขับรถก็ชอบคิดหาเส้นทางใหม่ๆที่ไม่เคยไป เวลาทำงานก็คิดกิจกรรมแปลกๆที่ไม่เหมือนใคร ดีบ้าง ไม่ดีบ้างแล้วแต่ดวง แต่ผมก็เหมือนแม่มากๆ โดยเฉพาะชอบเขียนชอบแต่งเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง เพราะแรกเริ่ม แม่ผมก็มีอาชีพเป็นครูประชาบาล  นอกจากนั้น ผมยังเป็นโรคกระดูกเสื่อมเหมือนที่ยาย และแม่ของผมเป็น  ตอนนี้ โรคกระดูกกำเริบ คิดถึงยายและแม่จัง

 

จากราชบุรีนี้ ได้มุ่งกลับกรุงเทพฯในเวลาประมาณบ่ายโมงเศษๆ ไปแวะที่โพธาราม ผมคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เคยพามาเที่ยวโพธาราม เมื่อประมาณ ๓-๔ ปีก่อน เขาเป็นเพื่อนที่เรียนเกษตรมาด้วยกัน ครั้งนั้น เขาได้พาไปตลาด  ไปลิ้มรส เต้าหู้ดำ แล้วซื้อกลับบ้าน เพราะกินง่าย เอาออกจากตู้เย็นก็กินได้เลย เต้าหู้ดำเป็นเนื้อเต้าหู้ที่คัดสรรมาอย่างดี ต้มในน้ำพะโล้ที่เข้มข้นให้ครบ ๓ วันเต็ม มีทั้งรสเค็มนำ และหวานตาม ที่โพธารามนี้มีชื่อมาก  และเพื่อนได้พาไปนมัสการ ที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งพบข้าวโพด ๘ แถว ซึ่งเป็น ข้าวโพดข้าวเหนียวเมล็ดสีขาวหม่น ฝักเล็กลีบๆ  เขาเก็บเกี่ยวแล้วนำมาต้ม(หรือนึ่ง)ทันทีเลย ทำให้รสหวาน ถ้าเก็บข้าวโพดไว้นานๆไม่รีบต้ม(นึ่ง)  น้ำตาลในเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นแป้งหมด ที่เขาทำขายที่นี่ จึง อร่อยมากๆ  และของอื่นๆ ถ้าเจ้าของท้องที่แนะนำละก้อ อร่อยทั้งนั้น   ครั้งนี้ ไม่ได้แวะตลาดโพธาราม และเพื่อนคนนั้น เขาได้จากเราไปแล้ว

 

ย้อนกลับมาเรื่องการเดินทางครั้งนี้ ผมดีใจที่คณะได้แวะเที่ยววัดพระศรีอารย์ เห็นโบสถ์ประดับด้วยทองเปลว สวยงามมากๆ  และมีข้าวโพด ๘ แถววางขายอยู่ เพื่อนที่ไปด้วยกันได้ซื้อมากินในรถ ซึ่งความอร่อยยังคงเดิม  และเมื่อคณะได้พร้อมกันแล้ว ก็ได้เวลา รีบมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ออกจากวัดประมาณเกือบๆ บ่าย ๒ โมง

 

เชื่อไหมครับ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งจะหยุดวันจันทร์อีกวันหนึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว ฝนตกพรำๆในระหว่างเดินทางกลับ  ปรากฏว่าการจราจรติดขัด รถค่อยๆวิ่งจากโพธาราม มาถึงกรุงเทพฯ เวลา ๔ โมง หรือใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงในระยะทางร่วม ๘๐ กม.คิดว่ามีรถจากเส้นทางสายหลัก เช่น จากกาญจนบุรี และจากอำเภอใหญ่ๆ ได้แก่ ดำเนินสะดวกหรือ สวนผึ้ง ฯลฯ เข้ามาร่วมกับเส้นทางกับเรา และมีป้อมไฟจราจรอยู่หลายแห่ง  นี่ขนาดช่วงกลางของวันหยุดยาวนะครับ ถ้าปลายวันหยุด รถจะหนาแน่นเพียงใด ลองนึกภาพดู แต่ก็คิดว่าทุกทิศทางที่มีรถเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงปลายวันหยุดยาว รถคงหนาแน่นเหมือนกันหมด ขอจบเรื่องราวที่ประทับใจในวันหยุด เพียงเท่านี้   สวัสดีครับ บู๊ คนเคยหนุ่ม

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *