INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

โรเบิรต วูด จอห์นสัน : ความล้มเหลวจะเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุดของเรา

โรเบิรต วูด จอห์นสัน : ความล้มเหลวจะเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุดของเรา

ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ กูรูทางการบริหารที่เป็นตำนานของโลก เมื่อใครก็ตามพูดถึงการบริหาร ชื่อแรกที่มักจะเกิดขึ้นภายในจิตใจมักจะเป็นปีเตอร์ ดรัคเกอร์ บิดาของการบริหารสมัยใหม่ อยู่เสมอ กูรูทางการบริหารที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ผู้ให้กำเนิดการบริหารสมัยใหม่ ผลกระทบยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการเขียน เขาเขียนหนังสือการบริหารมากกว่าสามสิบเล่มที่ขายได้มากกว่าสิบล้านเล่ม และบทความทางวิชาการที่แพร่
หลายไปทั่วโลกอีกนับไม่ถ้วน และได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศจำนวนมาก ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้สอนว่า การบริหารเป็นศิลปศาสตร์อย่างหนึ่งที่มากกว่าการเพิ่มผลผลิต เพื่อที่จะเป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ เราต้องเข้าใจสิ่งเหมือนเช่นจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ ศาสนา แนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ คือ การสอนว่าองค์การจะจัดสรรพลังและทรัพยาการของพวกเขาอย่างดีที่สุดได้อย่างไร ภายในหนังสือของเขา The 5 Most Important Questions You Will Ever Ask About Your Organization เขาได้ระบุคำถามที่สำคัญห้าข้อ ผู้บริหารระดับสูงทุกคนควรจะถามเกี่ยวกับธุรกิจของพวกเขาคือ ภารกิจของเราคืออะไร ลูกค้าของเราคือใคร ลูกค้าของเราให้คุณค่ากับอะไร ผลลัพธ์ของเราคืออะไร และแผนของเราคืออะไรปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เข้ามาเป็นอาจารย์ ณ มหาวิทยาลัยแคลร์มองท์ กราดูเอท แคลิฟอร์เนีย เมื่อ ค.ศ 1971 ณ ที่นี่ เขาได้เริ่มต้นสร้าวหลักสูตรเอ็มบีเอสำหรับผู้บริหาร ครั้งแรกของประเทศ แก่นักวิชาชีพที่กำลังทำงานอยู่ เพื่อเป็นการยกย่องผลงานของเขา มหาวิทยาลัยได้เรัยกชื่อคณะบริหารธุุรกิจของมหาวิทยาลัยด้วยชื่อของเขา เมื่อ ค.ศ 1987 ต่อมาเพื่อนนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นของเขาไดัรัยการยกย่องอย่างเดียวกัน กลายเป็น ปีเตอร์ เอฟ ดรัคเกอร์ แอนด์ มาซาโตชิ อิโตะ ยูนีเวอร์ซิตี้ สคูล ออฟ แมเนจเม้นท์หนังสือการบริหารเล่มแรกของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ค.ศ 1946 ชื่อ The Concept of The Corporation ไปจนถึงบทความฉบับสุดท้ายเรื่อง What Make an Effective Executives (ชนะรางวัลของแมคคินซี่ย์ เป็นบทความดีที่สุดของวารสารฮาร์วาร์ดเมื่อ ค.ศ 2004) ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ไม่เคยพลาดที่จะเห็นอกเห็นใจกับความยากลำบากของผู้บริหารเลยภายในหนังสือชื่อ The Practice of Management ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยืนยันว่าการบริหารเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญของศตวรรษที่ 20 ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรหรือเศรษฐกิจ เขาได้เขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ The End of Economic Man ค.ศ 1939 The Origin of Totalitarianism เป็นหนังสือเล่มหนึ่งของเขาที่ต้องการจะทำให้ความมุ่งมั่นของโลกเสรีเข้มแข็งขึ้น เพื่อที่จะต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษชอบอ่านหนังสือเล่มนี้มาก และได้บังคับให้ข้าราชการอังกฤษใหม่ทุกคนต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ทำนายการพัฒนาที่สำคัญหลายอย่างของปลายศตวรรษที่ 20 เช่น การกระจายอำนาจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การผงาดขึ้นมาของญี่ปุ่นเป็นพลังทางเศรษฐกิจโลก ความสำคัญของการตลาดและนวัตกรรม และการปรากฎขึ้นของสังคมข้อมูลที่จำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตปีเตอร์ ดรักเกอร์ เกิดที่เวียนนา ออสเตรีย เมื่อ ค.ศ 1909 ตอนที่อยู่เยอรมัน เขาได้เคยสัมภาษณ์ส่วนตัวกับอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ เพื่อที่จะทบทวนหนังสือชื่อ Mein Kampf ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ได้ยอมรับถึงอันตรายของบุคคลเชื้อสายยิวภายในเยอรมัน ดังนั้นเขาได้ย้ายไปที่อังกฤษเมื่อต้น ค.ศ 1930 และได้ย้ายไปที่อเมริกาเมื่อ ค.ศ 1937 และเขาได้อยู่ที่อเมริกาจนเสียชีวิต 68 ปีต่อมา บุคคลที่มีอิทธิพลเริ่มแรกต่อเขาคือ โจเศฟ ชุมปีเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ ชาวออสเตรีย เพื่อนของพ่อของเขา บุคคลที่ได้สร้างความประทับใจถึงความสำคัญของนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการต่อเขา ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ยังได้รับอิทธิพลจากจอห์น เมย์นารด เคนส์ เมื่อปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ฟังคำบรรยาย ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ค.ศ 1934 ผมได้รับรู้ทันทีว่าเมื่อจอห์น เมนารด เคนส์ และนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่ฉลาดของเขาภายในห้องเรียนจะสนใจกับพฤติกรรมของสินค้าโภคภัณฑฺ์ แต่ผมจะสนใจต่อพฤติกรรมของบุคคลนานกว่า 70 ปี การเขียนของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้มุ่งความสัมพันธ์ท่ามกลางมนุษย์อย่างชัดเจน ตรงกันข้ามการบีบคั้นด้วยตัวเลข หนังสือของเขาเต็มไปด้วนบทเรียนที่องค์การจะดึงสิ่งที่ดี่สุดของบุคคลออกมาได้อย่างไร และบุคคลสามารถค้นพบคว่ามรู้สึกทางชุมชนและศักดิ์ศรีภายในสังคมสมัยใหม่ที่รวมกันเป็นสถาบันจำนวนมากได้อย่างไรปีเตอร์ ดรักเกอร์ และอัลเฟรด สโลน ผู้คิดค้นบริษัทสมัยใหม่ ไม่เห็นด้วยกันมายาวนาน 25 ปี อัลเฟรด สโลน บุคคลที่มีวิสัยทัศน์เบื้องหล้งเจ็นเนอรัล มอเตอร์ เชื่อว่าการบริหารเป็นศาสตร์ เขามองความสำเร็จของจีเอ็มเกิดขึ้นจากความสามารถสร้างความประหยัดจากขนาด การบริหารกระแสเงินสดและการลงทุน และการขยายผู้แทนจำหน่ายปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เชื่อว่าการบริหารเป็นการปฏิบัติอยู่เสมอเหมือนแพทย์ศาสตร์หรือกฏหมาย นักปฏิบัติต้องท้าทายทฏษฎีและผูกพันต่อการจำกัดความใหม่ของ “อะไร” ไม่ใช่ “อย่างไร” ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ มองว่าความสำเร็จของจีเอ็มจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติทางการบริหาร หนังสือการบริหารเริ่มแรกเล่มหนึ่งที่ได้สร้างความยิ่งใหญ่ ณ เวลานั้น คือ My Years With General Motor ของ อัลเฟรด สโลน บุคคลที่บริหารเจ็นเนอรัล มอเตอร์ 14 ปีในฐานะของซีอีโอ และ 19 ปี ในฐานะของประธานบริษัท หนังสือเล่มนี้ได้ถูกพิมพ์เมื่อ ค.ศ 1964 ปีเดียวกับที่วงดนตรีเดอะบีตเติ้ล I want toHold Your Hands ติดลำดับ 1 ของท้อป ชาร์ต และจีเอ็มมียอดขาย 16.4 พันล้านเหียญ ติดลำดับสูงสุดของวารสารฟอร์จูน 500 หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดทันที และได้ถูกใช้เป็นคู่มิอของผู้บริหาร การนำเสนอการปฏิบัติของวิชาการบริหารของอัลเฟรด สโลน เรื่องราวที่ไม่มีนักธุรกิจคนอื่นบอกเล่าได้เลย การบอกเล่าครึ่งศตวรรษของประสบการณ์ความเป็นผู้นำที่ใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ และการมองภายใน ณ เหตุการณ์ที่น่าทึ่ง และการบริหารธุรกิจที่สร้างสรรค์
หนังสือทางธุรกิจไม่กี่เล่มเท่านั้นที่ได้บรรลุฐานะความเป็นคลาสสิค การยืนหยัดต่อการทดสอบยาวนานห้าสิบปี และได้ถูกใช้เป็นตำราต้นแบบของการศึกษาการบริหารสมัยใหม่นักธุรกิจจำนวนมากได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นไบเบิ้ลและพิมพ์เขียวไม่ใช่ชีวประวัติ บุคคลที่คิดว่าพวกเขาได้ค้นพบคำตอบสำเร็จรูปต่อปัญหาทางการบริหารของพวกเขาเอง อาจจะพบว่าการเลียนแบบเจ็นเนอรัล มอเตอร์ จะไม่ง่ายเลย ความลับที่แท้จริงของความสำเร็จของจีเอ็ม ไม่ใช่เพียงแต่เทคนิคทางองค์การและการเงินของอัลเฟรด สโลนเท่านั้น แต่เป็นวิถีทางของการพัฒนาความสามารถทางการบริหารที่มีลักษณะเฉพาะอย่างด้วยบิลล์ เกต ได้ชื่นชมกับวารสารฟอร์จูนว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือดีที่สดที่จะอ่าน ถ้าเราต้องการหนังสือทางธุรกิจเพียงเล่มเดียวเท่านั้น ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า หนังสือทางการบริหารดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยมีมาเราไม่น่าประหลาดใจเลยว่าทำไม ฟิลิป คอตเลอร์ บิดาของการตลาดสมัยใหม่ ได้เรียกปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ว่า ปู่ของการตลาดสมัยใหม่ นั่นเพราะว่าความคิดของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยังคงมีอิทธิพลต่อทุกด้านของธุรกิจปัจจุบันนี้ ถ้าเราหยิบหนังสือทางธุรกิจขายดีที่สุดเล่มล่าสุด โอกาสของความคิดที่ถูกกล่าวถึงจะมีต้นกำเนิดมาจากที่ใดที่หนึ่งภายในผลงานของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยืนยันว่าความมุ่งหมายของธุรกิจคือ “สร้างลูกค้า” โดยไม่คำนึงถึงว่าธุรกิจของเราเพื่อกำไรหรือไม่เพื่อกำไร เราต้องเข้าใจว่า แม้ว่ากำไรจะสำคัญต่อการสนับสนุนนวัตกรรมและการตลาด การทำกำไรสูงสุดไม่เพียงแต่ ไม่เป็นความมุ่งหมายเบื้องต้นของธุรกิจแล้ว แต่กำไรสามารถทำลายสังคม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพขององค์การได้ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เขียนไว้ตอนเริ่มแรกว่าเนื่องจากความุ่งหมายของธุรกิจคือ การสร้างลูกค้า ธุรกิจมีหน้าที่เบื้องต้นสองอย่างคือ การตลาดและนวัตกรรม ปีเตอร์ ดรัคเกอร์มองว่าการตลาดและนวัตกรรมสร้างผลลัพธ์ นอกจากนี้คือต้นทุน ทำไมนวัตกรรมมีความสำคัญ เพราะว่าถ้าไม่มีนวัตกรรมแล้ว เราไม่สามารถชักจูงลูกค้าให้ซื้อจากเราไม่ใช่คู่แข่งขัน และนวัตกรรมสัมพันธ์กับการตลาดอย่างไร เนื่องจากการตัดสินใจว่านวัตกรรมอะไรควรจะถูกลงทุน เวลา เงินทุน และความพยายามของเราอยู่ภายในส่วนของการตลาดมุมมองทางการตลาดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ คือ การทำกำไรไม่ควรจะเป็นจุดมุ่งที่สำคัญของธุรกิจ จุดมุ่งที่สำคัญของธุรกิจควรจะเป็นลูกค้าและตลาด การตลาดไม่ได้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของหลายอย่างที่สร้างกำไร การตลาดคือแรงขับเคลื่อนของธุรกิจปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เชื่อว่าความอยู่รอดของธุรกิจจะเสี่ยงภัย เมื่อผู้บริหารมุ่งแต่เป้าหมายกำไรเท่านั้น เพราะว่าเป้าหมายกำไรอย่างเดียวที่ฝังใจได้กระตุ้นผู้บริหารให้มุ่งที่การกระทำที่สร้างกำไรวันนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้มองว่าเราจะสร้างกำไรวันพรุ่งนี้อย่างไร ภายในหนังสือ The Practice of Management ค.ศ 1954

นวัตกรรมได้กลายเป็นถ้อยคำที่นิยมแพร่หลายมากของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจไปจนถึงวงการอื่น นวัตกรรมจะถูกพูดถึงภายในทุกที่ ธุรกิจที่ปรากฏตัวหลายอย่างได้พิสูจน์แล้วว่านวัตกรรมสามารถเป็นวิถีทางไปสู่จุดสูงสุดได้ ตั้งแต่อเมซอนไปกูเกิ้ลและเฟซบุค ทุกอย่างได้พิสูจน์แล้ว ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ผู้คิดค้นการบริหารสมัยใหม่ ได้ทิ้งทรัพยากรที่มีคุณแก่เราเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ การบริหารธุรกิจ นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการ เขาได้สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ภายในโลกของธุรกิจ การทิ้งมรดกที่ยั่งยืนของเขาไว้เป็นแนวทางและแรงบันดาลใจต่อผู้นำธุรกิจและผู้ประกอบการภายในหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งของเขาชื่อ Innovation and Entrepreneurship ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้พูดถึงเกี่ยวกับพลังและความจำเป็นของนวัตกรรม เขาได้ระบุแหล่งที่มาของนวัตกรรมไว้เจ็ดแหล่งครั้งหนึ่ง โรเบิต วูด จอห์นสัน ซีอีโอก่อนหน้านี้ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้กล่าวว่า “ความล้มเหลวจะเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุดของเรา” ภายในบทความเกี่ยวกับวิถีทางของนวัตกรรมของปีเตอร ดรัคเกอร์ เราจะดูที่ความล้มเหลวและแหล่งที่มาที่สำคัญอย่างอื่นของนวัตกรรมของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เขาได้เสนอแนะว่านวัตกรรมที่มีความมุ่งหมายและเป็นระบบจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์โอกาส และได้แยกเป็นแหล่งที่มาเจ็ดแหล่งของโอกาสทางนวัตกรรม แหล่งที่มาสี่แหล่งแรกจะอยู่ภายในธุรกิจ แหล่งที่มาสามแหล่งที่สองจะอยู่ภายนอกธุรกิจเนื่องจากความมุ่งหมายของธุรกิจคือ การสร้างลูกค้า ธุรกิจจะมีหน้าที่พื้นฐานสองอย่าง – และสองอย่างเท่านั้น – การตลาดและนวัตกรรม การตลาดและนวัตกรรมจะสร้างผลลัพธ์ ส่วนอื่นทั้งหมดคือต้นทุน ิInnovation and Entrepreneurship ของปีเตอร ดรัคเกอร์ จะเป็นหนังสือเล่มแรกที่ได้อธิบายนวัตกรรมทางธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการด้วยวิถีทางที่เป็นระบบ ด้วยการพิจารณาว่านวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการเกิดขึ้นที่ไหน เราสามารถที่จะสร้างและบริหารธุรกิจของผู้ประกอบการให้บรรลุความสำเร็จโดยไม่มีความเสี่ยงภัยจนเกินควรได้ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้อธิบายสัญญานชัดเจนเจ็ดอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสเพื่อนวัตกรรมทางธุรกิจ : 1 ความสำเร็จและความล้มเหลวที่ไม่ได้คาดหวัง 2 ความไม่สอดคล้องระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่ควรจะเป็น 3 การระบุความต้องการที่แท้จริง 4 การเปลี่ยนแปลงภายในอุตสากรรมหรือตลาด 5 การเปลี่ยนแปลงทางประชากร 6 การเปลี่ยนแปลงทางการรับรู้ และ 7 การค้นพบความรู้ใหม่

 

1 การเกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวัง

โลกของธุรกิจจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่เพียงแต่ความล้มเหลวอย่างไม่คาดหวัง แต่เป็นความสำเร็จอย่างไม่คาดหวังด้วย สามารถเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจของนวัตกรรมภายในองค์การ ทั้งความสำเร็จอย่างไม่คาดหวังและความล้มเหลวอย่างไม่คาดหวังไม่ควรจะไม่สังเกตุ หรือมองข้ามว่าเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง ความสำเร็จอย่างไม่คาดหวัง ความล้มเหลวอย่างไม่คาดหวัง หรือเหตุการณ์ภายนอกที่ไม่ได้คาดหวังจะเป็นอาการของโอกาสที่พิเศษ โอกาสทางธุรกิจจะเริ่มต้นจากความสำเร็จหรือความล้มเหลวภายในอุตสาหกรรมหรือตลาดบริษัทอิเล็คโทรนิคสำคัญที่สุดของญี่ปุน มัทสุชิตะ จะเป็นหนี้การลุกขึ้นมาของพวกเขาต่อความเต็มใจที่จะยอมรับความสำเร็จที่ไม่ได้คาดหวัง มัทสุชิตะจะเป็นบริษัทเล็กและธรรมดา เมื่อต้น ค.ศ 1950 พวกเขาจะรู้เหมือนกับผู้ผลิตอื่นทุกรายของญี่ปุ่น ณ เวลานั้น ว่าโทรทัศน์จะไม่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วภายในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นยากจนกินไปที่จะสามารถซื้อของฟุ่มเฟือยเช่นนั้นได้ ประธานบริษัทโตชิบ้า ได้กล่าว ณ การประชุมที่นิวยอร์คเมื่อ ค.ศ 1954 แต่กระนั้นมัทสุชิตะฉลาดเพียงพอที่จะยอมรับว่าชาวนาญี่ปุ่นไม่ได้รู้ว่าพวกเขาจนเกินไปต่อโทรทัศน์ สิ่งที่พวกเขารู้คือโทรทัศน์ที่นำเสนอต่อพวกเขาเป็นครั้งแรกจะเข้าหาโลกที่ใหญ่โตได้ พวกเขาไม่สามารถรับภาระโทรทัศน์ได้ แต่พวกเขาได้ตระเตรียมที่จะซื้อโทรทัศน์ในทุกกรณี และจ่ายเงินซื้อมันโตชิบาและฮิตาชีได้ผลิตโทรทัศน์ที่ดีกว่า ณ เวลานั้น พวกเชาได้แสดงโทรทัศน์ภายในย่านกินซ่า โตเกียว และร้านสรรพสินค้าภายในเมืองใหญ่เท่านั้น การแสดงอย่างชัดเจนว่าชาวนาจะไม่ถูกต้อนรับภายในสภาพแวดล้อมที่โอ่อ่านี้ื มัทสุชิตะไปหาชาวนาและขายโทรทัศน์ของพวกเขาประตูถึงประตูบางสิ่งบางอย่างไม่มีใครภายในญี่ป่นได้เคยกระทำมาก่อนต่ออะไรก็ตามที่ราคาแพงกว่ากางเกงผ้าฝ้ายหรือผ้ากันเปื้อนมัทสุชิตะได้สร้างนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่กับการตลาดโทรทัศน์แก่ชาวนา พวกเขาได้ถูกกระตุ้นจากการรับรู้ที่ผิดของโตชิบาและอเมริกันที่โทรทัศน์จะเป็นของชุมชนที่ร่ำรวยเท่านั้นการเกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังสามารถเป็นแหล่งที่มาของนวัตกรรมได้ เราจะมีตัวอย่างที่ดีของการเกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังจะนำไปสู่นวัตกรรมจาก 3 เอ็มได้อย่างไร โพสท์ อิท จะเกิดขึ้นจากกาวที่ไม่เหนียวเพียงพอ และสก็อตการ์ดได้เกิดขึ้นจากการหกของสารเคมีโดยบังเอิญบนรองเท้าเทนนิสของบุคคล ณ 3 เอ็ม การคิดอย่างสร้างสรรค์ได้ทำให้ความบังเอิญกลายเป็นโอกาส การคิดค้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดหลายอย่างปัจจุบันนี้จะเป็นเพียงแค่ความผิดพลาดของนักวิทยาศาสตร์จากการค้นหาทางเลือก ดังตัวอย่างของชื่อครัวเรือนที่สร้างโดยแพตซี่ เชอร์แมน นักเคมีของ 3 เอ็ม : สก็อตการ์ด สูตรต้นกำเนิดของของสก็อตการ์ดได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ ค.ศ 1952 โดยแพตซี่ เชอร์แมน และแซมมวล สมิธ นักเคมีของ 3 เอ็ม แพตซี่ เชอร์แมน ไดัถูกมอบหมายให้พัฒนาว้สดุยางที่จะต่อต้านการการเสื่อมลงจากเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น วันหนึ่งเมื่อ ค.ศ 1953 ผู้ช่วยห้องทดลอง ได้ทำสารเคมีหกลงบนร้องเท้าเทนนิสสีขาวของเขา พวกเขาได้สังเกตุว่ามันไม่ได้ทำให้รองเท้าเป็นรอยเปื้อน และไม่น่าเชื่อไม่ว่าพวกเขาได้พยายามอย่างมากแค่ไหน พวกเขาไม่สามารถลบสารเคมีนั้นออกไปได้ เธอจะเพียงแค่รำคาญด้วยความไม่สามารถของเธอที่จะทำความสะอาดสารเคมี – สบู่ แอลกอฮอล และตัวละลายอื่นไม่ได้ผลมันจะขับไล่น้ำและล้างน้ำออกไม่ได้ แม้แต่มันได้สร้างการต่อต้านรอยเปื้อนของรองเท้า ในขณะที่ส่วนที่เหลืออยู่ของรองเท้าได้กลายเป็นสกปรกและรอยเปื้อน จุดหนึ่งจะยังคงสะอาดอยู่ แพตซี่ เชอร์แมนจะประหลาดใจจากความทนทานของสารเคมีที่ทดลอง ด้วยความช่วยเหลือของนักเคมี 3 เอ็ม เพื่อนร่วมงาน แซมมวล สมิธ แพตซี่ เชอร์แมนได้เริ่มต้นที่จะรับรู้ความคิดที่ดูเหมือนว่าคิดไม่ถึง ณ เวลานั้น การพัฒนาของฟลูโอ โพลีเมอร์ ที่สามารถขับไล่น้ำมันและน้ำจากผ้าได้
พวกเขาได้มองเห็นโอกาส และได้ทดลองการประยุกต์ใช้การหกลงโดยบังเอิญนั้น – การพัฒนาของฟลูโอโรเคมิคอล โพลีเมอร์ที่สามารถขับไล่น้ำและน้ำมันจากเนื้อผ้าได้ การคิดค้นนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักกันเป็นสกอตการ์ด แพตซี่เชอร์แมน และแซมมวล สมิธรู้ว่าพวกเขาได้มีการค้นพบที่นักเคมีคนอื่นได้พิจารณามายาวนานว่าเป็นไปไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ พวกเขาได้ทดลองอยู่ไม่กีปีที่จะทำให้นวัตกรรมสมบูรณ์ และเมื่อ ค.ศ 1956 สก็อตการ์ดได้ถูกขายแก่ลูกค้า
ในที่สุด 3 เอ็มจะมีผลิตภัณฑ์ประมาณ 40 อย่างภายในครอบครัวของสก็อตการ์ด แพตซี่ เชอร์แมนจะถือครองสิทธิบัตรภายใต้ความสำเร็จทุกอย่างของเธอ แพตซี่ เชอร์แมนได้รักษาความชื่นชมของเธอต่อบทบาทของความไม่คาดหวังภายในนวัตกรรม ครั้งหนึ่งเธอได้กล่าวว่า “การค้นพบที่ยิ่งใหญ่จำนวนเท่าไรจะไม่เคยเกิดขึ้นจากโดยบังเอิญ”อาร์เธอร์ ฟราย นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งของ 3 M ต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ กระดาษคั่นหน้าหนังสือเพลงสวดมักจะหล่นอยู่เสมอ ทำให้หาหน้าไม่เจอ ดังนั้นเขาได้เกิดความคิดอยากจะได้กระดาษคั่นที่มีกาวอ่อนติดและดึงออกโดยไม่มีร่องรอย และติดกับไปใหม่กับหน้าหนังสือเพลงสวดได้ เขาทราบว่า สเป็นเซอร์ ซิลเวอร์ นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งของ 3 เอ็ม ได้ค้นพบกาวอ่อนนี้แต่ได้ทิ้งไป เนื่องจาก 3 เอ็ม ต้องการกาวเหนียว ดังนั้นพวกเขาได้ร่วมมือกันโดยใช้กฏ 15% พัฒนาโพสท์อิสท์โน้ตขึ้นมาได้จนสำเร็จ และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้สร้างกำไรแก่ 3 เอ็ม สูงมากนักวิชาการมองว่านวัตกรรมจะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เราควรจะให้บุคคลมีโอกาสที่พวกเขาต้องการ” ปัจจุบันกฎ 15% จะยังคงมีอยู่ ณ 3 เอ็ม เรื่องราวคลาสสิคของกฎ 15% คือ การค้นพบนวัตกรรมที่โด่งดังของ 3 เอ็ม โพสท์อิท โน้ต

 

2 ความไม่สอดคล้อง

ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ได้อธิบายความไม่สอดคล้องว่าเป็นความแตกต่างระหว่างบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอยู่แล้วและบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะเป็น เราจะมีความไม่สอดคล้องระหว่างความคาดหวังที่รับรู้และความคาดหวังจริงของลูกค้า ทำนองเดียวกับการเกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวัง ไม่ว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลว ความไม่สอดคล้องจะเป็นอาการของการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้ว หรือการเปลี่ยนแปลงที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ระบุสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความไม่สอดคล้องระหว่างความเป็นจริงเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม เขาชี้ให้เห็นว่าถ้าอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของมัน ควรจะปรับปรุงอย่างต่อเนื่องด้วย มันควรจะทำกำไรได้ง่ายภายในอุตสาหกรรมที่อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมั่นคง การขาดการทำกำไรภายในอุตสาหกรรมนี้จะเสนอแนะความไม่สอดคล้องระหว่างความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ
โดยทั่วไปความไม่สอดคล้องประเภทนี้จะเกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมทั้งหมด และนำเสนอโอกาสที่สำคัญต่อนวัตกรรมเพื่อที่จะมุ่งธุรกิจใหม่ กระบวนการใหม่ หรือการบริการใหม่ ยิ่งกว่านั้นนักนวัตกรรมที่หาประโยชน์จากความไม่สอดคล้องนี้สามารถไว้วางใจกับคู่แข่งขันไม่กี่รายเป็นระยะเวลานานก่อนที่พวกเขาจะเริ่มเข้าใจข้อเท็จจริงว่าพวกเขามีการแข่งขันใหม่และอันตรายตัวอย่างของความไม่สอดคล้องระหว่างความคาดหวังที่รับรู้และความคาดหวังจริงของลูกค้าคือ เมื่อบริษัทกำลังจะพยายามจะสร้างเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ที่ใช้งานและบรรจุได้มากขึ้น บุคคลไม่ได้แสวงหาสเปคที่เพิ่มขึ้นของเครื่องเล่นเอ็มพี 3 แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ได้รับรู้ว่าความคาดหวังที่แท้จริงของลูกค้าคือ วิธีการที่พวกเขาสามารถจะซื้อเพลงได้ถูกกฏหมาย การรวบรวมเพลงของของพวกเขา และการเล่นบนอุปกรณ์ที่ใช้ได้ง่าย ดังนั้นแอปเปิ้ลได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมด้วยไอทูนส์และไอพอด

3 ความต้องการกระบวนการ

นวัตกรรมบนพื้นฐานของกระบวนการจะเริ่มต้นด้วยงานที่ต้องทำ ตามมุมมองของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ความต้องการทำให้กระบวนการที่มีอยู่แล้วสมบูรณ์ ทดแทนการเชื่อมต่อที่อ่อนแอ หรือออกแบบกระบวนการเดิมใหม่ ด้วยการจัดหาการเชื่อมโยงที่ขาดไปความต้องการกระบวนการจะเกี่ยวพันกับการระบุจุดอ่อนของกระบวนการของบริษัท และการแก้ไขหรือการออกแบบกระบวนการใหม่ นี่จะเป็นข้อแก้ปัญหาที่มุ่งงาน หมายความว่าแหล่งที่มาของนวัตกรรมจะมาจากภายใน ความสามารถที่มีอยู่ และวิถีทางการทำธุรกิจของเรา บริษัทต้องการที่จะมองหาการเชื่อมต่อที่อ่อนแอทุกอย่าง และการกำจัดความอ่อนแอปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้กล่าวว่า แหล่งที่มาของนวัตกรรมนี้จะมุ่งงานมากกว่ามุ่งสถานการณ์ แหล่งที่มาของโอกาสเพื่อนวัตกรรมจะเกิดขึ้นภายหลังจากการดูที่กระบวนการของบริษัทอย่างใกล้ชิด และการระบุจุดอ่อนที่ชัดเจน และวิถีทางที่จุดอ่อนสามารถถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น การรู้ว่าอะไรเป็นการเชื่อมต่อที่อ่อนแอจะตามมาจากการประเมินรายละเอียดความสามารถของบริษัท ทีมงานสามารถสร้างข้อแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ได้
ตัวอย่างเช่น เมื่อพนักงานขายทางการแพทย์คนหนึ่งชื่อวิลเลี่ยม คอนเนอร์ เริ่มต้นทำธุรกิจของเขาเอง เขาได้มองเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของการผ่าตัดต้อกระจกระหว่างการผ่าตัด เขาได้ค้นหาความต้องการที่ไม่ได้ถูกตอบสนอง เขาได้เรียนรู้ว่าการผ่าตัดตาในขณะนั้นจะมีการตัดเส้นเอ็นที่น่ากลัวมาก เมื่อพวกเขากำลังผ่าตัดต้อกระจก นายแพทย์ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ภายหลังจากที่วิลเลี่ยม คอนเนอร์ ได้ทำการวิจัยบางอย่าง ในที่สุดเขาได้คำตอบว่าเอ็นไซม์บางอย่างละลายเอ็นได้ แต่ไม่ได้ถูกใช้เพราะว่าเอ็นไซม์ไม่สามารถเก็บรักษาได้นานเกินสองชั่วโมง ภายหลังจากที่เขาได้การทดลองอีกครั้งเขาได้ค้นพบการเก็บรักษาเอ็นไซม์ไว้ใช้ประโยชน์ได้ภายในหนึ่งปี การผ่าตัดตาทุกอย่างได้ใช้เอ็นไซม์ที่จดทะเบียนของเขา ยี่สิบปีต่อมาวิลเลียม คอนเนอร์ ได้ขายบริษัทของเขา อัลคอนแลบอราทอรี่ส์ แก่บริษัทข้ามชาติด้วยราคาที่สูง

4 การเปลี่ยนแปลงภายในอุตสาหกรรมและตลาด

โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงภายในอุตสาหกรรมและตลาดจะเกิดขึ้นการจากเปลี่ยนแปลงความชอบ รสนิิยม และค่านิยมใหม่ของลูกค้า การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมจะเป็นเครื่องชี้ที่เชื่อถือได้ของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม การเจาะตลาดรถยนต์อเมริกาของญี่ปุ่นด้วยรถยนต์ที่เล็กกว่าและประหยัดน้ำมันทำให้พวกเขามีข้อได้เปรียบจากความชอบรถยนต์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง แรงจูงใจจะเกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นหนังสือ Innovation and the General Manager ของเคลย์ตัน คริสเท็นเซน จะสนับสนุนแหล่งที่มาของนวัตกรรมนี้ด้วยแนวคิดของเทคโนโลยีแบบลบล้าง เทคโนโลยีแบบลบล้างจะมุ่งที่ตลาดล่าง ตลาดเหล่านี้จะไม่ต้องการการใช้งานของผลิตภัณฑ์ที่ตลาดบนต้องการ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจะใช้วิถีทางนี้ การขายรถยนต์ราคาถูกลงแต่ประหยัดน้ำมันแก่ตลาดล่างโครงสร้างที่เป็นอยู่สามารถสร้างโอกาสของนวัตกรรมได้ กูเกิ้ลได้กำเนิดจากแหล่งที่มาของนวัตกรรมนี้อย่างไร กูเกิ้ลได้กำหนดตลาดของโปรแกรมค้นหา ก่อนหน้ากูเกิ้ลโปรแกรมค้นหาจะไม่สมบูรณ์ และกูเกิ้ลได้นำมารวมกันให้เป็นระเบียบ เราจะมีข้อมูลจำนวนมากกระจายตามเวิรลด์ ไวด์ เว็บ กูเกิ้ลได้ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ค้นหาได้ ดังนั้นเวิรลด์ ไวด์ เว็บ ได้สร้างการลุกขึ้นมาของโครงสร้างตลาดของโปรแกรมค้นหาเหมือนเช่นกูเกิ้ลเจริญได้เติบโต เวิรลด์ ไวด์ เว็บ ได้ปูเส้นทางเพื่อการเชื่อมต่อ กูเกิ้ลได้สร้างโปรแกรมค้นหาที่เชื่อมโยงข้อมูลที่ค้นหาได้ทุกอย่าง

5 การเปลี่ยนแปลงการรับรู้

“น้ำครึ่งแก้ว” และ “เหลือครึ่งแก้ว” จะเป็นคำบรรยายของปรากฏการณ์ที่เหมือนกัน แต่ความหมายจะแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้บริหารจากน้ำครึ่งแก้วไปเป็นเหลือครึ่งแก้วจะเปิดโอกาสทางนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ต่ออะไรสามารถสร้างการกำเนิดของนวัตกรรมได้ ก่อนหน้านี้บุคคลที่น้ำหนักมากจะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่สุขภาพดีกว่าบุคคลที่น้ำหนักน้อย แต่กระนั้นการรับรู้ทางสังคมของสุขภาพดีได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ บุคคลที่อ้วนจะถูกมองว่าสุขภาพไม่ดี บุคคลต้องการจะยังคงรู้สึกผอมอยู่และสุขภาพดี บนการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลงนี้ อาหารสุขภาพและแคลอรี่ต่ำได้ทะลักเข้ามาสู่ตลาดความรู้สึกของชาวอเมริกันต่อการกินอาหารได้เปลี่ยนแปลงจากการกินอาหารอย่างง่ายที่สุด ถูกที่สุด ธรรมดาที่สุด ไปเป็นการกินอาหารอย่างนักกินภายใต้บรรยากาศที่งดงาม การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทำให้แผนกตำรับอาหารพิเศษภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายมาก เมื่อครอบครัวภายในประเทศที่พัฒนาแล้วได้เลือกการมีลูกน้อยลง พ่อแม่จะใช้จ่ายกับลูกคนเดียวเหมือนกับที่พวกเขาได้ใช้จ่ายกับลูกสองคน ดังนั้นผู้ผลิตรถเข็นเด็กสามารถรักษายอดขายเป็นเงินไว้ได้ด้วยการมุ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพและราคาสูง แม้ว่ายอดขายเป็นหน่วยของพวกเขาจะลดลง

6 การเปลี่ยนแปลงทางประชากร

วิถีชีวิตของเราสามารถเป็นแหล่งที่มาของนวัตกรรมได้ เราทุกคนจะมีความต้องการทางวิถีชีวิตของเรา ตัวอย่างเช่น เรารู้สึกต้องการจะสูบบุหรี่ แต่กระนั้นเนื่องจากการสูบบุหรี่จะอันตราย เราได้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าที่จะตอบสนองความต้องการ ความต้องการทางวิถีชีวิตจะไม่เป็นความต้องการเล็กน้อย และ และการตอบสนองความต้องการจะสำคัญต่อเรา ดังนั้นทำไมบางครั้งบริษัทได้ค้นพบโอกาสที่สำคัญตัวอย่างหนึ่งคือผลกระทบของ “เบบี้ บูม” เด็กเกิดมาก เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อเศรษฐกิจของอเมริกา เมื่อเด็กเหล่านี้ได้เจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว ความสนใจของพวกเขาจะครอบงำตลาด ผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดหนุ่มสาวเหล่านี้ เช่น สกี เบียร์ เพลงร็อค และหนังเอ็กซ์ จะนิยมแพร่หลายมาก เมื่อพวกเขามีอายุย่างก้าว 30 ปี ความสนใจได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ให้น้ำหนักต่อครอบครัวและอาชีพของพวกเขา เช่น ศูนย์เลี้ยงเด็ก ศูนย์สุขภาพ สถานที่พักตากอากาศครอบครัว จะกลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย การดื่มเบียร์ได้เปลี่ยนแปลงจากการดื่มเบียร์ราคาถูกด้วยเหยือก ไปเป็นการดื่มเบียร์นำเข้าหรือพิเศษด้วยแก้ว ไวน์ คูลเล่อร์ ได้เข้ามาทดแทน เมื่อกลุ่มประชากรนี้อายุสูงขึ้น พวกเขาจะสนใจต่อการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว และความมั่นคงทางการเงินมากขึ้นญี่ปุุนจะนำหน้าภายในหุ่นยนต์ เพราะว่าพวกเขาได้ให้ความสนใจต่อประชากร บุคคลทุกคนภายในประเทศที่พัฒนาแล้วระหว่าง ค.ศ 1970 รู้ว่าพวกเขาจะมีทั้งการเกิดลดลงและการระเบิดทางการศึกษา ประมาณครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าของบุคคลวัยหนุ่มสาวจะอยู่ภายในโรงเรียน และเลยพ้นโรงเรียนมัธยมปลาย ผลติดตามมาจำนวนของบุคคลเพื่อเป็นคนงานภายในการผลิตจะลดลงและไม่เพียงพอเมื่อ ค.ศ 1990 บุคคลทุกคนจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ แต่ญี่ปุ่นเท่านั้นได้กระทำกับมัน และปัจจุบันพวกเขาจะมีการนำหน้าสิบปีภายในหุ่นยนต์

7 การค้นพบความรู้ใหม่

ความรู้ใหม่มักจะถูกใช้เป็นถ้อยคำพูดที่พูดกันบ่อยของนวัตกรรม การพัฒนาทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จะเป็นแหล่งที่มาของนวัตกรรมที่บริษัทไม่สามารถมองข้ามได้ บริษัทที่ไม่ยอมจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่บันดาลใจจากการค้นพบใหม่จะหายนะกับความล้มเหลว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และไม่ใช่วิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่และตลาดใหม่ได้ บางความก้าวหน้าทั้งสองด้านอาจจะรวมเข้าด้วยกันเป็นรากฐานของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาของคอมพิวเตอร์โทรคมนาคมและอุปกรณ์สำนักงานพร้อมกันได้ถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ บริษัทซอฟท์แวร์ใหม่จะปรากฏตัวทุกสัปดาห์ เมื่อโปรแกรมเป็นที่ต้องการ เพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ความรู้ใหม่สามารถเป็นแหล่งที่มาของโอกาสทางนวัตกรรมแต่มีระยะเวลาขกระบวนการยาวนานที่สุดของนวัตกรรมทุกอย่าง เราจะมีระยะเวลาที่ยาวนานระหว่างการเกิดขึ้นของความรู้ใหม่และการประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี รวมกับระยะเวลาก่อนที่เทคโนโลยีใหม่จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ภายในตลาด คุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งของนวัตกรรมบนพื้นฐานของความรู้ใหม่คือ มันเกือบจะไม่เคยอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยอย่างเดียว แต่จะเป็นการร่วมกันของความรู้หลายประเภทที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างคลาสสิคของระยะเวลาจากความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้ทางธุรกิจคือเครื่องยนต์ไอพ่น ต้นกำเนิดสิทธิบัตรเมื่อ ค.ศ 1930 การทดสอบทางทหารครั้งแรกของมันเมื่อ ค. ศ 1941 และเครื่องบินไอพ่นทางธุรกิจลำแรกจะเป็นโคเม็ตเมื่อ 1952 ในที่สุดโบอิ้งได้พัฒนาเครื่องบินไอพ่น 707 เมื่อ ค.ศ 1958 ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เสนอแนะหลักการนวัตกรรมห้าข้อ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะใช้หาประโยชน์จากแหล่งที่มาของนวัตกรรม
1 ผู้ประกอบการจะต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์โอกาส
2 การวิเคราะห์โอกาสที่จะดูว่าประชาชนสนใจใช้เทคโนโลยีใหม่หรือไม่ ประชาชนจะสนใจซื้อคอมพิวเตอร์ไม่กี่คน จนกว่าซอฟท์แวร์ที่ใช้ง่ายจะถูกพัฒนาขึ้นมา
3 นวัตกรรมจะต้องธรรมดา และมุ่งความต้องการเฉพาะอย่างชัดเจน โพสท์ อิท บรรลุความสำเร็จอย่างมาก เพราะว่าเมื่อบุคคลมองโพสท์ อิท แล้ว พวกเขาจะพบการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง
4 นวัตกรรมจะต้องเริ่มต้นอย่างขนาดเล็ก ด้วยการดึงดูดตลาดเล็กและจำกัดผลิตภัณฑ์จะต้องใช้เงินน้อย และพนักงานขายและคนงานผลิตไม่กี่คน เมื่อตลาดได้เจริญเติบโต บริษัทจะมีเวลาปรับปรุงกระบวนการผลิต และนำหน้าคู่แข่งขันที่ปรากฏตัว
5 การมุ่งที่ความเป็นผู้นำตลาด ถ้านวัตกรรมไม่ได้มุ่งที่ความเป็นผู้นำตลาดตอนเริ่มต้นแล้ว พวกเขาจะไม่มีนวัตกรรมเพียงพอต่อการสร้างตัวเองจนสำเร็จ ความเป็นผู้นำ ณ ที่นี่ จะหมายถึงการครอบครองส่วนของตลาดที่เล็ก

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *