INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จอร์จ เมอร์ค : ยาเเพื่อผู้เจ็บป่วย ไม่ใช่เพื่อกำไร

 

เราจะมีหนังสือทางการบริหารสามเล่มที่ต้องอยู่บนชั้นวางหนังสือของผู้บริหารมากที่สุดคือ In Search of Excellence ของโทมัส ปีเตอร์ 1982 Built to Last 1994 และ Good to Great 2001 ของจิม คอลลินส์ หนังสือสามเล่มนี้ได้ทำให้ผู้เขียนกลายเป็นกูรูทางการบริหาร และหนังสือสามเล่มนี้จะใช้วิธีการอย่างเดียวกัน การระบุบริษัทที่ “ยิ่งใหญ่” หรือ “ดีเด่น” หรือ “ยั่งยืน” พวกเขาได้พยายามจะอ้างถึงสูตรที่สามารถถ่ายทอดได้เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ ความดีเด่น และความยั่งยืน ของบริษัทเหล่านี้
หนังสือสามเล่มของเราได้กล่าวถึง 50 บริษัท ที่จริงแล้ว 60 บริษัท แต่ 10 บริษัท ได้ถูกยกย่องจากการปรากฏถึงสองครั้ง ครึ่งหนึ่งของบริษัทของ Built to Last จะอยู่ภายใน In Search of Excellence เกือบสิบปีก่อนBuilt to Last ผู้เขียนคือ จิม คอลลินส์ และเจอร์รี่ โพรร่าส์ ค.ศ 1994 หนังสือเล่มนี้จะเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยว่าอะไรทำให้บริษัทยั่งยืน การระบุคุณลักษณะร่วมกันของบริษัทที่ยั่งยืน จิม คอลลินส์ จะเรียกว่าบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ พวกเขาได้ระบุบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ว่าเป็นองค์การที่ป็นเลิศภายในอุตสาหกรรม พวกเขาได้ถูกชื่นชมอย่างกว้างขวางจากนักธุรกิจที่รอบรู้บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ได้สร้างรอยประทับไว้บนโลก และพวกเขาจะมีซีอีโอสืบ
ทอดอยู๋หลายรุ่น พวกเขาจะมีวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หลากหลาย และบริษัทจะถูกก่อตั้งก่อน ค.ศ 1950
ณ เวลา ของการเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อ ค.ศ 1995 บริษัทเหล่านี้จะมีอายุเฉลี่ยเกือบหนึ่งร้อยปี อะไรที่นำบริษัทเหล่านี้ไปสู่ความยั่งยืนและการเจริญเติบโต พวกเขาได้ระบุุ บริษัทที่มีวิสัยทัศนน์ 18 บริษัท เช่น 3 เอ็ม วอลท์
ดิสนี่ย์ เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เมอร์ค จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ไอบีเอ็ม วอล-มาร์ท และฟอร์ด มอเตอร์ เป็นต้น
บริษัทเหล่านี้จะมีความเป็นผู้นำภายในอุตสาหกรรม การนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรม และพวกเขาจะมีไหวพริบที่เหนือกว่าคู่แข่งขันอยู่เสมอ Built to Last จะมีอิทธิพลต่อผู้บริหารจำนวนมาก นับตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ได้ถูกพิมพ์ครั้งแรก จิม คอลลินส์ ได้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ ท่ามกลางเอ็มบีเอููหนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นพายุถล่มโลกของการบริหาร
ถ้าเราได้สนใจหนังสือทางธุรกิจ โอกาสที่เราจะรู้จักจิม คอลลินส์ จะสูงมาก หนังสือของเขาจะเรียบง่าย ย่อยง่าย และจะคล้ายกับอ่านนิยายมากกว่า แทนที่จะเป็นหนังสือทางธุรกิจ หนังสือเล่มแรกของจิม คอลลินส์ คือ Built to Last – 1994 หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับเราจะยังอยู่เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร หนังสือทางธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดเล่มหนึ่งภายในยุคของเรา แม้ว่าหนังสือเล่มนี้ได้ถูกพิมพ์มานานกว่ายี่สิบปีแล้วหนังสือเล่มที่สองของเขาคือ Good to Great – 2002 หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับเราจะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร และสามารถเขียนก่อน Built to Last ได้ – ยิ่งใหญ่ก่อนที่จะยังคงยิ่งใหญ่อยู่ รากฐานของหนังสือเล่มนี้ตลอดเล่มคือ บริษัทที่ดีสามารถกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
หนังสือเล่มสุดท้ายคือ Great by Choice หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับเราจะอยู่อย่างยิ่งใหญภายในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนและวุ่นวายได้อย่างไร จิม คอลลินส์ จะเป็นนักวิชาการที่ได้ทุ่มเทเวลานานกว่าสามสิบกว่าปีภายในการวิจัย เขาจะเป็นผู้เขียนหรือผู้เขียนร่วมหนังสือหกเล่มที่ขายได้รวมมากกว่าสิบล้านเล่มทั่วโลก ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความอยากรู้ที่ไม่ย่อท้อ จิม คอลลินส์ ได้เริ่มต้นการวิจัยและการสอนของเขา ณ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

Built to Last จะเป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจากโครงการวิจัยหกปี ณ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จิม คอลลินส์ ผู้เขียนร่วมหนังสือเล่มนี้แม้ว่าไม่ได้จบปริญญาเอก เขาได้ทำให้ Built to Last หนังสือทางธุรกิจเล่มหนึ่งของไม่กี่เล่มที่บรรลุชื่อเสียงของทั้งความฝันของสำนักพิมพ์และคลาสสิคทางการบริหาร หนังสือเล่มนี้ขายได้ 3.5 ล้านเล่ม ทั่วโลก แปลเป็นภาษาต่างประเทศ 16 ภาษา พิมพ์มากกว่า 70 ครั้ง และติดลำดับหนังสือขายดีที่สุด
ของบิสซิเนส วีค เกือบห้าปี แรงเหวี่ยงจะมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนทุกว้นนี้
จิมส์ คอลลินส์ ได้เขียนหนังสือไวั 6 เล่ม และขายได้มากกว่า 10 ล้านเล่ม Built to Last ได้กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดลำดับ 1
พวกเขาได้เลือกบริษัทที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนอย่างแท้จริงสิบแปดบริษัท – บริษัทเหล่านี้จะมีอายุเฉลี่ยเกือบหนึ่งร้อยปีและผลการดำเนินสูงกว่าตลาดหุ้นโดยทั่วไป 15 เท่านับตั้งแต่ ค.ศ 1926 – จิม คอลลินส์ ได้ศึกษาบริษัทแต่ละบริษัทด้วยการเปรียบโดยตรงกับคู่แข่งขันลำดับสูงสุดของพวกเขา ไม่ใช่บริษัทที่ล้มเหลว พวกเขาจะพิจารณาบริษัทตั้งแต่ตอนเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนจะถามว่าอะไรทำให้บริษัทที่ยั่งยืนเหล่านี้แตกต่างจากบริษัทอื่น
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะมีภาพรวมของความสำเร็จที่ยาวนาน และพวกเขาได้ถูกชื่นชมว่าเป็นมงกุฏเพชรของอุตสาหกรรม ยิ่งกว่านั้นความสำเร็จของพวกเขาจะยั่งยืน – พวกเขาได้เจริญรุ่งเรือง แม้ว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ออกไปและผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ล้าสมัยไปแล้ว
อะไรที่ทำให้พวกเขาบรรลุความสำเร็จเหลือเกิน และอะไรที่เราจะสามารถเรียนรู้จากพวกเขาได้ภายในหนังสือทางธุรกิจคลาสสิคเล่มนี้บริษัทที่มีวิสัยท้ศนฺ์จะมีทั้งความยาวนานด้วยอายุเฉลี่ยเกือบร้อยปีและผลการดำเนินงานที่ยั่งยืน เราได้ศึกษาบริษัทที่มีวิสัยทัศน์แต่ละบริษัทเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ลำดับสองภายในอุตสาหกรรมของพวกเขา เช่น เราจะเปรียบเทียบระหว่าง 3 เอ็มและนอร์ตัน พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลและคอลเกต-ปล์ามโอลีฟ โมโตโรล่าและซีนิธ เป็นต้น ภายในการศึกษาบริษัทที่ได้เจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนาน เราไ้ด้ค้นพบหลักการพื้นฐานที่ไร้เวลาที่สามารถทำให้บริษัทเหล่านี้ยั่งยืนและเจริญรุ่งเรือง เราได้ศึกษาบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ ไม่เพียงแต่จะเป็นบริษัทใหญ่ แต่จะเป็นบริษัทที่เริ่มต้นและเจริญเติบ
โตด้วย และพวกเขาได้บรรลุความสำเร็จจากตอนเริ่มต้นด้วยการยึดถือหลักการรากฐานอย่างเดียวกับที่สามารถทำให้พวกเขาเจริญเติบโต ณ วันนี้ ด้วยการให้ความสนใจต่อหลักการรากฐานที่ไร้เวลา เราสามารถจะเรียนรู้ว่าอะไรที่บริษัทเหล่านี้ได้กระทำอย่างถูกต้องจิม คอลลินส์ ได้เรียนรู้ว่าความเชื่่อที่มีมาก่อนจะไม่ถูกต้องระหว่างกระบวนการวิจัยหกปี พวกเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรมากจากความสำเร็จของบริษัทที่ยั่งยืน ด้วยความเชื่อก่อนหน้านี้วางเป็นรากฐานแก่บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ ดังนั้นเราได้กำจัดความเชื่อที่ผิดก่อนหน้านี้บางอย่างออกไปคือ
บริษัทที่เริ่มต้นต้องการความคิดที่ยิ่งใหญ่
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ต้องการผู้นำที่มีบารมี
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะมีเป้าหมายกำไรสูงสุดอย่างเดียว
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะมุ่งชนะคู่แข่งขัน
บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะว่าจ้างบุคคลภายนอกเป็นซีอีโอจุดประกายองค์การ
จุดสำคัญคือ จิม คอลลินส์ กำลังจะย้ำว่าบริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะไม่ใช่บริษัทโดยแท้จริง นำด้วยบุคคลบางคนที่มีวิสัยทัศน์ หรือศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะเป็นสถาบันหมายถึงองค์การ บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะไม่ใช่ผู้นำด้วยตัวของพวกเขาเอง ในที่สุดผู้นำจะย้ายออกไป ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาและยกเลิกไปเนื่องจากล้าสมัย ตลาดทั้งหมดจะสูญหายไป ดังนั้นเราไม่สามารถจะถือได้ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์
โดยปรกติบริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะมีอยู่เป็นทศวรรษ และพวกเขาจะบรรลุความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่าพวกเขามักจะดีที่สุดของดีที่สุดภายในอุตสาหกรรม พวกเขาจะมีลักษณะของความยั่งยืนและตอบสนองตลาดอย่างต่อเนื่อง

บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะมุ่งกลุ่มของเป้าหมาย กำไรจะเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งเท่านั้น พวกเขาเข้าใจว่าการทำกำไรจะจำเป็นต่อองค์การ เพื่อที่จะดำรงอยู่และบรรลุความมุ่งหมาย แต่พวกเขาจะมุ่งทั้งกำไรและอุดมการณ์ อุดมการณ์นี้จะถูกใช้นำทางและบันดาลใจบุคคลทุกคนของพวกเขา เจม คอลลินส์ ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะเก็บกำไรไว้ภายในใจ พวกเขาจะต้องมุ่งสิ่งนี้ แต่พวกเขาจะไล่ล่าภาพที่ใหญ่กว่า สิ่งที่บันดาลใจและมีอิทธิพลด้วย พวกเขาจะไม่ถูกครอบงำด้ยการทำเงิน กำไรไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ เพื่อที่จะดำเนินต่อไปและบรรลความสำเร็จ บริษัทจะต้องทำกำไร แต่กำไรไม่ได้เป็นเป้าหมายอย่างเดียวเท่านั้นของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ เจม คอลลินส์ ได้ใช้คำพูดเปรียบเปรยอธิบายบทบาทของกำไรภายในบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ เขาได้กล่าวว่า อ็อกซิเจน อากาศ น้ำ และเลือด จะจำเป็นต่อชีวิต แต่มันไม่ได้เป็นจุดมุ่งหมายของการดำรงชีวิต กำไรจะจำเป็นแต่ไม่ได้เป็นแรงจูงใจพื้นฐานของการทำธุรกิจ อุดมการณ์แกนอย่างหนึ่งของวอลท์ ดิสนี่ย์ต่อบริษัทคือ การนำความสุขมาให้แก่บุคคลเป็นล้าน และยกย่อง เลี้ยงดู และเผยแพร่ค่านิยมของชาวอเมริกันที่สะอาด มันไม่ใช่ต้องทำกำไร เมื่อเราได้กล่าวถึงเกี่ยวกับความสมดุล ความสมดุลมักจะแสดงนัยยของจุด กึ่งกลาง ห้าสิบห้าสิบ และครึ่งหนึ่ง บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ไม่ได้แสวงหาความสมดุลระหว่างระยะสั้นและระยะยาว พวกเขาจะมุ่งทำให้ดีภายในระยะสั้นและระยะยาว บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ไม่ได้สร้างความสมดุลระหว่างอุดมการณ์และการทำกำไรอย่างธรรมดา พวกเขาจะพยายามบรรลุอุดมการณ์ที่สูงและการทำกำไรที่สูง บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ไม่ได้สร้างความสมดุลระหว่างการรักษาอุดมการณ์แกนและการกระตุ้นความก้าวหน้าอย่างธรรมดา พวกเขาจะรักษาอุดมการณ์แกนอย่างเข้มงวดและการกระตุ้นความก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง โดยสรุปบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ไม่ได้ต้องการจะผสมผสานหยินและหยางภายในวงกลมสีเทาแยกไม่ออก พวกเขาจะมุ่งเป็นหยิงอย่างชัดเจนและหยางอย่างชัดจนในขณะเดียวกันตลอดเวลา
จอร์จ เมอร์ค ซีอีโอ ของเมอร์ค บริษัทยาระดับโลก ได้อธิบายถ้อยคำพูดที่ขัดแย้งกันเองนี้เมื่อ ค.ศ 1950 ผมต้องการจะ………แสดงหลักการที่เราภายในบริษัทของเราได้อุตสาหะจะมีชีวิตอยู่ด้วยการยึดถือ………. ด้วยการสรุปว่า เราจะพยายามจำว่ายาเพื่อผู้เจ็บป่วย เราจะพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคล ยาไม่ใช่เพื่อกำไร กำไรจะตามมา และถ้าเราจำได้ กำไรไม่เคยล้มเหลวที่
จะปรากฏขึ้นมา เรายิ่งจำได้ดีเท่าไร กำไรจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ตรงกันข้ามกับหลักการของคณะบริหารธุรกิจ เราไม่ได้ค้นหาการสร้างความมั่งคั่งแก่ผู้ถือหุ้นสูงสุด หรือการทำกำไรสูงสุด เป็นแรงขับเคลื่อนที่ครอบงำหรือเป้าหมายรากฐานของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ พวกเขาจะมุ่งกลุ่มของเป้าหมาย
ที่การทำกำไรจะเป็นเพียงหนึ่งเป้าหมายเท่านั้น  บริษัทที่มีวิสัยทัศน์จะมีความมุ่งหมายต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาสูงกว่าการไล่ล่ากำไร พวกเขาจะมีหลักการที่มั่นคงนำทางบริษัทผ่านไปตามยุคสมัยคล้ายกับคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา อุดมการณ์นี้ควรจะรวมไม่เพียงแต่ความมุ่งหมายของบริษัทเท่านั้น แต่จะรวมค่านิยมแกนของบริษัทเพื่อที่จะนำทางการตัดสินใจของบริษัทระหว่างทางด้วย จิม คอลลินส์ ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาของบริษัทยาสองบริษัทคือ เมอร์ค และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของบริษัทที่มีวิสึยทัศน์ที่ไม่ได้มุ่งกำไรอย่างเดียวเท่านั้น บริษัทยาจะมีประวัติที่ซับซ้อนของการจัดจำหน่ายยาสิทธิบัตรภายในโลกที่กำลังพัฒนา ภายในอดีตการทำกำไรจะต้องมาก่อน ยาเหมือนเช่นเมคติซานของเมอร์คจะมีต้นทุนของการวิจัยหลายล้านเหรียญ เมื่อยาสามารถถูกใช้กับการรักษาบุคคลยากจนที่สุดภายในโลก บริษัทยาหลายบริษัทจะยกเลิกการผลิตยาตัวนี้ ความผูกพันของเมอร์คต่อเมคติซานจะเป็นข้อยกเว้นที่หาได้ยาก บริษัทจะยอมสูญเสียกำไรด้วยความไม่เห็นแก่ตัว เนื่องจากเมอร์คจะยึดมั่น
ต่อค่านิยมแกนของจอร์จ เมอร์ค ซีอีโอและประธานบริษัทตั้งแต่ ค.ศ 1949 ถึง 1957 ว่า ” ยาเพื่อผู้ป่วย ไม่ใช่เพื่อกำไร” บุคคลทุกคนของเมอร์คจะมีชีวิตอยู่กับถ้อยคำของเขาจนทุกวันนี้ เราจะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะว่าเราเชื่อมั่นและภูมิใจต่อมัน
จอร์จ เมอร์ค ได้กล่าวแก่วิทยาลัยแพทย์ของเวอร์จิเนียเมื่อ ค.ศ 1950 ว่า “เราจะพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคลไม่ใช่เพื่อกำไร กำไรจะตามมา และถ้าเราจำได้ กำไรไม่เคยล้มเหลวที่จะปรากฏขึ้น เรายิ่งจำได้ดีเท่าไร กำไรจะยิ่งมีมากขึ้น” ดร.วิลเลียม แคมป์เบลล์ นักวิทยาศาสตร์ ได้เข้าพบหัวหน้าห้องทดลองวิจัยของ เมอรคด้วยข้อมูลที่ตื่นเต้น : ไอเวอร์เมคติน ยาที่เขาได้พัฒนาขึ้นมาที่จะรักษาการติดเชื้อพาราสิตภายในสัตว์อาจจะใช้กับการรักษาการติดเชื้อพาราสิตของมนุษย์ได้ที่ทำให้เกิดโรคตาบอดแถบแม่น้ำแก่บุคคลหลายล้านคนภายใน อัฟริกา ลาตินอเมริกา และเยเมน ได้
ถ้ายาของสัตว์ตัวนี้สามารถใช้กับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจะทำให้ชีวิตของบุคคลภายในประเทศเขตร้อนดีขึ้นอย่างมากจากโรคตาบอดแถบแม่น้ำ โรคที่ยังไม่สามารถจะรักษาได้ ดร.วิลเลียม แคมป์เบลล์ รู้ว่าบุคคลหลายล้านคนที่ต้องการยาตัวนี้จะยากจนมาก พวกเขาไม่สามารถซื้อยาตัวนี้ได้ เพื่อความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เมอร์คได้ตัดสินใจทดสอบยาตัวนี้กับมนุษย์ ปรากฏว่ายาตัวนี้สามารถรักษาโรคตาบอดแถบแม่น้ำแก่มนุษย์ได้  เมอร์ค ได้ประกาศว่าบริษัทจะให้ยาตัวนี้ ชื่อตราสินค้าคือ เมคติซาน แก่ใครก็ตามนานเท่าที่ต้องการโดยไม่ต้องเสียเงิน การตัดสินใจของเมอร์คได้ก่อให้เกิดโครงการบริจาคยาเมคติซาน การเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนภายในสุขภาพระหว่างประเทศ การรักษาบุคคลมากกว่า 25 ล้านคนต่อปี และการบริจาคยาเมคติซานมากกว่า 525 ล้านเม็ดต่อปีภายในสิบปี โรคตาบอดแถบแม่น้ำ ภาษาทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคพยาธิตาบอด จะเป็นการติดเชื้อพาราสิตที่สามารถทำให้คันอย่างรุนแรง ผิวหนังสีซีดลง และตาบอด มันจะแพร่กระจายด้วยแมลงวันดำเป็นพาหะของโรค แมลงวันดำจะกัดผิวหนังของบุคคล และปล่อยเชื้อพาราสิตสภาพเป็นหนอนเข้าสู่กระแสเลือด
โรคตาบอดแถบแม่น้ำ ได้เกิดระบาดภายในชุมชนห่างไกลของอัฟริกา ลาตินอเมริกา และเยเมน ชุมชนต้องละทิ้งที่ดินเพาะปลูกของพวกเขาภายในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เพราะว่าอยู่ใกล้แม่น้ำบ้านของแมลงวันดำ
เมื่อ ค.ศ 1978 ตอนบ่ายวันหนึ่ง ดร. วิลเลียม แคมป์เบลล์ ได้ทำสิ่งที่บรรดานักวิจัยที่ยิ่งใหญ่ได้ทำกัน เขาได้ประหลาดใจต่อข้อมูลระหว่างที่เขากำลังทดสอบที่จะต่อสู้กับเชื้อพาราสิต เขาได้เกิดความคิดว่ามันอาจจะใช้ต่อสู้กับเชื้อพาราสิตอีกอย่างหนึ่งได้ – เชื้อพาราสิตที่ทำให้เกิดโรคตาบอดแถบแม่น้ำ เขาอาจจะมีเพียงแต่บันทึกลายมือที่หวัดภายในแฟ้มและไปกินอาหารเที่ยง เนื่องจากลูกค้าจะเป็นบุคคลยากจนชนเผ่าภายในเขตร้อนที่ห่างไกลที่ไม่มีเงินจะซื้อยาได้ แต่ดร. วิลเลียม แคมป์เบลล์ ไม่ท้อแท้ใจ เขาได้เขียนบันทึกไปยังซีอีโอกระตุ้นให้ดำเนินตามความคิดของเขา
จอร์จ เมอร์ค ซีอีโอ ได้ถูกเสนอชื่อเป็นซีอีโอที่มีประสิทธิภาพที่สุดตลอดเวลาลำดับสี่โดยวารสารฟอร์จูน เขาได้รับการยกย่องจากการพลิกโลกของบริษัทกลับหัว ซีอีโอส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งมั่นต่อกำไรสูงสุดเพื่อผูัถือหุ้นของพวกเขา การมองว่านี่คือเป้าหมายพื้นฐานและบางครั้งอย่างเดียวของพวกเขา ตรงกันข้ามกับเมอร์คจะไม่ใช่
ภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา เมอร์ค ได้สร้างชื่อเสียงจากการให้ยาแก่บุคคลยากจนที่สุดและโชคร้ายมากที่สุดภายในโลก บริษัทได้เคยแจกยาสเตรปโตมัยซีนฟรีแก่เด็กญี่ปุนภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และบริษัทได้ทำการวิจัยผงตัวใหม่ที่จะต่อสู้กับโรคตาบอดแถบแม่น้ำ ยาเมคติซาน เมอร์คได้แจกยาเมคติซานฟรีแต่ละปีแก่บุคคลสามสิบล้านคนภายในประเทศเขตร้อนโลกที่สาม เพื่อที่จะรักษาโรคตาบอดแถบแม่น้ำ
การให้ยาฟรีแก่บุุคลที่ยากจนของโลกจะเป็นไปไม่ได้ถ้าเป้าหมายของบริษัทคือการทำกำไรเท่านั้น แต่จอรค เมอร์ค ได้ประกาศบนหน้าปกของวารสารไทม์เมื่อ ค.ศ 1952 ว่า ยาเพื่อบุคคล ไม่ใช่เพื่อกำไร
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวญี่ปุ่นได้เผชิญกับความอดอยากและการแพร่ระบาดของวัณโรคท่ามกลางประชาชน
เมอร์ค ได้พัฒนายาสเตรปโตมัย
ซินขึ้นมา ยาตัวแรกที่ควบคุมวัณโรคได้ ชาวญี่ปุ่นไม่มีเงินจะซื้อสเตรปโตมัยซิน และบริษัทญี่ปุนหลายบริษัทได้ติดต่อจอร์จ เมอร์ค ร้องขอที่จะผลิตยาตัวนี้ จอร์ เมอร์ค ได้ให้สิทธิบัตรค่าลิขสิทธิ์ฟรีที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่พวกเขา ชาวญี่ปุ่นได้สังเกตุกระบวนการผลิตของเมอร์ค ต่อจากนั้นพวกเขาได้กลับมาที่ญี่ปุ่นผลิตสเตรปโตมัยซินได้เพียงพอยับยั้งโรคระบาดได้ เมอร์คจะไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการช่วยเหลือนี้เลย

ดร. วิลเลียม แคมป์เบลล์ ชาวไอริช นักวิทยาศาสตรของเมอร์ค และซาโทชิโอมูระ นักจุลชีววิทยา ชาวญี่ปุน ได้ทำการวิจัยโครงการจุลินทรีย์ร่วมกันนานกว่าสามสิบปี พวกเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าการค้นพบของพวกเขาวันหนึ่งจะช่วยคุ้มครองสายตาของบุคคลหลายล้านคนภายในอัฟริกา ลาตินอเมริกา และเยเมนได้ หรือความพยายามของพวกเขาได้นำไปสู่ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ ค.ศ 2015 สมัชชาโนเบลได้ประกาศว่า ดร. วิลเลียม แคมป์เบลล์ และซาโทชิ โอมูระ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ร่วมกัน จากการค้นพบอเวอร์เมคทิน
การบริจาคยาเมคติซานของเมอร์คจะเกิดขึ้นจากเมื่อยาตัวนี้ได้ถูกส่งต่อไปที่แผนกการตลาดของเมอร์ค ชารลส์ เฟตติ้ง จะต้องทำการตลาดของเมคติซานเพื่อการรักษามนุษย์ เขาได้เผชิญกับงานที่ยากลำบาก เมื่อผู้ป่วยที่ต้องการยาตัวนี้สามารถซื้อได้ ณ ราคาที่ไม่ถึง 1 เหรียญเท่านั้น โดยปรกติเมอร์คจะกำหนดราคาไอเวอร์เมคติน 3 เหรียญ ภายใต้สภาวะที่ยากลำบากนี้ ชารลส์ เฟตติ้ง ได้เขียนบันทึกว่า เราไม่สามารถค้นหาวิถีทางกำหนดราคายานี้ได้ ผู้ป่วยโรคตาบอดแถบแม่น้ำไม่สามารถซื้อยานี้ได้
นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของเมอร์คที่มองตัวพวกเขาเองไม่ใช่นักธุรกิจ พวกเขาจะเป็นผู้แทนทางศีลธรรม เพื่อการช่วยเหลือโลกด้วย ดังนั้นพวกเขาได้พยายามผลักดันให้เมอร์คแจกยาเมคติซานฟรีแก่บุคคลที่ยากจน ห้องทดลองวิจัยและโรงงานจะได้รับแรงบันดาลใจจากถ้อยแถลงของจอร์จ เมอร์ค เมื่อ ค.ศ 1950 ว่า ยาเพื่อผู้ป่วย ไม่ใช่เพื่อกำไร
โรคตาบอดแถบแม่น้ำจะทรมานบุคคล 18 ล้านคนภายในอัฟริกา ลาตินอเมริกา และเยเมน ดร รอย เวเจลอส ประธานบริษัทเมอร์ค ได้กล่าวว่าบุคคลหลายล้านคนจะติดเชื้อโรคตาบอดแถบแม่น้ำภายในมากกว่า 30 ประเทศ องค์การอนามัยโลกไ้ด้ใช้ความพยายามอย่างมากกำจัดแมลงวันดำบินรายรอบภายพื้นที่ที่กว้างขวาง เพื่อที่จะให้เกษตรกรกลับมายังริมแม่น้ำที่ละทิ้งไป และรักษาพื้นที่หลายร้อยตารางไมล์เพื่อการเพาะปลูกไว้
การค้นพบยาตัวนี้ของเมอร์คจะเป็นบทสวดมนต์ที่ตอบสนองแก่โลกที่สาม เอ็ดวาร์ด เคนเนดี้ วุฒสมาชิกดี้พรรคโมแครตแห่งแมสซาจูเสตต์ ได้กล่าวว่า ของขวํญของเมอร์คแก่องค์การอนามัยโลกจะเป็นมากกว่าการค้นพบทางการแพทยที่ยิ่งใหญ มันจะเปีนชัยชนะอย่างแท้จริงของจิตวิญญานของมนุษย์ ดร. รอย เวเจลอส ได้กล่าวว่าเมอร์คได้ตัดสินใจผลิตยาเมคติซาน เราจะรู้จักันโดยท้่วไปว่าไอเวอร์เมคติน แจกฟรีแก่บุคคลที่ต้องการที่ไม่สามารถจะซื้อไดื ก่อนหน้านี้เมอร์คได้ผลิตยาตัวนี้เพื่อที่จะใช้ฆ่าหนอนภายในปศุสัตว์และสุนัข ยาจะฆ่าเชื้อหนอนพาราสิตต้นเหตุของโรค โรคจะแพร่กระจายจากการกัดของแมลงวันดำที่แพรพันธุ์ภายในแม้น้ำที่ไหลเชี่ยว ที่มาของชื่อว่าโรคตาบอดแถบแม่น้ำ หนอนสามารถอยู่ภายในร่างกายของมนุษย์นานหลายปีและเจริญเติยโตได้ยาวถึงสองฟุต
จอร์จ เมอร์ค ได้กำหนดหลัการของบริษัทไว้ว่า บริษัทจะต้องผูกพันต่อการคิดค้นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นความท้าทายทางการแพทย์……..ความผูกพันต่อผู้เจ็บป่ายก่อนกำไร…….. และความรู้สึกอย่างลึกซึ้งทางความรับผิดชอบของบริษัทต่อสินค้าสาธารณะ หลักการเหล่านี้ของเขาได้นำทางบริษัทและผู้นำของเราอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้ จอร์จ เมอร์ค ได้ปลูกฝังบริษัทและในที่สุดผ่านไปยังอุตสาหกรรม ด้วยแนวคิดที่สินค้าสาธารณะจะต้องถูกพิจารณาเป็นปัจจัยหนี่งภายในนโยบายและโครงการของบริษัท เขาได้กล่าวว่า มันขึ้นอยู่กับงานวิจัยของเรา ภายในอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย หรือสถาบันอื่น จะต้องมองปัญหาจากจุดมุ่งนี้ เราไม่สามารถหลบหลีกและกล่าวว่าเราได้บรรลุเป้าหมายของเราแล้วด้วยการคิดค้นยาใหม่ หรือวิถีทางใหม่ที่จะรักษาโรคที่ไม่มีทางหาย วิถีทางใหม่ที่จะช่วยบุคคลที่เป็นโรคจากการขาดแคลนอาหาร หรือการสร้างอาหารสมดุลขนาดระดับโลก เราไม่สามารถจะหยุดนิ่งได้จนกว่าวิถีทางได้ถูกค้นพบ ด้วยความช่วยเหลือของเรา การนำความสำเร็จที่ดีที่สุดของเราไปสู่บุคคลทุกคนความรับผิดชอบนี้จะถูกมองเห็นได้จากจอร์จ เมอร์ค ได้พลิกกลับสิิทธิบัตรของเมอร์คต่อการพัฒนาที่สำคัญของยาปฏิชีวนะวัณโรคของเมอร์คจากการค้นพบ ดร เซลแมน วาคส์แมน ณ มหาวิทยาลัยรัทเกอร์ ด้วยความสนับสนุนจากเมอร์ค ดังนั้นกระบวนการทางสุขภาพสาธารณะนี้ควรจะให้สิทธิบัตรแก่ผู้ผลิตยาหลายราย เพื่อประโยชน์แก่บุคคลจำนวนมากที่ทรมานและใกล้จะตายจากโรคนี้นานกว่ายี่สิบปีัเมอร์คได้ช่วยเหลือกำจัดโรคตาบอดแถบแม่น้าด้วยการบริจาคเมคติซาน เมอร์ค ได้ทำงานกับหลายองค์การที่จะเข้าไปสู่บุคคลที่ต้องการการรักษา เช่น องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก ยูนิเซฟ และศูนย์คาร์เตอร์

เมื่อ ค.ศ 1935 โรเบิรต จอห์นสัน ซีอีโอ ได้เขียนอุดมการณ์แกนภายในเอกสารเรียกว่า “ปรัชญาของเรา” เป็นความรับผิดชอบของบริษัท ซีอีโอหลายคนจะมุ่งการสร้างกำไรลำดับแรกและสำคัญที่สุดต่อผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่โรเบิรต จอห์นสัน ได้ระบุว่าความรับผิดชอบอย่างแรกของบริษัทจะต้องเป็นผู้เจ็บป่วย และผู้ถือหุ้นจะอยู่ลำดับห้าสุดท้ายที่ควรจะได้รับ “ผลตอบแทนที่ยุติธรรม”
โรเบิรต วูด จอห์นสัน ประธานบริษัท ตั้งแต่ ค.ศ 1932 ถึง ค.ศ 1963 และเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัท ได้ร่างปรัชญาของเราด้วยตัวเองเมื่อ ค.ศ 1943 ก่อนที่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จะกลายเป็นบริษัทมหาชน เกิดขึ้นมานานก่อนที่ใครก็ตามจะได้เคยยินถ้อยคำว่าความรับผิดชอบทางสังคม ปรัชญาของเราจะไม่เป็นเพียงแต่เข็มทิศทางศีลธรรม เราเชื่อว่าปรัชญาของเราเป็นสูตรแห่งความสำเร็จทางธุรกิจ ค่านิยมที่นำทางการตัดสินใจของเรา ปรัชญาของเราจะท้าทายพวกเราด้วยการให้ความต้องการและความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลที่เราต้องตอบสนองมาก่อน ปรัชญาของเจ แอนด์ เจ ได้ถูกสลักไว้บนกำแพงของสำนักงานใหญ่ของบริษัท นิวเจอร์ซี่ ภายในหนังสือคลาสสิคของกลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหาร Built to Last ของ จิม คอลลินส์ และเจอร์รี่ิ โพร์ร่าส์ ได้ยกย่องปรัชญาของเจ แอนด์ เจ เป็นโมเดลของบริษัทอเมริกันที่จะทำให้อเมริกาบรรลุความสำเร็จ พวกเขาได้ระบุจอห์สัน แอนด์ จอห์นสัน ว่าเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ได้กำหนดกำไรเป็นค่านิยมขับเคลื่อนของพวกเขา บริษัทที่มีภารกิจของการสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า พนักงาน และชุมชน และปฏิบัติได้อย่างดีที่สุดตลอดมา เมื่อ ค.ศ 1935 โรเบิรต วูด จอห์นสัน ลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัท ได้เขียนหนังสือเล่มเล็กชื่อ Try Reality : A Discussion of Hours, Wages and the Industrial Future หนังสือเล่มเล็กนี้ได้กลายเป็นกรอบข่ายของปรัชญาของเรา และการแสดงออกทางอุดมการณ์เริ่มแรกด้วยการเขียนหนังสือเล่มเล็กนี้ : การสนับสนุนความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท ได้ถูก ส่งไปยังนักอุตสาหกรรมทั่วประทศ เขาได้กระตุ้นให้นักอุตสาหกรรมรับเอาสิ่งที่เขาใช้ถ้อยคำว่า ปรัชญาทางอุตสาหกรรมใหม่ โรเบิรต จอห์นสัน ได้ระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของบริษัทต่อลูกค้า พนักงาน ชุมชน และผู้ถือหุ้น จนกระทั่งแปดปีต่อมา เมื่อ ค.ศ 1943 โรเบิรต จอห์นสัน ได้เขียนและพิมพ์ปรัชญาของจอห์นสัน แอนด์ ครั้งแรก เอกสารหนึ่งหน้า ระบุความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นรายละเอียดมากขึ้น
จอห์นสัน ได้สนับสนุนอย่างเปิดเผยต่อความคิดของเขา – ค่าจ้างที่สูงแก่คนงานอเมริกัน – ระหว่างการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ความคับใจและความเศร้าใจจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โรเบิรต จอหฺ์นสัน ได้ใส่ความคิดของเขาบนกระดาษ การแสดงออกเริ่มแรกสุดด้วยการเขียน ปรัญชาของเรา
เมื่อ ค.ศ 1932 โรเบิรต จอห์นสัน ได้ถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอของบริษัท เขาเป็นซีอีโอนานกว่า 30 ปี จนกระทั่งเกษียณเขาได้ใช้หลักการที่บุกเบิกของความรับผิดชอบของบริษัทหลักการเหล่านี้ได้ถูกทำให้เป็นทางการภายในเอกสาร ค.ศ 1943 ของเขา ปรัชญาของเรา ที่ได้กำหนดค่านิยม นำทางจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ตั้วแต่เริ่มก่อตั้งขึ้นมา การนำทางการขยายตัวจากบริษัทครอบครัวไปสู่บริษัทระดับโลก
ณ ช่วงเวลาของการตกต่ำทางเศรษกิจครั้งใหญ่ ต.ศ 1932 ระหว่างวิกฤติทางการเงินของประเทษ เขาไม่เพียงแต่ใช้หลักการบริหารที่ดี ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อยู่ต่อไปเท่านั้น แต่เขาได้มองหาความคิดที่ปฏิบัติได้ที่จะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วย เมื่อ ค.ศ 1933 ภายหลังจากที่แฟรงคลิน รูสเวลท์ กลายเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ไม่นาน
เขาได้เขียนจดหมายแสดงความคิดของเขา เขาได้เสนอแนะการขึ้นค่าจ้าง และลดชั่วโมงกาารทำงานลง เพื่อที่จะสร้างงานมากขึัน และเพิ่มการใช้จ่ายของลูกค้า เพื่อที่จะเผยแพร่วิสัยทัศน์ของเขา โรเบิรต จอห์สัน ได้ส่งไปยังสื่อและนำปรัชญาของเขาไปปฏิบัติ เขาได้ขึ้นค่าจ้างห้าเซ็นต์แก่คนงาน การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อ ค.ศ 1933 เมื่อการว่างงานถึงจุดสูงสุด 25% โรเบิรต จอห์สัน หวังว่านี่คงจะบันดาลใจต่อผู้นำธุรกิจให้กระทำอย่างเดียวกัน
ภายใต้ความพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว คำแนะนำของเขาไม่ค่อยจะได้รับความสนใจ เขาได้ทำให้ปรัชญาของเราเป็นทางการด้วยการเขียนเป็นหนังสือเล่มเล็ก เขาได้เขียนว่า การบริการลูกค้าต้องมาก่อน การบริการพนักงานเป็นลำดับสอง และการบริการผู้ถือหุ้นเป็ลำดับสุดท้าย หนังสือเล่มเล็กนี้จะเป็นการแสดงอย่างเป็นทางการของแนวคิดความรับผิดชอบของบริษัทด้วย
ปรัชญาของเรา :
เราเชื่อมั่นความรับผิดชอบอย่างแรกของเราจะต้องมีต่อแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย บิดามารดา และบุคคลอื่นทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา
ภายในการตอบสนองความต้องการของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้กระทำจะต้องมีคุณภาพสูง เราต้องพยามยามลดต้นทุนของเราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะรักษาราคาที่เป็นธรรมไว้ คำสั่งซึ้อของลูกค้าจะต้องถูกบริการทันทีและถูกต้อง ซัพพลายเออร์และผู้จัดจำหน่ายของเราต้องมีโอกาสทำกำไรที่เป็นธรรม
เรารับผิดชอบต่อพนักงานของเรา ผู้ชายและผู้หญิงที่ทำงานกับเราทั่วโลก บุคคลทุกคนต้องถูกมองว่าเป็นเอกบุคคล เราต้องเคารพศักดิ์ศรีของพวกเขา และรับรู้คุณค่าของพวกเขา พวกเขาต้องมีความรู้สึกทางความมั่นคงภายในงานของพวกเขา ค่าตอบแทนต้องเป็นธรรมและเพียงพอ และสภาวะการทำงานต้องสะอาด เป็นระเบียบ และปลอดภัย เราต้องใส่ใจที่จะช่วยเหลือพนักงานของเราเติมเต็มความรับผิดชอบทางครอบครัวของพวกเขา พนักงานต้องรู้สึกเป็นอิสะที่จะเสนอแนะและร้องเรียน เราต้องมีโอกาสที่เสมอภาคของการจ้างงาน การพัฒนา และความก้าวหน้าแก่บุคคลที่เหมาะสม เราจะต้องมีการบริหารที่ชำนาญ และการกระทำของเราจะต้องมีจริยธรรมและยุติธรรม เราจะต้องรับผิดชอบต่อชุมชนที่เราได้อาศัยและทำงานอยู่ และต่อชุมชนของโลกด้วย เราจะต้องเป็นพลเมืองที่ดี สนับสนุนการงานที่ดีและการกุศล และสนับสนุนการเสียภาษีอย่างยุติธรรมของเรา เราต้องกระตุ้นการพัฒนาพลเมือง และสุขภาพและการศึกษาที่ดี เราจะต้องรักษาทรัพย์สินไว้อย่างดีที่เรามีสิทธิพิเศษใช้อยู่
การป้องกันสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรทางธรรมชาติ ความรับผิดชอบอย่างสุดท้ายของเราจะเป็นผู้ถือหุ้นของเรา ธุรกิจจะต้องทำกำไรที่ดี เราจะต้องทดลองความคิดใหม่การวิจัยจะต้องถูกดำเนินการ นวัตกรรมจะต้องถูกพัฒนา และยอมรับความผิดพลาด เราจะต้อวซื้ออุปกรณ์ใหม่ การจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ และการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ทุนสำรองต้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเวลาที่ยากลำบาก เมื่อเราดำเนินการตามหลักการเหล่านี้แล้ว ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับผลตอบแทนที่ยุตธรรม
จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้เผชิญกับวิกฤตที่รุนแรง เมื่อชาวชิโกคาเจ็ดคนได้เสียชีวิตจากการกินยาไทลีนอลเมื่อ ค.ศ 2525 ไม่เพียงแต่ไทลีนอลจะเป็นยาขายดีที่สุดภายในอเมริกา 400 ล้านเหรียญต่อปี เท่านั้น แต่ไทลีนอลยังเป็นผลิตภัณฑ์สัญลักษณ์ของบริษัทภายในคุณภาพ ความย่อนโยนและการดูแลสุขภาพที่ดีด้วยการจัดการวิกฤตยาแก้ปวดไทลีนอลของเจมส์ เบิรค อดีตซีอีโอ ของ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อย่างรวดเร็วเด็ดขาด และเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
คำถามที่สำคัญคือบริษัทจะทำอย่างไรกับยาไทลีนอล 31 ล้านขวดบนชั้นวางร้านขายยาทั่วประเทศ เอฟบีไอและองค์การอาหารและยาได้แนะนำว่าผู้บริหารเจ แอนด์ เจ ไม่ต้องใช้การกระทำที่รุนแรง แต่ปรากฏว่าผู้บริหารได้ใช้วิธีการที่คาดไม่ถึงของการเรียกยาไทลีนอลคืนทันที ด้วยต้นทุนของบริษัทประมาณ 100 ล้านเหรียญ สองสามสัปดาห์ต่อมาพวกเขาได้แนะนำไทลีนอลด้วยบรรจุภัณฑ์ใหม่ ตลอดเดือนแห่งความเศร้าสลด บริษัทได่้มีโทรศัพท์สายด่วนลูกค้า และสร้างความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสื่อ
ภายในการสำรวจความคิดเห็นสามเดือนภายหลังจากวืกฤต 93% ของประชาชนรู้สึกว่าจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้แสดงความรับผิดชอบของพวกเขาอย่างดี
การจัดการวิกฤตยาไทลีนอล ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิคที่สุดของการกระทำอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
และได้กลายเป็นกรณีศึกษาของคณะบริหารธุรกิจและตำราการบริหารจำนวนมาก การกระทำของบริษัทจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความหมายที่แท้จริงขอองความรับผิดชอบทางสังคม แม้ว่าไทลีนอลจะสร้างรายได้ประมาณ 17% ของรายได้ต่อปีของบริษัท เจมส์ เบิรค ซีอีโอ จะยึดมั่นต่อปรัชญาของบริษัทที่ได้ร่างอุดมการณ์ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
ณ ชิคาโก บุคคลเจ็ดคนเสียชีวิตจากการทานยาไทลีนอลที่เจือปนไซยาไนด์ ส่วนแบ่งตลาดได้ลดลงเหลือเพียง 7% เท่านั้น เจ แอนด์ เจได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญโดยการเรียกคืนยาไทลีนอล 31 ล้านขวดจากร้านขายยาอย่างรวดเร็ว ณ ต้นทุน100 ล้านเหรียญ การกระทำของเจมส์ เบิรค ไม่เพียงแต่จะรักษาชื่อเสียงของบริษัทไว้เท่านั้น แต่ได้รักษาตราสินค้าของบริษัทไว้ด้วย ส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มสูงขึ้นจนถีง 37% ภายในปีนั้น การแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นต่อปรัชญาของเจ แอนด์ เจ อย่างเข้มแข็ง : เราเชื่อว่าความรับผิดชอบอย่างแรกสุดของเราต้องมีต่อแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย บิดา มารดา และบุคคลอื่นที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา
เมื่อตอนเช้าของวันที่ 29 กันยายน ค.ศ 1982 เด็กหญิงอายุ 12 ปี ชื่อ แมรี่ย์ เคลเลอร์แมน อยู่ที่หมูบ้านเอลก์โกรฟ ชิคาโก อิลลินอยส์ ได้เสียชีวิตจากการทานยาไทลีนอล ตามมาด้วยผู้เสียชีวิตอีก 6 คน อยู่ท้องที่เดียวกัน จากการทานยาไทลีนอลเหมือนกัน การรายงานข่าวได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศว่าบุคคล 7 คน ณ ชิคาโก ได้เสียชีวิตจากการยาไทลีนอล ตำรวจได้สืบสวนพบว่าผู้ตายเสียชีวิตจากการทานยาไทลีนอลแคปซูลชนิดความความแรงพิเศษที่เจือปนสารไซยาไนด์ เอฟบีไอได้เรียกชื่อคดีนี้ว่า การวางยาไทลีนอล ตำรวจได้ค้นพบยาไทลีนอลแคปซูลห้าขวดมีสารไซยาไนด์เจือปนอยู่ ตำรวจสันนิษฐานว่ากระบวนการผลิตยาไทลีนอลอาจจะผิดปรกติ หรือเป็นไปได้ที่คนโรคจิตได้เข้าไปร้านขายยา แล้วสับเปลี่ยนเป็นขวดยาไทลีนอลที่เจือปนสารไซยาไนด์แทนบนชั้นวาง
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ ได้กล่าวว่ายาไทลีนอล ได้สร้าง เจมส์ เบิรค ซีอีโอ ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นวีรษุรุษขึ้นมาทันทีจากการจัดการวิกฤตไทลีนอลได้สำเร็จ เมื่อ ค.ศ 1982 และการแสดงให้เห็นถึงพลังข้อบัญญัติของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ของโรเบิรต วูด จอห์นสัน ผู้ก่อตั้งบริษัท แม้ว่าวารสารฟอร์จูน ได้ยกย่องเจมส์ เบิรค เป็นหนึ่งในสิบของ ซีอีโอยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์เมื่อ ค.ศ 2003 แต่จากการจัดการโศกนาฏกรรมการวางยาไทลีนอลย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1982 เจมส์ เบิรค ซีอีโอ ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ตั้งแต่ ค.ศ 1976-1989 ได้ถูกจดจำมากที่สุด หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสท์ ได้ยกย่องเขาว่าเป็นซีอีโอที่มีความกล้าตัดสินใจ ความเปิดเผย และการเสียสละของบริษัท ชื่อของเจมส์ เบิรค ได้ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ เมี่อเราได้มีการสอน และการสัมนากรณีศึกษาความเป็นผู้นำของบริษัทภายในคณะบริหารธุรกิจทั่วโลก
ไทลีนอลคือยาต้นตำรับ ผู้นำตลาดยาแก้ปวด ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 37 % จนคู่แข่งขันต้องยอมแพ้และตามไม่ทัน เมื่อจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ออกตลาดยาแก้ปวดแคปซูลสีแดงขาวตัวใหม่ชื่อ Extra Strength Tylenol ทันสมัยและสวยงามใส่ขวดและบรรจุกล่องสีแดงที่ง่ายต่อการแกะ ยอดขายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตไทลีนอล
ภายใตัความเป็นผู้นำของเจมส์ เบิรค จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ใช้เงิน 100 ล้านเหรียญเก็บขวดยาไทลีนอล 31 ล้านขวด
เจมส์ เบิรค ได้มุ่งเน้นค่านิยมของปรัชญาของจอห์นสัน แอนด์ ย้อนหลังกลับไปที่การก่่อตั้งบริษัท ค.ศ 1887 ได้แถลงว่า บริษัทจะต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าก่อน ต่อมาเป็นพนักงาน ชุมชน และผู้ถือหุ้น เจมส์ เบิรค ได้กล่าว่า เมื่อบุคคลเจ็ดคนได้เสียชีวิต ปรัซญาของเราจะชัดเจนมาก ที่ได้ให้กระสุนแก่ผม เพื่อที่จะชักจูงให้ถือหุ้นและบุคคลอื่นใช้เงิน 100 ล้านเหรียญจัดการวิกฤติไทลีนอล

เขาได้กล่าวถึงความไว้วางใจว่่า ความไว้วางใจเป็นถ้อยคำการปฏิบัติงานภายในชีวิตของผม รวมเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะช่วยให้เราบรรลุุความสำเร็จได้ ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อะไรเลยที่เป็นไปได้ด้วยดีถ้าไม่มีความไว้วางใจ การแต่งงาน หรือความเป็นเพื่อน หรือการเกี่ยวพันทางสังคม
ต่อมาชายคนหนึ่งชื่อเจมส์ เลวิส ได้เขียนจดหมายส่งไปที่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เรียกร้องเงิน 1 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะ ” หยุดการฆ่า” ตำรวจสามารถจับตัวผู้ต้องสงสัยชื่อเจมส์ เลวิส ได้ และได้สอบสวนและค้นหาหลักฐาน ปรากฏว่าเขาไม่ได้เป็นฆาตกรไทลีนอล แต่เขาต้องถูกติดคุก 13 ปี จากการส่งจดหมายไปข่มขู่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เจมส์ เลวิส ได้เคยให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ชิคาโก ทรีบูนว่า “ผมบอกคุณได้เลยว่าจูเลียต ซีซ่าร์ ถูกฆ่าอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นผู้ฆ่า เขาเชื่อว่าฆาตกรไทลีนอลยังคงเดินลอยนวลอยู่บนท้องถนน”
ภายใตัความเป็นผู้นำของเจมส์ เบิรค จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ใช้เงิน 100 ล้านเหรียญเก็บขวดยาไทลีนอล 31 ล้านขวดคืนจากร้านขายยา บริษัทได้เปลี่ยนแปลงยาไทลีนอลจากแคปซูลไปเป็นเม็ด และใช้การบรรจุภัณ์ที่ป้องกันการแกะ เจมส์ เบิรค ไม่เพียงแต่จะรักษาชื่อเสียงชอบริษัทไว้เท่านั้น แต่เขายังรักษาตราสินค้าของบริษัทไว้ด้วย ฆาตกรรมไทลีนอลได้ทำให้ยอดลดลงจาก 37% เหลีอเพียง 7% การจัดการวิกฤตไทลีนอลของเขาได้ทำให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 37% เมื่อสิ้นปี 1987 ปัจจุบันคดีการวางยาไทลีนอลยังคงเป็นปริศนาอยู่ภายในแฟ้มอาชญากรรมของอเมริกา ใครคือฆาตกรไทลีนอล

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *