INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“คิวอะนอน”ต้านบูชาซาตานแต่บูชา”ทรัมพ์”

 

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

“คิวอะนอน”ต้านบูชาซาตานแต่บูชา”ทรัมพ์”

ท่านผู้อ่านคงเคยได้เห็นในสื่อใดสื่อหนึ่ง เป็นภาพชายฉกรรจ์เปลือยท่อนบน ศีรษะสวมหมวกเฟอร์เขาวัว ยืนอยู่ในวุฒิสภาท่ามกลางฝูงชนฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดี”ดอนัลด์ ทรัมพ์”ก่อจลาจล บุกเข้ายึดตึกรัฐสภาสหรัฐ เมื่อวันที่ ๖ มกราคมที่ผ่านมา เพื่อขัดขวางการรับรอง”โจ ไบเดน”ของสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ (ตามคำยุยงของ”ทรัมพ์”)มาบ้างแล้ว ใช่ไหมครับ

ชายผู้นี้คือ“เจก แองเจลี”ผู้มีชื่อจริงว่า ”จาคอป แอนโธนี แชนสเลย์”ผู้อ้างตัวว่าเป็นสาวกคนสำคัญในลัทธิ“คิวอะนอน”(QAnon)และขณะนี้โดนจับและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี

จากวันนั้น ชื่อลัทธินี้ ก็โด่งดังเป็นรู้จักกันทั่วโลก ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น

แต่ไม่ชัดเจนว่าลัทธินี้เป็นอย่างไรและใครเป็น”เจ้าลัทธิ”ตัวจริง (หรือไม่มีเจ้าลัทธิ) แต่ก็ได้ร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ ที่สนับสนุน”ทรัมพ์”บุกรุกทำลายข้าวของในรัฐสภา เพราะเชื่อคำปลุกปั่นของ”ทรัมพ์”ว่าถูกโกงเลือกตั้งในรัฐต่างๆ ที่ได้คะแนนคู่คี่กับ”ไบเดน”(แต่ไร้หลักฐานยืนยันว่ามีการโกง)จึงเกิดอารมณ์โกรธแค้น พร้อมกันเข้าก่อการจลาจลนับจำนวนร้อยๆ พันๆ คน ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัมพย์สินมากเท่าไร ยังไม่มีผลประเมินแน่ชัด

นับเป็นการสร้างความโกลาหลอลหม่านให้เกิดขึ้น ถึงขั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อยห้ารายด้วยกัน(ในจำนวนนี้รายหนึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกสตรีวัย ๓๕ จาก”ซานดิเอโก”ชื่อ”แอชลี แบ็บบิตต์” สาวกอีกคนของลัทธิ”คิวอะนอน”) ยังเคราะห์ดีที่ความวุ่นวาย ไม่แผ่กระจายลุกลามไปทั่วประเทศ ทางการต้องใช้กำลังหน่วยกำลังรักษาความปลอดภัยที่เตรียมพร้อมไว้แล้วและมีจำนวนมากกว่า เข้าคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

แต่กระนั้น ก็ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ ที่ได้รับการยกย่องเสมอมาในฐานะตัวอย่างประชาธิปไตยในระบบประธานาธิบดี ซึ่งมีความดีงามโดดเด่นกลายเป็นอีกหนึ่ง”โมเดล”การปกครองที่มีระเบียบแบบแผนของโลก ต้องบังเกิดความแปดเปื้อน เป็นที่น่าเสียดายและน่าสังเวช

กลุ่มทางการเมืองฝ่ายขวาที่สนับนุน”ทรัมพ์”นั้นมีกลุ่มใดบ้างที่ร่วมการแสดงพลังในครั้งนี้

เท่าที่ไล่เลียงมาได้ก็มี กลุ่ม”นีโอ นาซี”/ กลุ่ม”เพราด์ บอยส์” / กลุ่ม”โอธ คีปเปอร์”/ กลุ่ม”ทรี เปอร์เซ็นเตอร์ส”และกลุ่ม”มิลิเทีย เมมเบอร์ส” ซึ่งรายละเอียดของแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไรนั้น ผมจะเสาะหามาอธิบายที่หลัง ตามแต่โอกาสจะอำนวยครับ

ณ ตรงนี้ เพียงแต่สรุปว่า ทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่มที่มีความโน้มเอียงไปในทางนิยมใช้ความรุนแรงก็แล้วกัน

ถามว่า แล้วผู้นิยมลัทธิ”คิวอะนอน”จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเข้าสังกัดกลุ่มใดที่ว่ามานี้ ตอบว่า “ไม่รู้เลยจริงๆ” นอกจากจะเดาว่ามีความเป็นไปได้ หรืออาจจะนับถือลัทธิหรือศาสนาอะไรด้วยก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ จะอธิบายถึงลัทธิ”คิวอะนอน”อย่างไร

ก็ต้องตอบตาม”วิกิพีเดีย”ว่าคือ”ทฤษฎีสมคบคิดของกลุ่มฝ่ายขวา”ที่มีความเชื่อว่า กลุ่มคนขนาดเล็กที่มีความใคร่ในเด็ก(Paedophile)คือภัยนุษยชาติและต้องต่อสู้กับกลุ่มนี้ จนถึงที่สุด

สาวก”คิวอะนอน”ยืนยันว่า”ทรัมพ์”ได้วางแผนกำหนด”วัน”ที่แน่นอนไว้แล้ว ที่จะจับตัวสมาชิก”กลุ่มใคร่เด็ก”ซึ่งมีทั้งนักการเมืองสังกัดพรรคเดโมแครต(เช่น “บารัก โอบามา”และ”ฮิลลารี คลินตัน”) นอกนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล ตลอดจนดาราฮอลลีวูดบางคน

การจับตัวที่ว่า ในวาระที่เรียก”พายุ” จะเกิดขึ้นเมื่อไร ไม่มีใครรู้

ข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร “ทรัมพ์”เอง ก็ดูเหมือนจะไม่รู้แน่ชัดแต่ก็ได้ยุยงให้เกิดการบุกรัฐสภามาแล้ว และเมื่อเหตุนี้สงบลง หลังวันที่ ๖ มกราคม ทางเอฟบีไอ ก็ออกข่าวเตือนสาธารณชนและหน่วยงานรัฐอื่นๆ ว่า ตรวจพบว่า มีการติดต่อด้วยสื่อสังคมอย่างกว้างขวางอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ในทำนองระดมพลหรือเตรียมการต่างๆ รวมทั้งอาวุธเพื่อก่อเหตุ ในวันประกอบพิธีสาบานตน(๒๐ มกราคม)เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ”โจ ไบเดน”เพื่อบ่อนทำลายพิธีนี้ หรือให้ลงมือก่อนหน้านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมพยายามตัดบัญชีของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้รวมทั้งสาวก”คิวอะนอน”ไปเป็นแสนๆราย เพื่อตัดการติดต่อ

แต่กระนั้น ก็ยังก่อให้เกิดความวิตกกังวลกันอย่างกว้างขวาง ว่าจะเกิดเหตุร้าย ส่งผลให้สำนักงานกองบัญชาการทหารร่วมซึ่งควบคุมหน่วยงานรบทั้งหมด ออกแถลงการณ์เตือนทหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ห้ามเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลใหม่ โดยชี้แจงว่าหากใครกระทำลงไป จะถือว่าเป็นความผิด เพราะขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้น สำนักงานยามแห่งชาติ(National Guard Bureau) ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่(ไม่ระบุแน่ชัดว่าใครสั่ง)ส่งกำลังพลอาสาติดอาวุธครบมือพร้อมสู้รบราว ๒๕,๐๐๐ นายไปประจำการในกรุงวอชิงตัน ดีซี และเตรียมรับเหตุการณ์ ทั้งใน ๕๐ รัฐ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

พร้อมกันนี้ก็มีข่าวลือหนาหู ว่าจะมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ในทำนองที่ว่าไม่”ทรัมพ์”ก็”ไบเดน”อาจยึดอำนาจ

จะด้วยความพร้อมพรักของฝ่ายต่างๆ ที่รับผิดชอบบ้านเมืองโดยไม่ต้องมีใครบอก โดยเฉพาะฝ่ายทหารที่ระมัดระวังตัวอย่างมาก ที่จะไม่เอนเอียงเข้ากับฝ่ายใด ในช่วงที่เกิดช่องว่างทางการบริหาร สหรัฐ

อเมริกา ก็เลยโชคดี ผ่านหายนะมาได้

นี่ไง God Bless America

เมื่อเล่าย้อนหลังกลับไป สาวกของ”คิวอะนอน”เริ่มปรากฏตัวครั้งแรก ในการรณรงค์หาเสียงของ”ทรัมพ์”เพื่อเข้ารับเลือกตั้งครั้งต่อไปใหม่ (๒๐๒๐) เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๐๑๘ โดย”บิล มิตเชล”นักกระจายเสียงเป็นผู้แนะนำและส่งเสริม

ในปีต่อมา เขา”มิตเชล”ไปร่วมประชุม “สุดยอดสื่อสังคม”ที่ทำเนียบขาว เพื่ออธิบายเพิ่มเติม

ตามปกติสาวก”คิวะนอน”จะติดแท็ก””สื่อสังคม”ด้วยสัญญลักษณ์ #WWGIWGA ซึ่งก็หมายถึงภาษิตที่ว่า Where We Go One,We go All หลังจากนั้น มีชายคนหนึ่งเริ่มต้นปลุกระดม ด้วยการใช้ภาษิตที่ว่า ในที่ชุมนุมหาเสียง แต่ในที่สุดก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ”คิวอะนอน”และที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะ”เอฟบีไอ”แถลงในรายงานต่อมาว่า”คิวอะนอน”แท้ที่จริงแล้วเป็นแหล่งที่มาของการก่อการร้ายภายในประเทศและเข้าข่าย”ทฤษฎีสมคบคิด”

แต่กลับปรากฏว่า”ทรัมพ์”ใช้ข้อความอ้างอิงถึง”คิวอะนอน”นับร้อยๆ ครั้งในทวีตหรือทวิตเตอร์ ขณะที่สาวก”คิวอะนอน”เรียกหา”ทรัมพ์”ด้วยอักษร “ Q+ ”

ชัดเจนเลยว่า ทรัมพ์”ใช้สื่อสังคมเป็นเครื่องมือในการสร้างความศรัทธาและหาเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยยุคล่าสุดของไทยในปัจจุบัน ที่ใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมอย่างมหาศาลรวมทั้งการระดมการชุมนุมต้านรัฐบาล โดยฝ่ายทางการแทบตามไม่ทันเกม

ฉะนั้น จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไม สาวก”คิวอะนอน”จึงยกย่อง”ทรัมพ์”และทำไมจึงสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา

สรุปแล้วภัยคุกคามและบ่อนทำลายประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ เพิ่งจะเริ่มต้น เพราะไม่แน่ใจว่า”กลุ่มขวาจัด”ที่”ทรัมพ์”หนุนหลัง จะก่อเรื่องขึ้นมาอีกเมื่อไร

มิน่าเล่า”ทรัมพ์”จึงออกประกาศอำลาตำแหน่งด้วยถ้อยคำสุดท้ายว่า

“เราจะกลับมาอีกครั้ง ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง”

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *