INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความเป็นประเทศเปิดของไทยก็เป็นดาบสองคม

ทหารประชาธิปไตย

ในยุคโลกาภิวัฒน์เกือบจะไม่มีประเทศใดเลยที่จะอยู่โดดๆ โดยไม่เกี่ยวกับประเทศใดเลย แม้แต่ภูฏานที่เคยปิดประเทศอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็มีการขยายประตูหน้าต่างติดต่อกับประเทศอื่นๆมากขึ้นและมากขึ้น

ฉะนั้นคนไทยคงต้องปรับแนวคิดใหม่ว่าการกระทำอะไรของเราเป็นเรื่องของกู ไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้นำของไทยทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ที่เคยพูดอะไรไว้ เช่น ยูเอ็นไม่ใช่พ่อของอดีตนายกฯ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นทูตจริงหรือเปล่า ซึ่งก็มีสื่อออนไลน์พยายามมาสร้างภาพว่าพวกนี้เป็นฝรั่งที่ถูกจ้างมา กรณีที่มีผู้แทนสถานทูต 13 ประเทศมาขอสังเกตการกรณีการไปรับหมายเรียกตัวคุณธนาธรที่โรงพักปทุมวัน จนกระทรวงต่างประเทศไทยต้องออกหนังสือเตือนไปยังสถานทูตต่างๆที่ส่งตัวแทนมาร่วมสังเกตการณ์ โดยกล่าวหาเป็นการทำผิดอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งเท่ากับเป็นการตำหนิกลายๆจนทูตทั้งหลายได้ออกมาตอบโต้ว่ามันเป็นธรรมเนียบปฏิบัติทางการทูตที่จะเข้าไปสังเกตการณ์ในประเทศทั้งหลายเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาว่า ได้ปฏิบัติตามกฎกติกาหรือมาตรฐานสากลหรือไม่

อย่างไรก็ตามมันก็มีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นเหมือนกันในการไปร่วมกันถ่ายรูปหมู่กับคุณธนาธร ซึ่งอาจตีความว่าให้การสนับสนุนคุณธนาธรที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งไม่ควรมาทำในประเทศไทย แต่อาจเชิญไปพบปะผู้นำเขาในต่างประเทศไทยได้ครับมันก็เป็นเส้นบางๆ ที่แบ่งแยกแบบธรรมเนียมทางการทูตเหมือนกัน

อนึ่งหากไทยต้องการเพิ่มเครดิตทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่ตกต่ำลงมาและยังไม่มีความสัมพันธ์แบบปกติกับประเทศหลายประเทศในโลก การเปิดกว้างให้เขาเข้ามาสังเกตการณ์ก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่พอมีหนังสือตำหนิออกมา ผลก็คือกำหนดการที่ผู้แทนอียูจะมาเยือนไทยเพื่อเจรจาในการปรับสัมพันธภาพภายหลังการเลือกตั้ง ให้เป็นปกติก็คงต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจจะเกิดจากกรณีที่ยังไม่มีความแน่ชัดทางการเมืองไทย จากการที่กกต.ยังคงมีปัญหาในการประกาศผลเลือกตั้ง

ในอีกซีกโลกหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจจากประธานาธิบดีที่เป็นเผด็จการ จนทำให้ประชาชนออกมาประท้วงใหญ่ และในที่สุดทหารก็ฉวยโอกาสยึดอำนาจ ล้มรัฐบาล และจะทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลไปอีก 2 ปี แต่ประชาชนชาวซูดานรู้ทัน เพราะมีประสบการณ์มาหลายยุคแล้ว เข้าทำนองเจ็บแล้วจำ จึงทำการประท้วงต่อและขยายวงมากขึ้น โดยเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่มีจากพลเรือน ซึ่งต้องดูกันต่อไปเพราะทหารย่อมไม่หน่ายในการใช้กลอุบาย สุดท้ายคณะทหารชูดานอาจตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาเป็นรัฐบาลชั่วคราวเฉพาะกิจได้ เรื่องอย่างนี้ประเทศไทยก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว คือ ยุคจอมพลสฤษฎ์ยึดอำนาจ ก็ตั้งนายพจน์ สารสิน เป็นนายกหุ่นของท่าน และต่อมาก็เผยโฉมด้วยการให้จอมพลถนอมมาเป็นนายกฯ ต่อเมื่อคุมสถานการณ์ไม่ได้จึงได้ออกหน้ามาเป็นนายกเสียเอง ด้วยวลีเด็ดว่า “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

เหตุการณ์อย่างนี้อาจเป็นไปได้ว่าคณะทหารซูดานอาจได้เรียนรู้จากคณะทหารไทย เหมือนอย่างที่คณะทหารพม่าเคยเรียนรู้มาจากจอมพลสกฤษฎ์ จนเกิดนายพลเนวินขึ้น ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้การถ่ายเทความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ย่อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จึงเท่ากับตอกย้ำว่า “ประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงลำพังในโลก”

ที่ต้องจับตามองอย่างยิ่งคือก้าวเดินของจีน และสหรัฐฯที่ต่างก็มีความสนใจในที่ตั้งของประเทศไทยอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค เพราะอาจจะทำให้ไทยต้องกลายเป็นสนามรบของมหาอำนาจเหมือนซีเรียได้ ทั้งนี้ทั้งกองเรือสหรัฐฯ และกองเรือของรัสเซียต่างก็เคลื่อนกำลังเข้ามาคุมเชิงกันในทะเลจีนใต้แล้ว

อีกประเด็นที่ควรใคร่ครวญให้ดีก็คือ ความแตกแยกในประเทศไทย มันไม่ใช่ความแตกแยกภายในเพียงโดดๆแล้วแต่มันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมีการเลือกข้างที่เกี่ยวพันกับต่างประเทศมากขึ้น

ประการแรก พวกที่ไม่เอารัฐบาลทหาร แต่เชียร์จีน จะเอาอย่างไรในเมื่อรัฐบาลนี้เอนเอียงไปทางจีน และจีนก็หนุนรัฐบาลนี้เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันด้วยโครงการต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูง

ประการที่สอง พวกที่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่รังเกียจสหรัฐอเมริกา และตะวันตกจะเอาอย่างไร ทั้งนี้ก็เริ่มมีการพยายามเชื่อมโยงคุณธนาธรกับการกล่าวหาว่าได้รับการสนับสนุนจากนาย จอร์ช โซรอส พ่อมดทางการเงินที่เคยโจมตีค่าเงินบาทไทยสมัยปี 2540 และเป็นตัวแทนสำคัญของพวกยิวไซออร์นิสต์ แม้แต่เครื่องหมายพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นรูป 3 เหลี่ยม กลับด้านก็พยายามไปเชื่อมโยงกับเครื่องหมายปิรามิดกับดวงตาที่ 3 อันเป็นสัญญาลักษณ์ของฟรีเมสัน สมาคมลับที่ทรงอำนาจ และเชื่อมโยงไปกับสมาคมลับอิมูมินาติ กับไซออนิสต์ในที่สุด ทั้งๆที่เครื่องหมายสามเหลี่ยมกลับหัวของพรรคอนาคตใหม่อาจมีความหมายอื่นๆก็ได้ เช่น เอาฐานขึ้นหมายถึงการชูประชาชนเป็นใหญ่ เพราะอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชนก็ได้

แต่ถ้ามันมีโยงใยกันจริงพวกสนับสนุนประชาธิปไตย แถมหลายกลุ่มยังสนับสนุนจีนด้วยจะเอาอย่างไร

ประการที่สามพวกที่เชียร์ทหารแต่ไม่เอาจีน เพราะกลัวจะมายึดดินแดนด้วยนโยบายที่แยบยลทางเศรษฐกิจเหมือนที่เกิดขึ้นในลาวและเขมร ก็คงกระอักกระอ่วมพอสมควร

เรื่องเหล่านี้มันลามปามไปสู่ระดับชนชั้นปกครองที่มีการแยกค่ายทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ความสลับซับซ้อนของไทยมันยิ่งยากต่อการแก้ไขปัญหา ยิ่งรัฐบาลทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง มันจะเกิดความปรองดองได้อย่างไร หรือจะต้องเกิดจลาจลก่อนแล้วค่อยตกลงกันได้ แต่ต่างประเทศจะไม่เข้ามาแทรกแซงเชียวหรือ ทั้งทางตรงหรือใช้สงครามตัวแทน มันจะยุติกันได้ง่ายๆหรือ

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *