INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อนาคตของเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

อนาคตของเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร

            ในขณะที่เทคโนโลยีด้าน IT เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตามกฎของมัวร์ที่ว่าพลังการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆปี ซึ่งถ้ามองผิวเผินเราอาจจะคิดเหตุการณ์บางอย่างอาจจะอยู่อีกไกลกว่าจะถึง แต่ถ้าเราลองมาทบทวนถึงเหตุการณ์บางอย่างเช่นสิ่งแวดล้อม เราก็จะเห็นได้ว่าขณะนี้วิกฤตกาลของสิ่งแวดล้อมมันรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วง 5 ปีมานี้ ซึ่งต่างจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

ลองมาพิจารณาเหตุการณ์สมมติดูสัก 1 ตัวอย่าง เช่นว่าในสระแห่งหนึ่งมีจอกแหนขยายตัวเพิ่มปริมาณเป็น 1 เท่าตัวในทุกๆวัน คำถามคือ ถ้าจอกแหนเหล่านั้นมันขยายตัวจนมาถึงครึ่งสระในวันที่ 15 แล้วมันต้องใช้เวลาอีกกี่วันจึงจะเต็มสระ คำถามนี้ถ้ามองเผินๆก็คงคิดว่าอีกประมาณ 15 วันมั๊ง แต่คำตอบที่ได้รับนั้นน่าตกใจ เพราะอีกเพียงหนึ่งวันเท่านั้นมันจะเต็มสระ

ดังนั้นการเตรียมการต่างๆในยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ เราจึงไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามกฎของมัวร์ ซึ่งเราอาจนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ได้อย่างเดียวกัน แม้ว่าในบริบทเหล่านี้จะมีแรงเสียดทานจากโครงสร้าง หรือแนวคิดที่ล้าสมัยอยู่มากก็ตาม ซึ่งต่างจากแรงเสียดทานต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีแรงกระตุ้นสูงมาก

ทว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี่เองจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอื่นๆทางสังคม และจะทำให้พลังต้านทานต้องพังทลายลงไปอย่างคาดไม่ถึง

ในบทความนี้มุ่งที่จะขีดวงไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และจะตีวงแคบลงไปสู่ระบบเงินตราที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะผลจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

แน่นอนทุกสรรพสิ่งมันมีทั้งด้านดีและด้านเลวร้าย ในที่สุดมันก็อาจจะเกิดผลทั้งความเจริญมีประสิทธิภาพ และเกิดอาชญากรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตามบทความนี้จะขีดวงอยู่ในกรอบของการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราอันเกิดจากแรงกระตุ้นของความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไอที

สิ่งแรกที่จะเป็นเบื้องต้นก็คือคำถามที่ว่าทำไมเราถึงเชื่อถือในเงินกระดาษ ซึ่งออกมาเพื่อเป็นสื่อกลางของการแลกเปลี่ยน เป็นที่เก็บรักษามูลค่า และแม้แต่มีการเก็งกำไรจากการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเงินตราของประเทศต่างๆ

            คำตอบแบบเรียบง่ายก็คือ เราเชื่อถือธนบัตรเงินกระดาษนี้ ทั้งๆที่มูลค่าในตัวของมันคือเป็นเพียงกระดาษ หรือเงินเหรียญอาจต่ำกว่ามูลค่าของสินค้า ที่ประชาชนสามารถนำไปแลกมา แต่ที่ประชาชนเชื่อถือเพราะรัฐบาลเป็นผู้ออกธนบัตรนั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลในปัจจุบันก็ได้มอบให้ธนาคารกลางเป็นผู้ออกธนบัตร

แต่ในธนบัตรนั้นมีบันทึกการรับรองของรัฐบาล อย่างของไทยเงินบาททุกใบจะมีการบันทึกว่า “เป็นธนบัตรที่ใช้หนี้ได้ตามกฎหมาย” หรือของสหรัฐอเมริกาจะบันทึกว่า “In God We Trust”

เท่านั้นยังไม่พอในเกือบทุกประเทศ ยกเว้นประเทศที่ออกธนบัตรของโลกอย่างดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศยังต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำหรือเงินสกุลหลักเพื่อเป็นหลักประกันมูลค่าเหล่านั้นอีกด้วย

            ทีนี้ถ้ามีการออกเงินดิจิทัล (Digital Currency) หรืออาจเรียกว่า Crypto Currency or Crypto Coin. แล้วเราจะมีหลักประกันแห่งความเชื่อถือได้อย่างไร

ก่อนจะไปตอบคำถามดังกล่าวอธิบายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีส่วนสำคัญในการเกื้อกูลต่อระบบการเงินดิจิทัล นั่นคือ โปรมแกรมบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จัดระบบแบบบัญชีแยกประเภทของแต่ละบุคคลหรือองค์กร ซึ่งบัญชีแยกประเภทเหล่านี้จะสามารถสอบยันกันได้ แต่การจะเข้าถึงบัญชีเหล่านี้ต้องมีกุญแจสำคัญ 2 ตัว คือ กุญแจสาธารณะ และกุญแจส่วนบุคคล นั่นคือกุญแจส่วนตัวของแต่ละบุคคล นิติบุคคล ก็ตามแต่เพื่อทำให้เขาเหล่านั้นสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ตรงนี้เป็นกุญแจสำคัญที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล นิติบุคคลได้อีกด้วย

เงินดิจิทัลก็อาศัยโปรแกรมนี้ในการออกดิจิทัลเงินตรา ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.เงินดิจิทัลที่ออกมาโดยไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกัน ส่วนมูลค่าของมันนั้นขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานของเงิน ตลอดจนการคาดคะเนหรือการเก็งกำไรของนักธุรกิจการเงิน

จุดประสงค์ของเงินตราประเภทนี้คือ ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ปริมาณเงินที่เกิดขึ้นจะเกิดจากการเข้าทำโปรแกรมที่สลับซับซ้อนในคอมพิวเตอร์เพื่อขุดหาเหมือนการขุดหาทองคำ แต่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากเป็นต้นทุนนอกจากความสามารถของมนุษย์

เงินดังกล่าวได้แก่ Bitcoin, Ethereum หรือ Binance c.  และเงินเหล่านี้ไม่มีรัฐบาลใดๆเข้ามารับรองมูลค่า แต่มันมีราคาในตัวของมันที่ขึ้นกับความต้องการทางธุรกิจการค้า การลงทุน และแน่นอนการเก็งกำไร

ตัวอย่างเมื่อเร็วๆนี้ คือการที่มหาเศรษฐีโลกอย่างบิลเกต และอีลอนมัสก์ต่างก็เข้าซื้อ Bitcoin จนทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นต่อเมื่อมีแมลงเม่าบินเข้าสมทบ ก็มีการปล่อยเงินดิจิทัลนี้ออกมาทำให้ราคาตก แต่ผู้ที่ไปช้อนซื้อตอนแรกได้กำไร

อีกประเภทของเงินดิจิทัลในตระกูลนี้ แต่มีความแตกต่าง คือเงินดิจิทัลที่ออกโดยเอกชน แต่มีเงินทุนหนุนหลังมูลค่า เช่น เงินดิจิทัล Libra ของมาร์คแซคเกอร์เบิร์ค ที่ได้ไปรวบรวมนักลงทุนจำนวนหนึ่ง นำหลักทรัพย์และเงินตรามาหนุนมูลค่าโดยฝากไว้ที่ธนาคารในสวิสเชอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงิน เพื่อเป็นหลักประกันมูลค่าของเงิน Libra ส่วนมูลค่าของเงินจะผันผวนตามความต้องการ(ดีมานด์) หรือปริมาณเงินที่อาจเพิ่มขึ้นได้ถ้ามีทุนสำรองเพิ่มขึ้น เงินประเภทหลังนี้เรียกว่า Stable Currency หรือ Stable Coin คือเงินที่มีเสถียรภาพด้วยมีทุนสำรองค้ำประกันอยู่

2.เงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐบาล เช่น เงินหยวนดิจิทัล ที่รัฐบาลจีนออกมาแทนธนบัตรหยวนของรัฐบาล ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแบบเดียวกับเงิน Libra แต่ความเป็นจริงเงินหยวนดิจิทัลนั้นมีสถานะและมูลค่าเท่ากับค่าเงินหยวนกระดาษ แม้รูปทางกายภาพจะต่างกัน เพราะเงินดิจิทัลเข้าในโปรแกรมบล็อกเชน

คำถามคือ แล้วรัฐบาลจีนออกเงินดิจิทัลมาทำไม คำตอบแรกคือ รัฐบาลจีนมองการณ์ไกลว่าในอนาคตอันใกล้ระบบการจ่ายเงิน รับเงิน ซื้อขาย แลกเปลี่ยนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จะใช้กระบวนการทาง IT คือ ระบบออนไลน์เป็นส่วนมาก นอกจากนี้การไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรก็ยังเป็นการประหยัดต้นทุนอีกมาก

อุปสรรคสำคัญสำหรับเงินดิจิทัลที่ออกโดยเอกชน คือการขาดการควบคุมจากธนาคารกลางของรัฐบาลทั้งหลายโดยสิ้นเชิง ทำให้ธนาคารกลางที่มีหน้าที่ควบคุมปริมาณเงินภายในประเทศให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจของตน ต้องยื่นมือเข้ามาสร้างเครื่องมือเพื่อกีดกันหรือควบคุมเงินที่ออกโดยเอกชนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นแบบใดๆ วิธีการอย่างง่ายคือการบังคับให้หน่วยธุรกิจภายในประเทศต้องแจ้งรายการนำเข้าและส่งออกเงินตราดิจิทัลให้ธนาคารแห่งประเทศนั้นๆ แต่ปัญหาในการควบคุมปริมาณเงินก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นหน่วยธุรกิจในแต่ละประเทศก็อาจต้องนำเอาเงินดิจิทัลไปฝากกับธนาคารกลางและแลกเป็นธนบัตรหรือเงินดิจิทัลของประเทศที่ตนทำธุรกิจอยู่

ประเทศไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยู่โดยเฉพาะการออกเงินบาทดิจิทัล ซึ่งเริ่มจากโครงการอินทนนท์ ที่ทำเงินดิจิทัลไว้สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ

แต่ไม่ว่าเราจะชอบไม่ชอบ รับไม่รับในที่สุดเงินดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตคุณ ก่อนที่คุณจะคาดคิดว่ามันจะมาเร็วเพียงนี้

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *