INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วันที่รำลึกถึงดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ : นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และคนยากจน  

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

วันที่รำลึกถึงดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ :

นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และคนยากจน

 

วันที่ 15 มกราคม เป็นวันรำลึกถึง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ ท่านเกิดวันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1929 และถูกสังหารวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1968 ด้วยอายุเพียง 39 ปีเท่านั้น ด้วยมือปืนชาวผิวขาว

ดร.คิง มีบทบาทสำคัญในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยท่านเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแก่คนผิวดำ และคนผิวสีอื่นๆ นอกจากนี้ท่านยังต่อสู้เพื่อคนยากจน ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนขูดรีด

ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าสหรัฐอเมริกาในสมัยของท่านนั้น คนผิวดำถูกกดขี่ข่มเหง และไร้สิทธิโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในรัฐทางใต้ของสหรัฐฯอย่างเทนเนสซี อลาบามา จอร์เจีย เป็นต้น

ขนาดจะนั่งรถเมล์ก็ต้องมีการแยกชั้นห้องน้ำก็แบ่งแยก บาร์สถานที่สาธารณะอื่นๆ แม้แต่ชายหาดก็ยังมีการกีดกันแบ่งแยกคนผิวสี

            เท่านั้นยังไม่พอยังมีกลุ่มหัวรุนแรงผิวขาวที่ถือตนว่าเหนือกว่าและเป็นเจ้าของประเทศ เข่นฆ่าทารุญ โดยใช้สมาคมลับที่เรียกว่า KLU KLUG KLAN แต่งชุดไอ้โม่ง มีกางเขนไฟเป็นสัญลักษณ์คอยออกมาอาละวาด โดยตำรวจผิวขาวที่คุมอำนาจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ในยุคนั้นคนขาวที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรแตสแตนท์ จำนวนมากถือว่าตนเองเหนือกว่าคนผิวสี โดยอ้างพระเจ้า ส่วนคนผิวสีซึ่งจำนวนมากก็นับถือศาสนาคริสต์ด้วยเช่นกัน แต่คนละนิกาย ถูกจัดเป็นคนชั้นต่ำ แม้ว่าสงครามกลางเมืองจะยุติมาแล้วนับร้อยปี ด้วยความขัดแย้งเรื่องทาสผิวดำก็ตาม แต่ความรู้สึกของคนขาวโดยเฉพาะในรัฐทางใต้ก็ยังไม่จางหายไป ว่าตนนั้นเหนือกว่า

            แม้ว่าดร.คิงจะนำการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อความเท่าเทียม จนรัฐบาลกลางในสมัยจอห์นเอฟ เคเนดี ต้องดำเนินการใช้กำลังบีบบังคับผู้ปกครองท้องถิ่นในรัฐต่างๆที่ดำเนินนโยบายเหยียดผิว เลือกปฏิบัติจนราบคาบไปแล้ว

แต่ความรู้สึกเหนือกว่าของคนผิวขาวบางกลุ่มก็ยังคงฝังแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นการที่โดนัล ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ก็เพราะมีนโยบายสนับสนุนการเหยียดผิว จึงได้รับการตอบรับจากกลุ่มคนผิวขาวขวาจัดอย่างท่วมท้น

การเลือกปฏิบัติของคนผิวขาวในสหรัฐฯนี้ แม้จะไม่ทำโดยโจ่งแจ้งแต่ก็มีอยู่โดยทั่วไป เช่น ตำรวจผิวขาวมักจะปฏิบัติการรุนแรงกับผู้ต้องสงสัยผิวดำ จนถึงขั้นยิงหรือเอาเข่ากดคอจนขาดอากาศหายใจหลายราย จนเป็นเหตุทำให้มีการประท้วงใหญ่โตและเกิดจลาจลการโจรกรรม และเผาสถานที่ขึ้นหลายครั้งโดยคนผิวดำ

แน่นอนคนผิวดำจำนวนไม่น้อยมีประวัติหรือพฤติกรรมเป็นอาชญากร ซึ่งมันคงไม่ได้เกิดจากกมลสันดานล้วนๆ แต่สภาพแวดล้อมทั่วไปที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น การศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์ การขาดโอกาสได้งานดี ความยากจนต้องอยู่ในแหล่งสลัม การถูกครอบงำโดยแก๊งค้ายาเสพติดที่แพร่ระบาดในละแวกบ้าน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประพฤติผิด

            แต่เขาก็ควรได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการทางกฎหมายหากทว่าพวกเขากลับถูกปฏิบัติในทางตรงข้าม ด้วยอคติเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ และรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นกองกำลัง ตั้งแต่สมัยหลังที่ดร.คิงถูกสังหาร ก็มีการจัดตั้งกลุ่ม Black Panther (เสือดำ) ที่นิยมความรุนแรง จนรัฐบาลกลางได้เข้าไปจัดการทำลายและจับกุมจนสลายไป

            กระนั้นก็ตามในปัจจุบันก็ยังมีการจัดตั้งกลุ่มหัวรุนแรงผิวดำ คือกลุ่ม ANTIFA ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มซ้ายตกขอบ และต่อมาก็ยังมีกลุ่ม Black Life Matter (BLM) ที่เกิดจากการวมตัวประท้วงตำรวจที่ทำเกินกว่าเหตุกับผู้ต้องสงสัยชาวผิวดำจนเสียชีวิต

ในทางตรงข้ามวิวัฒนาการของกลุ่มขวาตกขอบชาวผิวขาวก็ยิ่งขยายตัวไปใหญ่โตขึ้น โดยมีเบื้องหลังที่สนับสนุนโดยนักการเมืองบางคนและสมาชิกคลูคลักแคลน ถึงขนาดมีการติดอาวุธร้ายแรงซึ่งกฎหมายของสหรัฐฯไม่ได้ห้าม แม้จะมีการควบคุมบ้างในการขออนุญาตในบางรัฐ

            ดังนั้นเมื่อทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี กลุ่มขวาสุดโต่งหัวรุนแรงนี้ก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน และนำมาสู่การก่อจลาจลบุกยึดรัฐสภา เพื่อประท้วงการเลือกตั้งที่ทรัมป์อ้างว่าถูกโกง แต่ไม่อาจพิสูจน์ได้

ในการนี้มีผู้เสียชีวิตไปหลายคน และถูกจับอีกนับร้อยแต่กำลังตำรวจ และกองกำลังรักษาดินแดนสามารถจัดการได้อยู่

ทรัมป์เองพยายามใช้การยั่วยุ และอำนาจที่มีเพื่อจะล้มการเลือกตั้งให้ได้จนนาทีสุดท้าย

ความเสียหายที่ทรัมป์ก่อนี้นับว่าเป็นบาดแผลลึกที่ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงของคนคิดต่าง

หากระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯไม่มีระบบที่เข้มแข็งมีการถ่วงดุลอำนาจ และบุคลากรของรัฐต่างยึดมั่นในหน้าที่ของตนเอง ซึ่งถ้าเกิดในประเทศโลกที่ 3 ป่านนี้คงจบไปแล้ว กองทัพคงออกมายึดอำนาจแน่นอน

อย่างไรก็ตามแม้ทรัมป์จะพ้นตำแหน่งไปแล้วโดยรอดจากการถูกปลดหวุดหวิดเพราะเวลาไม่พอ แต่วุฒิสภาก็มีแผนจะปลดเขาภายหลัง แม้ว่าทรัมป์จะมีแผนมาลงเลือกตั้งในสมัยหน้าก็ตาม

ถามว่ามีโอกาสไหม ตอบว่าเป็นไปได้ แม้พรรครีพับลิกันอาจจะไม่ส่งเขาเข้าชิง เขาก็อาจลงอิสระได้ด้วยทุนสนับสนุนไม่น้อย ที่สำคัญคือยังมีแฟนคลับขวาจัดอยู่อีกจำนวนนับล้านที่หนุนเขาอยู่

กลับมาพูดถึงแนวคิดของดร.คิง ในเรื่องนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ดร.คิง เห็นว่าสหรัฐฯควรจะสนับสนุนการปฏิวัติทั่วโลก โดยยืนอยู่ข้างคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากระบอบเผด็จการ และนายทุนผูกขาดที่สร้างความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนคนยากคนจน

ถ้ามองในแง่นี้ก็ต้องบอกว่าแนวนโยบายต่างประเทศของดร.คิง คงไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครต หรือพรรครีพับลิกัน เพราะทั้งสองพรรคต่างก็รับใช้นายทุน อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ทั้งพลังงาน เทคโนโลยีอุตสาหกรรม อาวุธ หรืออุตสาหกรรมข้ามชาติอื่นๆ ซึ่งต่างก็มีผลประโยชน์ที่จะไปกอบโกยทรัพยากรและกอบโกยกำไรจากการลงทุนกลับประเทศ

ทว่าความมั่งคั่งนี้มิได้ตกไปถึงประชาชนคนยากจน โดยทั่วไปแต่ไปกระจุกตัวอยู่กับนายทุนและชนชั้นปกครองที่นับวันจะสะสมความร่ำรวยมากขึ้น

ดังนั้นต้องบอกว่าทรัมป์ ยังดีกว่าประธานาธิบดีท่านอื่นตรงที่พยายามเน้นแก้ปัญหาภายในประเทศ มากกว่าการส่งทหารไปรุกรานประเทศอื่น แต่สหรัฐฯก็คงหนีไม่พ้นการไปสร้างสงครามเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนภายในประเทศและนักการเมืองที่ไม่รู้จักพอต่อไป

นี่ก็คือความบิดเบี้ยวของประชาธิปไตยในสหรัฐฯที่มีรัฐลีก (Deep State) คอยกำกับอยู่ หากไม่มีการแก้ไขวันหนึ่งอาจเกิดการจลาจลใหญ่ เพราะไฟจะเริ่มลุกลามจากความแตกแยกของชนในชาตินั่นเอง

ถามว่าประธานาธิบดีคนใหม่ โจ ไบเดน จะเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศตามแนวของเดโมแครตหรือไม่ คำตอบคือคงไม่แต่อาจจะเนียนขึ้น อะไรที่ดูก้าวร้าวแบบทรัมป์ก็คงจะถูกนำไปปรับปรุงใหม่ให้ดูนุ่มนวล ก็เท่านั้นแหละครับ
          ความฝันของดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ก็คงเป็นความฝันต่อไป

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *