ลัทธิซูฟี(จบ)

ลัทธิซูฟี (4)
จรัญ มะลูลีม
คำว่า (ฟะนา) หรือการตายไปนั้นรวมเอาขั้นตอน แง่มุมและความหมายต่างๆ ดังจะสรุปไว้ได้ดังต่อไปนี้
- การเปลี่ยนรูปในด้านศีลธรรมของดวงวิญญาณโดยอาศัยการดับสูญของกิเลสตัณหาของมัน
- การถอนจิตใจหรือทำให้จิตใจตายไปจากสิ่งที่แลเห็น คิด กระทำ ทุกอย่างโดยการมุ่งสำรวมคิดถึงแต่พระเจ้า ในที่นี้การคิดถึงพระองค์หมายถึงการใคร่ครวญถึงคุณลักษณะของพระองค์
- การหยุดความคิดที่มีความสำนึกทั้งปวงเสีย จะทำให้บรรลุถึงขั้นตอนสูงสุดของฟะนาได้แม้กระทั่งเมื่อความสำนึกถึงการบรรลุถึงมันได้มลายหายไปแล้วก็ตาม นี่คือสิ่งที่ซูฟีเรียกว่า “การตายไปของการตายไป” (ฟะนา อัล-ฟะนา) เมื่อถึงจุดนี้ผู้นั้นก็จะหมกหมุ่นอยู่กับการใคร่ครวญถึงตัวตนที่แท้จริงของพระเจ้าเท่านั้น
ขั้นตอนสุดท้ายของฟะนาก็คือการตารยไปจากตัวตนโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่ภาวะบะกอ (Baqa) คือ “การเดินทางต่อไป” หรือ “การเข้าไปอยู่” ในพระเจ้า
ขั้นตอนแรกดูคล้ายกับ “นิพพาน” ของพุทธศาสนามากทีเดียว มันคือ “การตายไป” ของลักษณะที่เลวทรามและสภาพจิตที่ชั่วร้ายซึ่งจะต้องมีการ “ต่อ” ด้วยคุณสมบัติที่ดีและสภาพจิตที่ดีในขณะเดียวกันด้วย นี่คือกระบวนการที่จำเป็นสำหรับจะทำให้เกิดความปิติดื่มด่ำ (Ecstasy) จนกระทั่งถือว่าลักษณะทุกอย่างของ “ตัวตน” ก็คือของชั่วร้าย ในเรื่องความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่มีใครเลยที่จะทำตัวให้มีศีลธรรมสมบูรณ์ได้ นั่นคือ “ไร้ตัวตน” โดยสิ้นเชิงได้ จึงต้องอาศัยให้พระเจ้าทรงทำโดยการ “ฉายความงามของพระองค์แว่บเข้ามาในดวงใจของเขา”
ขั้นตอนที่หนึ่งการสร้าง “ตัวตน” ที่มีศีลธรรม ขั้นตอนที่สองคือสร้าง “ตัวตน” ที่มีปรีชาญาณ ถ้าจะเทียบกับลัทธินิยมความลี้ลับของคริสเตียนแล้วเราอาจกล่าวได้ว่าขั้นตอนที่หนึ่งก็คือการทำให้ชีวิตที่ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ขั้นตอนที่สองคือมุ่งหมายให้ชีวิตนั้นบรรลุถึงความสว่างไสว และขั้นตอนที่สามอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายอันเป็นระดับสูงสุดก็คือชีวิตที่เต็มไปด้วยการพิจารณาใคร่ครวญนั่นเอง
ซูฟีได้แยกสื่อกลางสำหรับติดต่อสื่อสารทางด้านจิตวิญญาณไว้เป็นสามอย่างด้วยกันคือ ดวงใจ (กอลบ์) ซึ่งรู้จักพระเจ้า จิต (รุห์) ซึ่งรักพระองค์ และวิญญาณส่วนลึกที่สุด (ชิรร์) ซึ่งใคร่ครวญถึงพระองค์
ดวงใจนั้นถึงแม้จะมีความเกี่ยวข้องกับหัวใจซึ่งเป็นอวัยวะของร่างกายอยู่บ้างอย่างลับๆ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีเลือดมีเนื้อ มันมีลักษณะไปในทางปัญญามากกว่าทางอารมณ์ แต่ในขณะที่สติปัญญาไม่สามารถมีความรู้อันแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าได้นั้น ดวงใจสามารถรู้จักเนื้อแท้ของทุกๆ สิ่งได้ และเมื่อมันสว่างแจ้งขึ้นด้วยความศรัทธาและความรู้มันก็จะสะท้อนให้เห็นเนื้อหาทั้งหมดของจิตแห่งพระเจ้า
ดังที่ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ว่า “ฉันมิได้อยู่ในผืนแผ่นดินและฟากฟ้าของฉัน แต่ฉันอยู่ในดวงใจของข้า ผู้มีศรัทธาทั้งหลายของฉัน”
ตามปกตินั้นดวงใจจะถูกปิดกั้นให้มืดมนไปด้วยบาป เปรอะเปื้อนไปด้วยความรู้สึกในกิเลสตัณหาและไหวไปมาระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ มันเป็นสมรภูมิที่กองทัพของพระเจ้ากับของมารร้ายมาต่อสู้ชิงชัยกัน จากประตูบานหนึ่ง ดวงใจจะได้รับความรู้จักพระเจ้าอย่างทันทีทันใดและจากอีกประตูหนึ่งมันจะปล่อยให้ภาพมายาของความรู้สึกลอบเข้ามาแล้วมนุษย์จะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร?
มนุษย์จะรู้จักพระองค์ได้มิใช่โดยประสาทสัมผัสต่างๆ เพราะพระองค์มิใช่วัตถุจะรู้จักโดยสติปัญญาก็ไม่ได้เพราะพระองค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจคิดให้ถึงได้ เหตุผลไม่เคยก้าวไกลไปกว่าขอบเขตจำกัดเลย ปรัชญามองอะไรสองแง่สองมุม การเรียนจากหนังสือก็ทำให้เกิดการลวงตัวเองและทำให้ความคิดเรื่องสัจจะมืดมัวไปด้วยเมฆหมอกแห่งคำพูดอันว่างเปล่าไร้สาระ แต่ความรู้ชนิดนี้ได้มาโดยแสงสว่าง โดยการเปิดเผยของพระเจ้าและโดยการดลใจจากพระองค์ซูฟีกล่าวว่า “จงมองดูในดวงใจของท่านเอง เพราะอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในตัวท่าน”
แต่ความรู้สึกด้านจิตวิญญาณภายในที่ซูฟีเรียกว่านัยน์ตาจิตนั้นมืดบอดไปเหมือนกระจกเงาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละอองจึงต้องชำระล้างฝุ่นละอองนั้นให้สิ้นไป
การทำความสะอาดนั้น ถ้าจะให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องเป็นงานของพระเจ้าแต่ก็ต้องมีการร่วมมือภายในบางอย่างจากมนุษย์ด้วย
ความรู้พิเศษนี้ซูฟีเรียกว่า มะอ์ริฟาต หรืออิรฟาน ไม่ใช่อิลม์ ซึ่งเป็นความรู้ทั่วไป มะอ์ริฟาตของซูฟีก็คือ Gnosis ของปรัชญากรีกนั่นเอง นั่นก็คือความรู้ในเรื่องพระเจ้าโดยตรงซึ่งขึ้นอยู่กับการที่พระองค์จะทรงเปิดเผยให้หรือการมองเห็นแบบอภินิหาร
มันมิได้เป็นผลของกระบวนการทางสมองใดๆ แต่ขึ้นอยู่กับพระประสงค์และความโปรดปรานของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะทรงมอบมันให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นและแก่ผู้มีความสามารถที่จะรับมันไว้ได้เสมือนดังของกำนัลจากพระองค์
มันคือแสงสว่างแห่งความเมตตาของพระเจ้าซึ่งฉายแวบเข้าไปในดวงใจและท่วมท้นอวัยวะทุกอย่างของมนุษย์ด้วยแสงอันเจิดจ้าของมัน “เขาผู้รู้จักพระเจ้าย่อมนิ่งเงียบเสมือนเป็นใบ้”
ภาวะรวมตัวกับพระเจ้านั้นเป็นขีดสูงสุดของกระบวนการซึ่งทำให้ดวงวิญญาณค่อยๆ แยกออกจากทุกสิ่งมิใช่ของตัวเอง แยกจากทุกสิ่งที่มิใช่พระเจ้า ไม่เหมือนกับนิพพานในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเพียงภาวะหยุดนิ่งของตัวตนส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ฟะนาของซูฟีหรือการตายไปจากความเป็นอยู่ภายนอกของเขานั้นรวมเอาภาวะที่เรียกว่าบะกอ (Baqa) คือการสืบเนื่องต่อไปของความเป็นอยู่อันแท้จริงของเขาไว้ด้วย
ผู้ที่ตายไปจากตัวตนของตนย่อมมีชีวิตอยู่ในพระเจ้า และฟะนาหรือขั้นตอนสุดท้ายแห่งความตายนี้หมายถึงการบรรลุถึงภาวะบะกอหรือการเข้าร่วมกับชีวิตของพระเจ้า การเข้าร่วมกับพระเจ้านี้คือจุดหมายปลายทางขั้นสุดท้ายของซูฟีในอิสลาม
การสื่อสารติดต่อกับพระเจ้านั้นอาจทำได้เป็นลำดับไปจนกระทั่งบรรลุถึงจุดหนึ่งเมื่อเขาจะแลเห็นภาพของตัวตนที่แท้จริงของพระองค์ได้จริงๆ ขั้นแรกสำหรับผู้หัดใหม่ก็คือการตั้งเจตนา “นียาด” (Niyyat) ต่อไปก็คือการสำนึกผิด “เตาบะฮ์” (Tauba) คราวนี้ก็จะดำเนินต่อไปข้างหน้าได้แล้ว ขั้นตอนนี้เรียกว่าตะญาระบะฮ์ (การทดลองความสามารถหรือความพยายาม)
หลังจากที่ทำขั้นนี้อยู่เป็นเวลานาน ดวงวิญญาณที่ประสบความปิติซาบซึ้งดื่มด่ำ “วัจด์” (Wajd) ก็จะปรากฏตัวต่อหน้าพระเจ้าซึ่งยังดูลางเลือนอยู่ อารมณ์อันสูงส่งนี้ภาษาอาหรับเรียกว่า “มุฮาเฎาะเราะฮ์”
เมื่อดวงวิญญาณละทิ้งโลกและความฟุ้งเฟ้อของมันไปยอมจำนนต่อพระเจ้าก็จะได้ประสบการณ์ขั้นนี้ ขั้นต่อไปคือการ “เผยม่านบังออก” เมื่อม่านบังถูกเผยออก พระเจ้าก็จะเผยองค์แก่หัวใจของผู้สักการะพระองค์ ขั้นสุดท้ายคือการแลเห็น “มุซาฮะดะฮ์” (Mushahada) คือในขณะที่ดวงวิญญาณเข้าไปอยู่ต่อหน้าสัจจะเอง “อัล-ฮักก์” (Al-Haqq) แสงสว่างส่องมายังดวงใจของเขา แม้กระทั่งในระยะแรกๆ ความพยายามสำรวมความคิดทั้งหมดอยู่ที่สิ่งเดียวก็จะสามารถทำให้ผู้นั้นแลเห็นภาพต่างๆ และได้ยินเสียงของมลาอิกัต (ทูตสวรรค์) และได้รับประโยชน์จากคำแนะนำต่างๆ ของมลาอิกัตได้ ในคำศัพท์ของซูฟี ความพยายามจนบรรลุถึงขั้นนี้เรียกว่า “ภาวะ” หรือ ฮัล (Hal) นั่นเอง
ลัทธิซูฟี (จบ)
จรัญ มะลูลีม
ได้กล่าวมาแล้วว่าลัทธินิยมความลี้ลับ (Mysticism) เป็นที่นิยมอยู่ในรูปแบบ ไม่อย่างนั้นก็อย่างนี้ในเกือบทุกยุคทุกสมัยทุกประเทศ มักมีคนระดับหนึ่งที่เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณหรือความลี้ลับภายในจิต และฝึกฝนวิธีการปฏิเสธตัวเองโดนถือว่าเป็นหนทางที่จะชำระดวงจิตให้บริสุทธิ์และอุทิศตนแด่พระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ถ้าอย่างนั้นลัทธินิยมความลี้ลับของศาสนาอิสลามที่เรียกกันว่า ลัทธิซูฟีมีความแตกต่างจากลัทธินิยมความลี้ลับของศาสนาอื่นอย่างไรหรือ?
ข้อแตกต่างประการแรกที่สุด ก็คือลัทธิซูฟีนั้นในขณะที่พยายามชำระดวงจิตให้บริสุทธิ์ก็มิได้ทอดทิ้งร่างกาย แต่ลัทธินิยมความลี้ลับของศาสนาอื่นนั้นทอดทิ้งร่างกายโดยสิ้นเชิง มุ่งแต่จะปรับปรุงดวงจิตให้ดีขึ้นเท่านั้น ลัทธิเช่นนั้นในศาสนาฮินดูหรือพุทธศาสนาพบการปลอบประโลมใจเป็นพิเศษจากการทรมานตัวเองและเชื่อว่ายิ่งมีการบังคับจิตให้อยู่ในระเบียบวินัยและตัวตัวเองทิ้งไปได้มากขึ้นเท่าไรก็จะได้พ้นอย่างรวดเร็วและแน่นอนขึ้นเท่านั้น
การทำลายตัวเองคือหนทางไปสู่พระเจ้า การบวงสรวงลูกหลานที่แท่นบูชาของเทพหรือเทพีนั้นลัทธินิยมความลี้ลับบางลัทธิถือว่าเป็นคุณธรรมที่สูงส่งเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่การปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่รังเกียจอย่างยิ่งของลัทธิซูฟีของอิสลาม
สำหรับซูฟีที่แท้จริงนั้นย่อมไม่ทอดทิ้งแง่มุมภายนอกของชีวิตเลย การเชิดชูจิตวิญญาณให้สูงส่งนั้นไม่อาจปฏิบัติแยกจากการชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ได้ ร่างกายและจิตวิญญาณของมนุษย์เราเกี่ยวพันกันอยู่ เราจึงมีหน้าที่จะต้องคอยดูแลมันให้เจริญคู่เคียงกันไปทั้งสองด้าน
ซูฟีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในอดีตต้องยุ่งเกี่ยวกับงานทางโลกด้วย ในด้านหลักการแล้วเขามิได้เห็นความแตกต่างระหว่างหน้าที่ทางโลกกับทางจิตวิญญาณ ท่านศาสดาแห่งศาสนาอิสลามเป็นซูฟีที่ดีท่านหนึ่ง ท่านไปทำสมาธิสำรวมจิตและพิจารณาไตร่ตรองอยู่ในถ้ำหิรออ์ (Hira) และสถานที่สันโดษอื่นๆ อยู่บ่อยๆ แต่กระนั้นก็ดีท่านก็ยังเป็นนักธุรกิจที่มีงานยุ่งที่สุดในสมัยนั้น ท่านปฏิบัติกิจการทางโลกต่างๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อญาติๆ ครอบครัว เพื่อนบ้าน สังคมและประเทศให้สมบูรณ์
ท่านเป็นผู้นำการละหมาดในมัสญิด เป็นประธานในการประชุมเป็นผู้นำทัพในยามสงคราม แสวงหาหนทางแห่งสันติภาพ จัดทำสนธิสัญญามิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน และทำงานอื่นๆ อีกมากมาย แต่ท่านศาสดาก็มิได้หันเหจากวิถีทางด้านจิตวิญญาณเลย
หากเราศึกษาถึงชีวิตของเคาะลีฟะฮ์ (ผู้สืบทอดศาสดามุฮัมมัด) สมัยต้นๆ และผู้ร่วมสมัยของท่านศาสดาอย่างใกล้ชิดแล้ว เราก็จะได้พบว่าคนเหล่านั้นจัดความสมดุลระหว่างร่างกายกับจิตใจได้อย่างดีด้วยการเดินตามรอยเท้าท่านศาสดา
เขาเหล่านั้นได้อุทิศตนให้แก่การรับใช้มนุษยชาติเท่าๆ กับที่รับใช้พระเจ้า พวกเขาในฐานะที่เป็นมุสลิมที่แท้จริงเชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าย่อมจะไม่มีความหมายหากไม่คู่เคียงไปกับการรับใช้มนุษยชาติ
ด้วยเพราะแก่นสำคัญแห่งคำสอนของศาสนาอิสลามก็คือการกระทำใดๆ ที่ทำไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันย่อมถือว่าเป็นการรับใช้ศาสนา
ถ้าซูฟีคนใดพยายามแยกสองส่วนนี้ออกจากกันก็เท่ากับเขาฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาอิสลาม คำพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีของท่านศาสดาก็คือ “ในศาสนาอิสลามไม่มีเพศพระ” ญูเนด (Junayd) นักปราชญ์แห่งนครบัฆดาด ได้เน้นว่า “ส่วนภายนอกและภายในของอิสลามนั้นแท้จริงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสนับสนุนกันและกัน หาใช่เป็นปรปักษ์ต่อกันและกันไม่”
ชัยค์ชารอฟุดดีน ยะห์ยา มานิรี (Sheikh Sharaf-ud-den Yahyamaniri) ซึ่งรู้จักกันดีในนามว่ามัคดูมี บิหารี (Madhdum-i-Bihari) ได้เขียนไว้ในจดหมายถึงศิษย์คนหนึ่งของท่านว่า “ผู้ใดก็ตามที่แสวงหา หนทางนี้ (คือลัทธิซูฟี) จะต้องแสวงหาเสบียงของเขาจากวัตถุดิบของอิสลามเพื่อว่าเขาจะได้ก้าวจากหนทางภายนอก (ชะรีอัต) ไปสู่หนทางภายใน (เฎาะริก็อต) แล้วจากนั้นก็ก้าวไปสู่ความจริง (อัล-ลักก์) ผู้ใดก็ตามที่ยังไม่มีความรู้ดีในเรื่องภายนอกย่อมไม่อาจรู้เรื่องภายในได้ และย่อมไม่มีใครรู้ถึงสัจจะได้โดยไม่รู้เรื่องภายใน”
ฉะนั้นจึงเป็นที่แจ้งว่าลัทธิซูฟีที่แท้จริงนั้นไม่เหมือนกับลัทธินิยมลีร้ลับของศาสนาอื่น เพราะมันยุ่งอยู่กับการผสมผสานระหว่างวิวรณ์ (วะฮีย์)และเหตุผล ระหว่างร่างกายและจิตใจให้กลมกลืนกัน อะไรก็ตามที่ไม่มีเหตุผลย่อมไม่ใช่อิสลาม ในทำนองเดียวกันถ้าร่างกายและจิตวิญญาณของเราหย่อนยานไปแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม หรือถ้าสละด้านหนึ่งเพื่อเห็นแก่อีกด้านหนึ่งแล้วไซร้ก็ย่อไม่เป็นไปตามคำสอนของอิสลาม
ความแตกต่างอีกข้อหนึ่งระหว่างลัทธิซูฟีของอิสลามกับลัทธินิยมความลี้ลับของศาสนาอื่นก็คือในศาสนาอิสลามไม่มีสิ่งขวางกั้นในการที่จะเข้าหาพระเจ้าโดยตรง แต่ในศาสนาอื่นไม่สามารถเข้าหาพระเจ้าได้โดยไม่มีสื่อกลาง
พระเจ้าทรงประกาศไว้ในอัล-กุรอานว่า “เราตอบสนองเสียงเรียกร้องของผู้เรียกเมื่อเขาเรียกเรา” ส่วนในศาสนาอื่นๆ การเข้าไปหาพระเจ้าของเขาต้องผ่านสื่อกลางไป คือชนเพศพระเช่น พวกพราหมณ์ของศาสนาฮินดู พระของยิวและของคริสต์ศาสนา แต่การอวดอ้างว่าคนเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นอิสลามถือว่าเป็นการอวดดี หยิ่งทะนง
ถึงกระนั้นในปัจจุบันนี้ก็ยังมีซูฟีบางคน หรือที่เรียกว่าพีร (Pir) อวดอ้างว่าตนเป็นตัวแทนของพระเจ้าเป็นการหลอกลวงโดยแท้คงทำไปเพื่อแสวงหาอำนาจหรือลาภผลซูฟีในสมัยต้นๆ ซึ่งเป็นผู้อุทิศตนแด่พระเจ้าโดยแท้จริงนั้นไม่เชื่อในเรื่องการเป็นสื่อกลาง จึงพยายามที่จะติดต่อกับพระเจ้า
โดยตรง
มีความแตกต่างอีกข้อหนึ่ง นั่นคือการซึมซาบเข้าไปในพระเจ้านั้นเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของผู้ที่มุ่งมั่นในด้านลี้ลับทุกคน แต่ซูฟีไม่ได้ถือว่าพระเจ้าเป็นจักรวาลหรือจักรวาลคือพระเจ้าเหมือนดังในศาสนาอื่นๆ เขาเชื่อว่าจักรวาลไม่มีอยู่โดยตัวนั่นเอง แต่พระเจ้าทรงสร้างมันขึ้นจากความไม่มีอะไร
คัมภีร์อัล-กุรอานกล่าวว่า “ทุกสิ่งย่อมสูญสลายไปนอกจากพระเจ้า” ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงเป็นนิรันดร์จึงไม่อาจเป็นสิ่งเดียวกับจักรวาลซึ่งไม่เป็นนิรันดร์ได้
ในลัทธิแพนเธอิสม์หรือลัทธิที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในทุกหนทุกแห่งมีความเชื่อว่ามีการอวตารจุติมาเกิดใหม่หรือการถ่ายทอดดวงวิญญาณจากร่างหนึ่งภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่งอีกร่างหนึ่งซึ่งผิดกับอิสลาม
การอวตาร (Incarnation) ของสิ่งหนึ่งในอีกสิ่งหนึ่งนั้นแสดงให้เห็นความมีอยู่ของสิ่งที่มีอยู่จริงๆ สองสิ่งที่แยกกันหรือแตกต่างกัน อันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และผิดวิสัยในกรณีของพระเจ้า







