INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เกาะติดสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่าน  ปี 2021  ตอนที่1

เกาะติดสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่าน  ปี 2021  ตอนที่1

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์  วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

 

ทันทีที่รายชื่อผู้สมัครชิงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านครั้งที่ 13  ผ่านเกณท์การคัดเลือกอย่างเป็นทางการโดยสภาผู้พิทักษ์ Guardian Council) และรายชื่อผู้สมัครรอดมาได้แค่7คน โดยมี 1.Seyyed Ebrahim Raeisi  2. Mohsin Rezaei 3.Mohsen Mehr-Alizadeh, 4.Sa’eed Jalili  5.Abdol-Nasser Hemmati 6.Amirhossein Ghazizadeh Hashemi  7.Alireza Zakani    แต่ไม่มีรายชื่อตัวเต็งฟากฝั่งปีกปฏิรูปอย่าง Ali Larijani อดีตประธานสภาที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด รวมถึง Es’haq Jahangiri รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันของรัฐบาลโรฮานี ที่ถือว่าเป็นตัวแทนจากสายปฏิรูปคนสำคัญที่สุดก็ว่าได้   และที่เป็นกระแสไม่น้อยทีเดียวคือ การหลุดโผรายชื่อผู้สมัครประธานาธิบดีครั้งที่ 13 คือ นายมะหมูด อะมะดี เนจ๊าด อดีตประธานาธิบดี๒สมัย     ทำให้กระแสการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อนอกและสื่อในอิหร่านเองร้อนฉ่า และอุณหภูมิทางการเมืองอิหร่านร้อนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆที่มีผู้สมัครมากกว่า600ชีวิต แต่ผ่านเกณท์ผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับการเลือกตั้งแค่เจ็ดคนดังที่กล่าวผ่านไป

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน  อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คานาเมนอี ได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่๑๓นี้ เพื่อลดกระแสของการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสภาพิทักษ์ต่อการตัดสิทธิ์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างน่าสนใจ

อายาตุลลอฮ์ ซัยยิดอาลี คามาเนอี ได้กล่าวในการประชุมวีดีโอลิ้งค์กับสมาชิกรัฐสภาอิหร่าน ในวันที่27/5/2021 ว่า

“สภาพิทักษ์การปฏิวัติที่ทรงเกียรติ ได้ทำในสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่เห็นว่าจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ ในการกำหนดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี”

“การวิพากษ์วิจารณ์ที่มีไปยังสภาพิทักษ์การปฏิวัตินั้น เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย บ้างก็มาจากประชาชนที่มีความห่วงใยและกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งของประชาชนทั่วไป บ้างก็เกิดขึ้นจากประชาชนบางส่วนที่ไม่พอใจต่อการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนชื่นชอบไม่ได้รับการรับรอง ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่รับได้”

ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังได้เรียกร้องให้ชาวอิหร่านออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยกล่าวว่า

“โอ้ประชาชาติอิหร่านทั้งหลาย การเลือกตั้งนั้นมีขึ้นเพียงแค่1วัน แต่ผลของมันจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี จงมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง ออกไปเลือกเพื่อตัวคุณเองเพราะการเลือกตั้งนี้เป็นของพวกคุณ”(จากอิงจาก ข่าวโลกที่ 3)

ย้อนดูระบอบการเมืองอิหร่านสักนิด จะพบว่าโครงสร้างกการเมืองอิหร่าน ตั้งอยู่ในระบอบ”สาธารณรัฐอิสลาม” อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) และแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) โดยได้ประกาศให้มีระบอบโครงสร้างหลักว่าต้องมี ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) ถือเป็นผู้นำสูงสุดทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร ประมุขสูงสุด ผู้มีบารมีตามรัฐธรรมนูญ ดูแลกองทัพ ศาล ทหารและ สื่อ และผู้นำสูงสุด มีหน้าที่รับผิดชอบในการอำนวยการ นโยบายต่างๆของประเทศ  ผู้นำสูงสุดดำรงตำแหน่งเป็นจอมทัพของกองทัพ   ควบคุมฝ่ายราชการลับทางทหารและการปฎิบัติภารกิจต่างๆทางด้านความมั่นคง และมีอำนาจเพียงผู้เดียวในการประกาศสงคราม  และผู้นำสูงสุดยังมีอำนาจในการแต่งตั้งฝ่ายตุลาการ  เครือข่ายวิทยุโทรศัทน์ที่เป็นของรัฐ  และเป็นผู้บัญชาการตำรวจและกองทัพ อีกทั้งยังเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิก๖คนในจำนวน๑๒คนจากสภาพิทักษ์ปฎิวัติ(Guardian Council)  แต่ขณะเดียวกันผู้นำสูงสุดถูกปลดหรือถูกเลือกมาจากองค์  ประชุมคณะผู้ชำนาญการ(Assembly of Experts) มีทั้งหมด88คนที่มาจากนักการศาสนาระดับสูงระดับขั้นมุจตะฮิด(เป็นผู้วินิจฉัยศาสนา)โดยประชาชนเป็นผู้เลือกขึ้นมา ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน คืออายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี (Ahyatollah Ali Kamanei)

ตำแหน่งประธานาธิบดี ( President)เป็นตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงสุดของประเทศ การแต่งตั้งประธานาธิบดีต้องได้รับการเห็นชอบจากผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อนที่จะทำการสาบานตนต่อศาลและรัฐสภา ผู้นำสูงสุดอิหร่านมีอำนาจเต็มในการปลดประธานาธิบดีได้ทุกเมื่อ ประธานาธิบดีอิหร่านมีหน้าที่ลงนามตราใช้กฎหมาย และสนองคำสั่งของผู้นำสูงสุดอิหร่านผู้ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐ คุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถูกกำหนดโดยมาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน การเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งอื่น ๆ ทั้งหมดในประเทศอิหร่านถูกกำหนดโดยผู้นำสูงสุดอิหร่าน หน้าที่ของประธานาธิบดีได้แก่: ตรากฎหมายและปฏิบัติตามผู้นำสูงสุด, ลงนามสนธิสัญญากับต่างชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศ, กำกับดูแลแผนยุทธศาสตร์ชาติ การงบประมาณ และการจ้างงานของรัฐเป็นต้น ประธานาธิบดีอิหร่านยังมีหน้าที่แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยความยินยอมของรัฐสภาและผู้นำสูงสุด ผู้นำสูงสุดมีอำนาจปลดรัฐมนตรีได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภาหรือประธานาธิบดี  ผู้นำสูงสุดเป็นผู้เลือกรัฐมนตรีว่าการกลาโหม รัฐมนตรีว่าการข่าวกรอง และรัฐมนตรีการต่างประเทศโดยตรง

ตามรัฐธรรมนูญอิหร่านได้นิยามตำแหน่งประธานาธิบดีไว้ว่า คือผู้มีอำนาจการบริหารและมีอำนาจรัฐสูงสุดรองลงมาจากตำแหน่งผู้นำสูงสุด(Supreme Leader)   และเป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุก ๆ 4 ปี และจะได้รับเลือกตั้งได้ไม่เกิน 2 สมัย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร ถึงแม้ประธานาธิบดีจะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็ตาม แต่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งโดยประมุขสูงสุดได้ ผู้สมัครนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งการพิทักษ์(Guardian Council) ก่อนที่จะลงสนามการเลือกตั้งตามมาตราที่ 99 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร สาธารณรัฐอิสลามอิสลามแห่งอิหร่าน  ผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น ต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาแห่งการพิทักษ์(Guardian Council) และโครงสร้างของสภาผู้พิทักษ์นั้น มีทั้งหมด12 คน   จำนวน 6 คนจากนักการศาสนาระดับสูงผู้มีความชำนาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม(มุจตะฮิจ)ได้รับการแต่งตั้งมาจากผู้นำสูงสุด  และอีก6 คนเป็นนักกฎหมาย ผู้ชำนาญการด้านกฏหมาย โดยผ่านการเสนอชื่อโดยสภามัจลิส(รัฐสภา) ดังนั้นจึงถือว่า สภาผู้พิทักษ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอิหร่าน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่๑๓นี้ตรงกับวันที่ 18 มิถุนายน 2021  เราคงจะได้เห็นสีสันของการเลือกในอิหร่านเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าการหาเสียง  การปราศรัย และการดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ระหว่างผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทางช่องทีวีของรัฐ หรือการสนับสนุนของพรรคและฝ่ายการเมืองที่ตนนิยม เห็นแผ่นป้ายผู้สมัคร   และวาทกรรมหนึ่งที่เป็นสีสันทางการเมืองอิหร่าน และถือว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่น่าสนใจ  นั่นก็คือ จะมีการกล่าวถึงฝ่ายการเมืองแบบ”อนุรักษ์นิยม(Conservatives)และฝ่ายปฎิรูปนิยม(Reformism)”ในสื่อและหนังสือพิมพ์มากขึ้น ถึงแม้ว่าวาทกรรมนี้จะคุ้นหูของผู้ติดตามการเมืองอิหร่านอยู่ก็ตาม  แต่ทว่าก็เกิดการเข้าใจคลาดเคลื่อนและผิดพลาดต่อความหมายของสองวาทกรรมนี้อยู่บ่อยเหมือนกัน เพราะแม้แต่สื่อนอกก็ยังได้เอาไปขยายข่าวและเขียนข่าวไปทางลบ หรือสื่อบางสำนักกล่าวว่าการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยม(Conservatives)เป็นกลุ่มนักการเมืองที่หัวแข็งเป็นสายสุดโต่งหรือบางสำนักข่าวของสื่อกระแสหลักได้พูดไปไกลว่าเป็นการเมืองที่นิยมความรุนแรงและหัวศาสนาจัด หรือกลับกันนำเสนอข่าวว่าการเมืองแบบปฎิรูปนิยม(Reformism) มีแนวคิดที่จะปฎิรูปการปกครองในอิหร่าน เป็นกลุ่มเสรีนิยมฝักใฝ่ตะวันตก ไม่ยึดมั่นต่ออำนาจผู้นำสูงสุด(วิลายะตุลฟากี) เป็นกลุ่มก้อนทางการเมืองที่อ่อนต่อศาสนา ต้องการแยกศาสนาออกจากการเมืองอะไรทำนองนั้น ทั้งๆที่ว่าทั้งสองฝ่ายเป็นกลุ่มการเมืองที่ได้สร้างผลงานในการพัฒนา นำความก้าวหน้าสู่ประเทศอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสมัยของการบริหารงานของอดีตประธานาธิบดี อะมะดี เนจ๊าด หรือในสมัยอดีตประธานาธิบดี คอตามี ถือว่าเป็นช่วงรุ่งเรืองที่สุดของการเมืองปีกปฎิรูปนิยมก็ว่าได้ทำให้นานาประเทศยอมรับอิหร่านมากขึ้นในเวทีโลก  จริงๆแล้วเป็นสองปีกการเมืองที่มีอุดมการณ์เดียวกัน นิยมในอิสลามการเมือง เพียงมีวิธีการของการบริหารประเทศที่แตกต่างกัน และในตอนหน้าเราจะกล่าวถึง ผู้สมัครทั้งเจ็ดแบบเจาะลึก และดูว่าใครอยู่ปีกการเมืองแบบอนุรักษนิยมบ้างและใครอยู่ปีกการเมืองแบบปฎิรูปนิยมกันบ้าง และเราจะกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศของผู้สมัครทั้งเจ็ดว่าเป็นอย่างไร  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ต่อสหรัฐอเมริกา  ต่อจีน  ต่อรัสเซีย  และที่ไม่พูดไม่ได้ คือ สัมพันธ์ต่อซาอุดิอาระเบีย และกลุ่มประเทศไม่ใช่อาหรับ อย่างตุรกี และปากีสถาน( ติดตามตอนต่อไป)

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *