jos55 instaslot88 Pusat Togel Online มาร์วิน โบเวอร์ บิดาของการให้คำปรึกษาทางการบริหารสมัยใหม่ - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

มาร์วิน โบเวอร์ บิดาของการให้คำปรึกษาทางการบริหารสมัยใหม่

มาร์วิน โบเวอร์ บิดาของการให้คำปรึกษาทางการบริหารสมัยใหม่

เราจะมีบริษัทไม่กี่บริษัทภายในอุตสาหกรรมอะไรก็ตามที่ได้สร้างชื่อเสียงความเป็นผู้นำ เหมือนกับที่แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี มีอยู่ภายในโลกของการให้คำปรึกษาทางการบริหาร แต่ละปีนักศึกษที่ดีและฉลาดที่สุดจากมหาวิทยาลัยที่มชื่อเสียงจะแข่งขันกันเพื่อที่จะเข้าร่วมกับบริษัท นักศึกษาเหล่านี้รู้ว่าพวกเขาจะได้รับการฝึกอบรมที่เหนือกว่า วิเคราะหข้อปัญหาที่ล้ำหน้ากับบริษัทใหญ่ที่สุดของโลกและรัฐบาล และสามารถใช้ชื่อแมคคินซีย์กับประวัติการทำงานของพวกเขาได้ พวกเขาสามารถตอบได้อย่างฉลาดที่ซีอีโอและผู้บริหารอาวุโสของบริษัทฟอร์จูน 500 ได้ผ่านแมคคินซีย์ตามทางไปสู่ผู้บริหารสูงสุด ภายในประวัติ 92 ของบริษัท แมคคินซีย์ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกด้วยสำนักงาน 128 แห่งทั่วโลก บุคคลมากกว่า 27,000 คน และรายได้ต่อปีมากกว่า 10 พันล้านเหรียญ
ปัจจุบันแมคคินซีย์ได้ให้คำปรึกษาแก่ 100 บริษัทของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของโลก 150 บริษัท วารสารบิสซิเนส วีค ค.ศ 1987 ได้เรียกมาร์วิน โบเวอร์ และเอ็ดวิน บูซ ผู้ก่อตั้งบูซ อัลเล็น แฮมิลตัน ว่าเป็นบุคคลสองคนที่รับผิดชอบมากที่สุดต่อการเจริญเติบโตของการให้คำปรึกษาทางการบริหารภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แจ็ค สวีนีย์ บรรณาธิการของคอนซัลติ้ง แมกกาซีน ได้กล่าวว่านักประวัติศาสตร์ธุรกิจได้ยกย่องมาร์วิน โบเวอรเป็น “บิดาของวิชาชีพการให้คำปรึกษา”
แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี คือ บริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารทั่วโลก บริษัทได้ถูกก่อตั้งภายในชิคาโกโดยเจมส์ โอ. แมคคินซีย์ นักวิชาการทาง
การบัญชี มหาวิทยาลัยชิคาโก เมื่อ ค.ศ 1962 แมคคินซีย์ ได้พิมพ์
วารสารแมคคินซีย์ ควอเตอร์ลี ตั้งแต่ ค.ศ 1964 เขาได้มีแนวคิดภายหลังจากได้มองเห็นซัพพลายเออร์ทางทหารที่ขาดประสิทธิภาพในขณะที่ทำงานให้กับกองทัพอเมริกัน บริษัทได้เรียกตัวเองว่า “บริษัทการบัญชีและการบริหาร” และได้เริ่มต้นการให้คำแนะนำต่อการใช้หลักการบัญชีเป็นเครื่องมือทางการบริหาร หุ้นส่วนคนแรกของแมคคินซี่ยคือ ทอม คาร์นีย์ ว่าจ้างเมื่อ ค.ศ 1929 และมาร์วิน โบเวอร์ ว่าจ้างเมื่อ ค.ศ 1933 ภายในเวลาไม่กี่ปีแรก บริษัทได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้เริ่มต้นพัฒนาสายสัมพันธ์ท่ามกลางบริษัท เจมส์ แมคคินซีย์ เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 1937 และบริษัทได้ปรับปรุงโครงสร้างหลายครั้ง
มาร์วิน โบเวอร์ ได้ถูกยกย่องกับการสร้างวัฒนธรรมและการปฏิบัติของแมคคินซีย์ บนพื้นฐานของหลักการที่เขามีประสบการณในฐานะของนักกฏหมาย
บริษัทได้กำหนดนโยบาย “ขึ้นหรือออก” ที่ปรึกษาที่ไม่ถูกเลื่อนตำแหน่งจะถูกขอให้ออกไป แมคคินซีย์ จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางการบริหารรายแรกที่ว่าจ้างผู้เพิ่งจบมหวิทยาลัยไม่ใช่ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ เมื่อ ค.ศ 1980 และ ค.ศ 1990 บริษัทได้ขยายตัวระหว่างประเทศ บริษัทจะมีบุคคล 88 คนเมื่อ ค.ศ 1952 7,700 คนเมื่อต้น ค.ศ 2000 และ 27,000 คนเมื่อ ค.ศ 2018
มาร์วิน โบเวอร์จะเป็นบุคลิกภาพของแมคคินซีย์ เพื่อที่จะเข้าใจแมคคินซีย์ เราจะต้องเข้าใจมาร์วิน โบเวอร์ก่อน แม้ว่าแมคคินซีย์ จะถูกก่อตั้งโดยเจมส์ แมคคินซีย์ วิญญานและวัฒนธรรมของบริษัทจะเป็นผลลัพธ์ของความลุ่มหลงของมาร์วิน โบเวอร์ Mckinsey’s Marvin Bover จะเป็นหนังสือเล่มหนึ่งโดย
อลิซาเบธ ฮาส เอ็ดเดอร์ไชม์ หุ้นส่วนหญิงคนแรกของแมคคินซีย์ หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับมาร์วิน โบเวอร์ ผู้นำที่มีวิสัยทัศนของแมคคินซีย์ เขาได้ปฏิรูปบริษัทจากการปฏิบัติทางการบัญชีและวิศวกรรมให้กลายเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก และเขาได้ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ก่อตั้งการปรึกษาทางการบริหาร ภายหลังจากเจมส์ แมคคินซีย์เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 1937 มาร์วิน โบเวอร์ได้ควบคุมแขนนิวยอร์คของบริษัท และมันได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานีเมื่อ ค.ศ 1939 ยี่สิบสี่ปีต่อมา เมื่อมาร์วิน โบเวอร์ อายุ 60 ปี เขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของบริํษัทให้เป็นตราสินค้าที่มีพลังของโลกตราบเท่าทุกวันนี้
มาร์วิน โบเวอร์ ได้คิดค้น “ภาพบุคคล” ของแมคคินซีย์ บุคคลนี้จะเป็นบุคคลบางคนที่ควรจะ “ไม่เห็นแก่ตัว” เตรียมตัวที่จะเสียสละเงินและความรุ่งเรืองส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ของการสร้างบริษัทที่เข้มแข็ง ไม่เคยใช้เครดิตทางสังคม และเชื่อมั่นหรือรอบคอบอยู่เสมอ มาร์วิน โบเวอร์จะเชื่อมั่นภายในวิชาชีพ บางสิ่งบางอย่างที่เขารู้สึกว่าเป็นมาตรฐานที่สูงกว่าจริยธรรม เขาจะทำได้อย่างที่พูดด้วย เมื่อเขาได้เกษียณ ค.ศ 1963 เขาได้ตัดสินใจที่จะขายหุ้นของเขากลับคืนบริษัท ณ ราคาตามบัญชี การไม่ยอมรับมูลค่าที่รับประกัน ถ้าเขาได้ตัดสินใจที่จะขายหุ้นต่อประชาชน หรือขายแก่บริษัทที่ใหญ่กว่า
ภายหลังจากที่มาร์วิน โบเวอร์ ได้ก้าวลงมาเมื่อ ค.ศ 1967 รายได้ของบริษัทได้ลดลง คู่แข่งขันรายใหม่เหมือนเช่นบอสตัน คอนซัลทิ้ง กรุป และเบน แอนด์ คอมพานี ได้สร้างการแข่งขันต่อแมคคินซีย์ด้วยการตลาดผลิตภัณฑ์ตราสินค้าเฉพาะ เช่น ตารางบีซีจี
หุ้นส่วนคนหนึ่งได้กล่าวว่า ความสนุกสนานของการทำงาน ณ แมคคินซี่ย์ คือ
ว่าเราจะไม่เคยรู้สึกจำเป็นต้องพูดอะไรก็ตามที่ไม่เป็นอย่างนั้น บางครั้งความซื่อสัตย์ที่สูงได้นำมาร์วิน โบเวอร์ไปสู่การสรุปที่ขวานผ่าซาก ครั้งหนึ่ง ณ การนำเสนอรายละเอียดแก่บริษัทผู้ใช้บริการ เขาได้ตะโกนไปยังซีอีโอ “ปัญหาที่แท้จริงของบริษัทนี้คือคุณ” การมอบหมายงานได้ถูกยกเลิกไป แต่มาร์วิน โบเวอร์ ไม่ได้กังวลอะไรเลย

นานหลายปีที่ธุรกิจการให้คำปรึกษาทางการบริหารได้ถูกยึดครองโดยบริษัทหนึ่ง พวกเขาได้ให้คำแนะนำบริษัทใหญและประเทศใหญ่เกี่ยวกับกลยุทธ์ระดับสูง บริษัทนั้นคือ แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี บริษัทได้ถูกสร้างโดยบุคคลหนึ่ง ไมใช่เจมส์ โอ. แมคคินซีย์ บุคคลที่มีชื่อแขวนไว้บนประตูหน้า แต่จะเป็นมารวิน โบเวอร บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อบริษัทภายใน 65 ปี ตั้งแต่การเสียชีวิตของเจมส์ โอ. แมคคินซีย์
มาร์วิน โบเวอร์ ได้สร้างโมเดลของการให้คำปรึกษาตามแนวของสำนักงานกฏหมายวิชาชีพ การสร้างค่านิยมเพื่อที่จะนำทาง ตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการจะต้องมาก่อนการเจริญเติบโตทางรายได้ของบริษัท วิถีทางการให้คำปรึกษาของเขาจะได้รับอ้ทธิพลอย่างมากจากวิชาชีพกฏหมาย การเลือกอาชีพอย่างแรกของเขา มาร์วิน โบเวอร์ เกิดที่ซินซินแนติ โอไฮโอ เมื่อ ค.ศ 1903 และใช้ชีวิตวัยเด็กของเขาภายในคลีฟแลนด์ เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์เมื่อ ค.ศ 1925 และจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ด้วย เขาได้ไปสมัครทำงานที่สำนักงานกฏหมายภายในคลีฟแลนด์ แต่เกรดของเขาไม่ดีพอ ดังนั้นเขาได้กลับไปศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮารวาร์ด และไดัรับเอ็มบีเอ
มาร์วิน โบเวอร์ ชอบที่จะว่าจ้างนักศึกษาวัยหนุ่มสาวที่จบเอ็มบีเอ – หลายคนมาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วา์รด – ไม่ใช่ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ ดังนั้นเขาสามารถปลูกฝังพวกเขาด้วยลักษณะพื้นฐานทางสังคมร่วมกันของกลุ่มคนของแมคคินซี่ย์ บรรดาหลักการที่ผู้รับการฝึกอบรมของแมคคินซีย์ได้รับรู้จากมารวิน โบเวอร์ จะเป็นการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดและความสม่ำเสมอของการนำเสนอ เส้นประและจุดไข่ปลาจะถูกห้ามภายในรายงานแก่ลูกค้า และจนกระทั่งตัน ค.ศ 1960 บุคคลทุกคนของแมคคินซีย์ ได้ถูกคาดหวังให้ใส่หมวก เพราะว่าผู้ใช้บริการจะเป็นผู้บริหารสูงสุดที่ใส่หมวกด้วย เมื่อมาร์วิน โบเวอร์ ได้รับรู้ว่าแฟชั่นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เขาจะมาที่สำนักงานโดยไม่ใส่หมวก
แมคคินซีย์ยุคต้นกำเนิดของพวกเขาเริ่มต้นจาก ค.ศ 1925 แต่บริษัทได้ถูกสร้างใหม่โดยมาร์วิน โบเวอร์ภายในนิวยอร์คเมื่อ ค.ศ 1939 และได้เจริญเติบโตภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา ด้วยการเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศของที่ปรึกษา 7,000 คน การให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 150 บริษัทของโลกและรัฐบาลของหลายประเทศ ผู้ใช้บริการของบริษัทจะมีทั้งไอบีเอ็ม เจ็นเนอรัล มอเตอร์ และแบงค์ ออฟ อิงค์แลนด์ จนถึงองค์การนาซ่า และกระทรวงการคลังของเยอรมัน
ิ ภายในช่วงการตกต่ำทางเศรษฐกิจ ค.ศ 1930 “วิศวกรรมการบริหาร” – ตามที่รู้จักกัน – ได้ถูกมองด้วยข้อสงสัยบางอย่าง ความหมายที่นิยมแพร่หลายอย่างหนึ่ง ที่ปรึกษาจะเป็น “บุคคลที่ยืมนาฬิกาของเราที่จะบอกเวลาแก่เรา” ความสำเร็จของมาร์วิน โบเวอร์ภายในยุคหลังสงครามคือ การเปลี่ยนแปลงการให้คำปรึกษาให้เป็นวิชาชีพไม่ใช่ธุรกิจ มาตรฐานที่เหนือกว่าของเขาได้กำหนดเส้นทางที่บริษัทของเขาเองและบริ็ษัทอื่นจะเจริญเติบโตด้วยความเคารพและอำนาจ
วิถีทางของเขาจะอยู่บนพื้นฐานของการค้นหาการตรวจสอบปัญหาที่เฉพาะของบริษัทผู้ใช้บริการแต่ละบริษัท ไม่ใช่การรับรองข้อแก้ปัญหาของตัวเอง
เขาเชื่อว่าที่ปรึกษาควรจะใช้ความเคร่งครัดคล้ายกับนักกฏหมาย การให้ผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการมาก่อนของพวกเขาเอง การรับงานที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางบวกเท่านั้น
มารวิน โบเวอร์ ได้ถูกยกย่องกับการสร้างค่านิยมและหลักการของแมคคินซี่ย์ ค.ศ 1937 เขาได้กำหนดกฏว่าที่ปรึกษาควรจะให้ผลประโยชนของผู้ใช้บริการมาก่อนรายได้ของแมคคินซี่ย์ ไม่อภิปรายเรื่องส่วนตัวของผู้ใช้บริการ บอกข้อเท็จจริงแม้ว่าจะขัดแย้งกับความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ และปฏิบัติงานที่ทั้งจำเป็นและแมคคินซีย์สามารถทำได้ดี มาร์วิน โบเวอร์ ได้สร้างหลักการของบริษัทของการทำงานกับซีอีโอเท่านั้น เขาได้สร้างหลักการแมคคินซี่ย์ของการทำงานกับลูกค้าที่บริษัทรู้สึกว่าจะทำตามคำแนะนำเท่านั้น
มาร์วิน โบเวอร์ ได้สร้างภาษาของบริษัทด้วย แมคคินซีย์จะเรียกตัวเองว่า “สำนักงาน” และบุคคลว่า “สมาชิก”
แมคคินซีย์ ได้กล่าวว่าที่ปรึกษาไม่ได้ถูกจูงใจด้วยเงิน บริษัทจะมีนโยบายต่อต้านการอภิปรายสถานการณ์ของผู้ใช้บริการ แมคคินซี่ย์จะไม่ใช้การโฆษณา ที่ปรึกษาไม่คิดที่จะ “ขาย” การบริการของพวกเขา ที่ปรึกษาของแมคคินซีย์ได้ถูกคาดหวังให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ที่ปรึกษาของแมคคินซีย์ จะพิมพ์หนังสือ การวิจัย และบทความเกี่ยวกับธุรกิจและการบริหารอยู่เสมอ บริษัทได้ใช้เงิน 50 – 100 ล้านเหรียญต่อปีกับการวิจัย แมคคินซีย์ได้ก่อตั้งมูลนิธิของการวิจัยทางการบริหารเมื่อ ค.ศ 1955 บริษัทได้เริ่มต้นพิมพ์วารสารทางธุรกิจฉบับหนึ่ง แมคคินซี่ย ควอเตอรรีย์ เมื่อ ค.ศ 1964 ที่ปรึกษาหลายคนได้มีส่วนช่วยต่อฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว ที่ปรึกษาของแมคคินซี่ย์ได้พิมพ์หนังสือสองเล่มเท่านั้นตั้งแต่ ค.ศ 1960 – 1980 ต่อจากนั้นมากกว่า 50 เล่มตั้งแต่ ค.ศ 1980 – 1996 สิ่งพิมพ์และการวิจัยของแมคคินซีย์ได้สร้างภาพลักษณ์ “กึ่งวิชาการ” แก่บริษัท
หนังสือที่มีชื่อเสียงมากเล่มหนึ่งของแมคคินซี่ย์ “In Search of Excellence” โดยโทมัส ปีเตอร์ และโรเบิรต วอเตอร์แมน ที่ปรึกษาของแมคคินซี่ย์
พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1982 หนังสือเล่มนี้ได้แสดงคุณลักษณะแปดข้อของบริษัทที่บรรลุความสำเร็จ 43 บริษัท การแสดงถึงการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของแมคคินซี่ยไปสู่ด้าน “อ่อน” ของการบริหาร เช่น ค่านิยมร่วม In Search of Excellence ได้กลายเป็นหนังสือที่นิยมแพร่หลายเท่ามกลางผู้บริหารธุรกิจ เพราะว่ามันอ่านได้ง่าย วางตลาดได้ดี และข้อความสำคัญจะมีหลักฐาน แต่กระนั้นนักวิชาการจะไม่ชอบ เนื่องจากวิธีการวิจัยจะไม่ถูกต้อง นอกจากนี้การวิเคราะห์ของวารสารบิสซิเนส วีค ได้พบว่าบริษัทหลายบริษัทที่ได้ระบุว่า “ดีเด่น” ภายในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บรรลุเกณฑ์เพียงสองปีต่อมาเท่านั้น
เมื่อบุคคลพูดถึงบริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาจะอ้างถึง “เอ็มบีบี” เอ็มบีบี จะเป็นอักษรย่อบริษัทที่ปรึกษาใหญ่ที่สุดสามบริษัทโดยใช้รายได้ แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ็ป และเบน แอนด์ คอมพานี
ได้ถูกเรียกรวมกันว่าเอ็มบีบี หรือ “บิ้กทรี” เอ็มบีบีจะเป็นบริัษัทสามบริษัทการให้คำปรึกษาทางกลยุทธ์ที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลมากที่สุดของโลก พวกเขาได้ถูกมองว่าเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมการให้คำปรึกษา การกำหนดค่าบริการสูงสุด
การจ่ายเงินเดือนสูงสุด และที่สำคัญพวกเขาจะมีบุคคลที่เก่งที่สุด
บริษัทสามบริษัทเหล่านี้จะเป็นบิ้กทรีต้นกำเนิด และเบนและบีซีจี ได้ถูกพิจารณาโดยบุคคลส่วนใหญ่ว่าเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของแมคคินซี่ย์
พวกเขาจะมีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นประเภทของผู้ใช้บริการ ประเภทของงานที่พวกเขาทำ และเงินเดือนและชีวิตการทำงานของบุคคลของพวกเขาจะใกล้กันมากกว่าบริษัทอื่น
แต่ถ้าเรามองในแง่ของขนาด ความกว้าง และการเข้าถึง แมคคินซีย์จะเป็นผู้นำตลาดอย่างเห็นได้ชัดอยู่เสมอ ในฐานะที่เกิดหลังสุดของบริษัทสามบริษัท เบน แอนด์ คอมพานี ได้พุ่งพรวดอย่างสม่ำเสมอของเอ็มบีบี และการขาดประสบการณ์ของบริษัทได้ถูกชดเชย ด้วยการเสี่ยงภัยสูงและการรุกคืบทางความแตกต่างของตลาด โดยทั่วไปบีซีจีจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างกลาง – แข่งขันกับทั้งแมคคินซีย์และเบนด้วยการโจมตีความสมดุลของความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อเสนอการขาย พวกเขาจะสร้างสรรค์มากว่าแมคคินซี่ย์ และประสบการณ์มากกว่าเบน
เมื่อ ค.ศ 2019 แมคคินซี่ย์ จะมีบุคคลมากกว่า 27,000 และบีซีจีเกือบ 20,000 คน ทั้งแมคคินซี่ย์และบีซีจี จะเจริญเติบโตด้วยอัตราการขยายตัวมากกว่า 10% ต่อปี ดูแล้วน่าประทับใจเพราะว่าอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะประมาณ 2 ถึง 3%
เนื่องจากขนาดของบริษัทที่แตกต่างกัน บีซีจีจะคล้ายกับการรวมกันของสำนักงานทั่วโลกที่มีวัฒนธรรมเฉพาะ แต่ยังคงสอดคล้องกันอย่างเข้มแข็ง เมื่อเปรียบเทียบกัน แมคคินซีย์จะคล้ายกับสำนักงานเดียว ถ้อยคำว่า “สำนักงานเดียว” ได้ถูกสลักไว้กับค่านิยมของแมคคินซีย์ และเป็นถ้อยคำโดยท้่วไปที่ถูกกล่าวซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าภายในบริษัท แมคคินซี่ย์ “สำนักงานเดียว” ต่อสู้กับ วัฒนธรรมสำนักงานท้องที่ของบีซีจี
บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ้ป ได้เริ่มต้นไม่ใช่เป็นเพียงบริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารอีกบริษัทหนึ่ง แต่จะเป็นผู้บุกเบิกของวิถีทางใหม่และกล้าหาญที่จะดำเนินงานบริษัท บริษัทได้ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1963 โดยบรูซ เฮนเดอร์สัน ศิษย์เก่าจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนหน้านี้เขาจะทำงานอยู่ที่อาร์เธอร์ ดี ลิตเติ้ล เมื่อ ค.ศ 1973 บิลล์ เบล และบุคคลอื่นได้ออกจากบีซีจี และได้สร้างบริษัทที่ปรึกษา เบน แอนด์ คอมพานี ของพวกเขาเองขึ้นมา
เมื่อ ค.ศ 1964 บรูซ เฮนเดอร์สัน ได้พัฒนาวิถีทางใหม่ทางการตลาดของบริษัทที่ปรึกษา : Perspective บทความเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่สรุปและเร้าใจ บีซีจีได้พิมพ์เรียงบทความเหล่านี้ด้วยรูปแบบโบชัวร์ที่ใช้สะดวก มันจะเล็กเพียงพอที่จะสบายพอดีกับ
กะเป๋าเสื้อโค้ทของผู้บริหาร เริ่มแรก Perspective จะเป็นเพียงบทความที่ตัดตอนมาจากความคิดของสิ่งพิมพ์อื่นที่มีรูปแบบที่ใช้งานได้น้อย ในไม่ช้าบรูซ เฮนเดอร์สัน
ได้นำเสนอความคิดใหม่ของพวกเขาเอง เช่น ตารางการเจริญเติบโต-ส่วนแบ่ง และการแข่งขันบนพื้นฐานเวลา สิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ความดึงดูดที่ผู้บริหารไม่
เคยเห็นจากที่ไหนเลย
เครื่องมือทางการปฏิรูปอย่างแรกของบรูซ เฮนเดอร์สัน ที่ได้แนะนำเมื่อ ค.ศ 1966 จะถูกเรียกว่า “เส้นประสบการณ์” ภายในการวิเคราะหต้นทุนแก่ผู้ผลิต
เซมิคอนดัคเตอร์ที่สำคัญรายหนึ่ง บรูซ เฮนเดอร์สัน ได้ค้นพบว่าต้นทุนต่อหน่วยได้ลดลงอย่างต่อเนื่องประมาณ 25% ต่อแต่ละการเพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่าของปริมาณที่บริษัทได้ผลิต
พวกเขาได้เรียกความสัมพันธ์นี้ว่าเส้นประสบการณ์ แนวคิดเส้นประสบการณ์ของบีซีจี จะเหมือนกับหลักการเศรฐศาสตร์ที่มีอยู่แล้วคือ เส้นการเรียนรู้ คนงานที่ใช้มือทำงานซ้ำจะทำให้เกิดการลดลงที่คาดคะเนได้ของต้นทุนแรงงาน
แบบแผนอย่างเดียวกันได้ปรากฏภายในการศึกษาผลิตภัณฑ์จำนวนมาก การนำไปสู่ข้อสรุปและการใช้เส้นประสบการณ์อย่างกว้างขวาง แนวคิดของเส้นประสบการณ์ – ความเป็นผู้นำทางส่วนแบ่งตลาดจะสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันทางต้นทุน – ได้กลายเป็นส่วนที่สำคัญของกลยุทธ์สมัยเดิม บีซีจี ได้สรุปว่าบริษัทยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าไรภายในการผลิต
ผลิตภัณฑ์บางอย่าง ต้นทุนของการผลิตจะยิ่งลดลงเท่านั้น ตรรกะเบื้องหลังของเส้นประสบการณคือ เมื่อธุรกิจได้เจริญเติบโต พวกเขาจะได้ประสบการณ์ ประสบการณ์นั้นจะสร้างข้อได้ทางการแข่งขัน “ผลกระทบทางประสบการณ์”
ของต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง จะเป็นความเข้มแข็งต่อธุรกิจใหญ่ที่บรรลุความสำเร็จ – ผู้นำตลาด
เส้นประสบการณจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงเมื่อบริษัทมีประสบการณ์ทางการผลิต ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของบริษัทจะลดลงด้วยจำนวนที่คาดคะเนได้ โดยทั่วไป 20 ถึง 30% ต่อแต่ละการเพิ่มเป็นสองเท่าของประสบการณ์ หรือ
ปริมาณการผลิตสะสม บรูซ เฮนเดอร์สัน ได้เสนอแนะว่าความเป็นผู้นำทางส่วนแบ่งตลาดจะสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะว่าบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสามารถสะสมประสบการณ์ที่มีคุณ่ค่าได้รวดเร็วมากขึ้น และบรรลุข้อได้เปรียบทางต้นทุนเหนือกว่าคู้่แข่งขัน
เครื่องมือที่สำคัญอย่างที่สองที่ได้ถูกแนะนำเมื่อ ค.ศ 1960 คือตารางการเจริญเติบโต-ส่วนแบ่ง : ตารางบีซีจี บีซีจีได้สร้างและแพร่หลายตารางการเจริญเติบโต-ส่วนแบ่งที่เรียบงาย เพื่อที่จะช่วยบริษัทใหญ่ภายในการตัดสินใจที่จะจัดสรรเงินสดท่ามกล่างหน่วยธุรกิจอย่างไร ภายในตารางบีซีจีสี่ช่อง บริษัทจะถูกแยกประเภทหน่วยธุรกิจเป็น ดาวรุ่ง วัวเงิน ปรัศนีย์ และสุนัข และจากนั้นจัดสรรเงินสดให้สอดคล้องกัน การจัดสรรเงินสดจากวัวเงิน ไปสู่ดาวรุ่ง และปรัศนีย์ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตของตลาดสูง

นานมาแล้วผู้นำธุรกิจจะรู้โดยธรรมชาติ สิ่งที่นักวิชาการต่อมาได้รับรู้และเรียกชื่อว่า วัฒนธรรมบริษัท วัฒนธรรมบริษัทได้ถูกอธิบายย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1966 โดยแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี
มาร์วิิน โบเวอร์ กรรมการผู้จัดการ ว่าเป็น “วิถีทางที่เราทำอะไรกัน ณ ที่นี่” ภายในหนังสือ 1966 The Will to Manage ถ้อยคำเหล่านี้ได้ช่วยสร้างบทบาทของวัฒนธรรมบริษัท และทำให้ความมุ่งหมายของมันแข็งแรง 50 ปีต่อมา
มาร์วิน โบเวอร์ ได้นำเสนอมุมมองที่ยิ่งใหญ่ต่อความสำคัญของปรัชญาของบริษัทต่อการขับเคลื่อนความสำเร็จของบริษัทและการสร้างวัฒนธรรม การกำหนดปรัชญาของบริษัทจะเป็นความพยายามจากบนลงล่าง ปรัชญาจะสนับสนุนภารกิจและวิสัยทัศน์ของบริษัท การอธิายถึงหลักการพื้นฐานที่นำทางกระบวนการและการเกี่ยวพันระหว่างกัน และในที่สุดจะกำหนดคุณลักษณะขององค์การ
แนวคิดของวัฒนธรรมบริษัทที่มักจะถูกใช้โดยนักวิชาการที่จะศึกษาพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของชีวิตบริษัทตัวมันเองจะเป็นผลิตภัณฑ์ของ
บริษัท – ออกแบบ วางตลาด และแพร่หลายโดยที่ปรึกษาจากแมคคินซีย์
การทำให้วัฒนธรรมบริษัทกลายเป็นสินค้าของแมคคินซีย์ จะไม่ใช่โดย
บังเอิญ แมคคินซีย์ ได้สร้าง “วัฒนธรมบริษัท” เป็นการตอบสนองทางกลยุทธ์ต่อการลดลงของอุปสงค์ต่อ “ผลิตภัณฑ์” ที่สำคัญของบริษัทที่ปรึกษา – การศึกษาทางองค์การ การตัดสินใจทางกลยุทธ์ของแมคคินซีย์ที่จะรวบรวมและทำให้เป็นสินค้าของการปฏิบัติทางวิชาขีพได้ทำให้เกิดสิ่งพิมพ์ “In Search of Excellence” ผลงานของโทมัส ปีเตอร์ และโรเบิรต วอเตอร์แมน และการให้ทุนการศึกษาแก่แอนโธนี่ เอโธส และริชาร์ด พาสคาล เพื่อการวิจัยวัฒนธรรมของการบริหารแบบญี่ปุ่น และเทอร์เรนซ์ ดีล และอัลแลน เคนเนดี ศึกษาพิธีกรรมและงานพิธีของชีวิตบริษัท ได้สร้างรากฐานทางทฤษฎีและประสบการณ์การศึกษาทางวิชาการของ “วัฒนธรรมบริษัท”
ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากนักวิจัย ณ แมคคินซีย์ และคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและมหวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่เกี่ยวพันกับโครงการของบริษัท ได้วิเคราะห์วัฒนธรรม ณ แมคคินซีย์ บริษัทที่ปรึกษาเองได้ถูกใช้เป็นโมเดลเพื่อวัฒนธรรมบริษัท ภายในการกล่าวถึงบทนำของหนังสือ Corporate Cultures เทอรเรนซ์ ดีล และอัลแลน เคนเนดี้ ได้อ้างถึงมาร์วิน โบเวอร์ เมื่อพวกเขาได้ระบุแนวคิดของวัฒนธรรมบริษัท โดยที่ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะอธิบายมาร์วิน โบเวอร์คือใคร หรือทำไมเขาเป็นต้นตำรับของวัฒนธรรมบริษัท แต่กระนั้นเทอร์เรน ดีล จะถูกต้อง มาร์วิน โบเวอร์ ได้เข้าใจมายาวนานถึงผล
กระทบของวัฒนธรรมบริษัท
เมื่อ ค.ศ 1937 เจมส์ โอ. แมคคินซีย์ ผู้ก่อตั้งแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี ได้เสียชีวิตเมื่ออายุ 48 ปี บริษัทได้ถูกแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่ง เอ ที คาร์นี่ย์ จะอยู่ภายในชิคาโก
มารวิน โบเวอร์ จะอยู่ที่ส่วนของสำนักงานใหญ่ของบริษัทภายในนิวยอร์ค
ก่อนหน้านี้มารวิน โบเวอร์ จะทำงานอยู่สำนักงานกฎหมาย ดังนั้นเขาต้องการ
สร้างแมคคินซีย์ให้เป็นวิชาชีพเหมือนกับสำนักงานกฎหมาย แต่เขาต้องการให้บริษัทมุ่งที่การให้คำแนะนำปัญหาทางการบริหาร
มาร์วิน โบเวอร์ เข้าใจว่าการปฏิบัติเป็นวิชาชีพจะอยู่ที่เราดู และพูด และคิด เกี่ยวกับตัวเราเอง การแต่งกายและภาษาจะต้องเป็นวิชาชีพ แมคคินซีย์ ไม่ได้เป็นบริษัท แมคคินซี่ย์จะเป็นสำนักงานเหมือนกับสำนักงานกฏหมาย พวกเขาจะมีผู้ใช้บริการไม่ใช่ลูกค้า บริษัทไม่ได้รับงาน แต่บริษัทจะมีสัญญา
กฏข้อสองของมารวิน : ทุกสิ่งทุอย่างที่เราพูดและทำจะสื่อสารข่าวสารไปทั่วโลก มันควรจะเป็นข่าวสารที่เรามุ่งหวัง นั่นคือความสำคัญ
แต่มันคือกฏข้อที่สองเท่านั้น กฏข้อที่หนึ่งของมาร์วิน โบเวอร์ : การมีค่านิยมและมาตรฐานและมีชีวิตอยู่กับมัน มาร์วิน โบเวอร์ จะเน้นความซื่อสัตย์ เขายืนยันว่าที่ปรึกษาของแมคคินซีย์จะต้องให้ผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการมาก่อนผลประโยชน์ส่วนบุคคลของพวกเขา หรือรายได้ของแมคคินซี่ย์อยู่เสมอ
เขาจะไล่บุคคลออกที่ไม่ได้กระทำตาม
มาร์วิน โบเวอร์ ต้องการให้บริษ้ททำงานที่สำคัญเท่านั้น และนั่นพวกเขาจะสามารถทำได้ดี เขาได้ยืนยันที่จะบอกข้อเท็จจริงแก่ผู้ใช้บริการ และบางครั้งอาจจะต้องสูญเสียสการทำสัญญาไป
มาร์วิน โบเวอร์ ได้เสียชีวิตไปเมื่ออายุ 99 ปี เขาจะเป็นผู้นำธุรกิจตำนานที่เป็นกรรมการผู้จัดการของแมคคินซีย์ตั้งแต่ ค.ศ 1950 จนถึง ค.ศ 1967 และอิทธิพลชี้นำของเขานานกว่า 60 ปี คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาร์
วาร์ด ได้พิจารณาเขาเป็นบิดาของการให้คำปรึกษาทางการบริหารสมัยใหม่ เขาจะเป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังแมคคินซี่ย์ แอนด์ โค มาร์วิน โบเวอร์
ภายหลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ด้วยปริญาตรีทางปรัชญา มาร์วิน โบเวอร์ จะได้ปริญญาจากคณะนิติศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย เขาไม่ได้ก้าวหน้าภายในสำนักงานกฏหมายที่เขาต้องการ ดังนั้นเขาได้ไปเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ เขาจะเป็นบุคคลที่สองที่จบทั้งสองคณะ
เขาได้เขียนหนังสือสองเล่ม The Will to Manage 1967 และ The Will to Lead 1977
มาร์วิน โบเวอร์ ได้เข้าร่วมบริษัทของเจมส์ แมคคินซี่ย์ เมื่อต้น ค.ศ 1960
ภายหลังจากการเสียชีวิตของเจ้าของเมื่อ ค.ศ 1937 เขาได้นำบริษัทจนกระทั่ง ค.ศ 1947 เขาและหุ้นส่วนสามคนได้ซื้อสิทธิแต่ผู้เดียวกับชื่อแมคคินซีย์ แอนด์ โค จากแมคคินซีย์ แอนด์ คาร์นีย์ – ภายหลังการขายสิทธิแมคคินซีย์ แอนด์ คาร์นีย์ ได้กลายเป็น เอ ที คาร์นี่ย์ ความความมุ่งหมายของการซื้อนี้คือเขาต้องการจะมุ่งที่ธุรกิจการให้คำปรึกษาทางการบริหาร เขาเชื่อว่ามันจะไม่สอดคลองกับธุรกิจการบริการทางบัญชีที่ถูกจัดการโดยแมคคินซีย์ แอนด์ คาร์นี่ย์ มารวิน โบเวอร์ คิดว่าเราจะมีโอกาสของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริํษัทที่จัดการทั้งสองธุรกิจ ในขณะที่บริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารอื่นได้ขายหุ้นแก่ประชาชน แมคคินซีย์จะไม่กระทำ เพราะว่าถ้าแมคคินซีย์กลายเป็นบริษัทมหาชน บริษัทควรจะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นไม่ใช่ลูกค้า
จนกระทั่งมาร์วิน โบเวอร์ ได้กัาวลงมาจากกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมื่อ ค.ศ 1967 และได้เกษียณอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ 1992 เขาได้ทำให้เกิดอิทธิพลอย่างสำคัญต่อสังคมธุรกิจ
ความเป็นมืออาชีพของมาร์วิน โบเวอร์ จะเข้มข้น ถ้อยคำพูดต่อไปนี้จะแสดงความเป็นมืออาชีพของเขาได้อย่างดี
เราจะเป็นสิ่งที่เราพูด – มันจะระบุเรา – มันคือภาพพจน์ของเรา เราไม่มีลูกค้า เรามีผู้ใช้บริการ เราไม่ได้รับใช้ภายในอุตสาหกรรม เราจะเป็นวิชาชีพ เราไม่ใช่บริษัท เราไม่ใช่ธุรกิจ เราคือสำนักงาน เราไม่ได้มีพนักงาน เรามีสมาชิกสำนักงานและเพื่อนร่วมงานที่มีศักดิ์ศรีแต่ละคน เราไม่มีแผนธุรกิจ เรามีแรงบันดาลใจ เราไม่กฏ เราจะมีค่านิยม เราคือที่ปรึกษาทางการบริหาร เราไม่ใช่ผู้บริหาร ผู้ส่งเสริม หรืือผู้สร้าง
เมื่อต้น ค.ศ 1960 แมคคินซี่ย์ ได้กลายเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของประเทศ ด้วยที่ปรึกษามากกว่า 200 คน เขาได้สร้างค่านิยมหลายอย่างแก่บริษัท ในแง่ของมาร์วิน โบเวอร์ ลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ การกระทำของเขาจะเสียงดังกว่าคำพูด เขาจะเป็นผู้คิดค้นแนวคิดของการให้คำปรึกษาทางการบริหาร

 

มาร์วิน โบเวอร์ ได้กล่าวว่า เขาจะมีภาพเขียนที่ไมีตัวตนภายในสำนักงานของผม ผมได้ซื้อจากรั้วแห่งหนึ่ง ณ พิคคลาดิลลี่ ลอนดอน ภายในตลาดกลางแจ้งวันสุดสัปดาห์ จิตรกรได้ขายผลงานของพวกเขาเอง ด้วยราคา 43 เหรียญ ภาพเขียนของผมไม่ได้เป็นศิลปะที่ยิ่งใหญ่ แต่มันจะหมุนรอบ หักมุม และรูปแบบอื่นที่สุขใจ ภาพเขียนจะสีสดใส และเมื่อผมได้ถามจิตรกร เขาได้บอกชื่อแก่ผม – Forces at Work – ผมได้ซื้อภาพเขียนทันที
ภาพเขียนจะเป็นเครื่องเตือนใจผมอยู่เสมอว่า องค์การอะไรก็ตามที่บรรลุความสำเร็จจะต้องให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะปรับตัวต่อพลังที่กระทบต่อพวกเขา นั่นคือองค์ประกอบทางพลังของงานของปรัชญาบริษัท
มาร์วิน โบเวอร์ ได้สร้างโมเดลของการให้คำปรึกษาตามแนวทางของสำนัก
งานกฏหมายวิชาชีพ การสร้างค่านิยมเพื่อที่จะนำทาง ตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการจะต้องมาก่อนการเจริญเติบโตทางรายได้ของบริษัท วิถีทางการให้คำปรึกษาของเขาจะได้รับอ้ทธิพลอย่างมากจากวิชาชีพกฏหมาย การเลือกอาชีพอย่างแรกของเขา ภายหลังจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้ไปสมัครทำงานที่สำนักงานกฏหมายภายในคลีฟแลนด์ แต่เกรดของเขาไม่ดีพอ ดังนั้นเขาได้กลับไปศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และไดัรับเอ็มบีเอ
องคประกอบอย่างหนึ่งของปรัชญาบริษัทที่บรรลุความสำเร็จคือ ความรู้สึกไวต่อพลังภายนอกที่กระทบธุรกิจ และต่อความต้องการเพื่อการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่บริษัทดำเนินงานอยู่ นี่คือส่วนหนึ่งที่แท้จริงของวิถีทางค้นพบข้อเท็จจริง เพราะว่าพลังที่กระทบธุรกิจคือข้อเท็จจริง ผู้บริหารที่บรรลุความสำเร็จส่วนใหญ่จะรักษาการดำเนินงานของบริษัท ด้วยการปรับตัวต่อพลังภายนอกที่กระทบต่อธุรกิจอยู่เสมอ พลังของงานอาจจะเป็นเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การแข่งขัน สังคม หรือการเมือง
แมคคินซีย์ต้นกำเนิดได้จัดองค์การเป็นการเป็นหุ้นส่วน ก่อนที่จะปรับปรุง
โครงสร้างตามกฏหมายเป็นบริษัทเอกชนด้วยหุ้นที่เป็นเจ้าของโดยหุ้นส่วนของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1956 บริษัทจะมีลำดับชั้นสั้น นับตั้งแต่ ค.ศ 1960 กรรมการผู้จัดการของแมคคินซีย์จะเลือกตั้งโดยการออกเสียงโดยกรรมการอาวุโส วาระสามปีหรือจนถึงการเกษียณที่บังคับอายุ 60 ปี แมคคินซีย์ จะมีโครงสร้างที่กระจายอำนาจ สำนักงานที่แตกต่างกันจะดำเนินงานเหมิอนกันแต่เป็นอิสระ สำนักงานแต่ละแห่งได้ถูกคาดหวังให้มองที่ผลประโยชน์ขององค์การก่อนสำนักงาน แมคคินซี่ยจะเรียกว่า หลักการ “สำนักงานเดียว” ที่ปรึกษาจะร่วมกันข้าม สำนักงาน รายได้จากทุกสำนักงานจะถูกรวมกัน การงบประมาณของบริษัทจะถูกรวมอำนาจ แต่ที่ปรึกษาแต่ละคนจะมีระดับความเป็นอิสระสูง
วัฒนธรรมของแมคคินซีย์มักจะถูกเปรียบเทียบกับศาสนา เนี่องจากอิทธิพล ความจงรักดี และความกระตือรือร้นของสมาชิก วารสารฟอร์จูน ได้กล่าวว่า หุ้นส่วนจะพูดคุยระหว่างกัน ด้วยความรู้สึกของความชื่นชมส่วนบุคคล บทความภายในนิวยอร์ค ออฟเซิฟเวอร์ ได้กล่าวว่า วัฒนธรรมภายในของแมคคินซีย์จะเป็นมหาวิทยาลัยและการแข่งขันรุนแรง และได้ถูกมองว่าหยิ่งยโส ตามรอยเตอร์ มันจะเป็นวัฒนธรรมติดกระดุม มุ่งที่การเล่นตามกฏ
ศิษยเก่าของแมคคินซีย์หลายคนได้กลายเป็นซีอีโอของบริษัทที่สำคัญ และดำรงตำแห่งที่สำคัญของรัฐบาล พวกเขาจะมีอิทธิพลต่อองค์การอื่นด้วยค่านิยมและวัฒนธรรมของแมคคินซีย์ ศิษยเก่าของแมคคินซี่ยได้ถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอและผู้บริหารระดับสูง ณ กูเกิ้ล อเมริกัน เอ็กซ์เพรส เฟดบุค โบอิ้ง ไอบีเอ็ม เอที แอนด์ ที และเป้ปซี่ โค เป็นต้น
เมื่อ ค.ศ 1994 ราจาท คุปตา ได้กลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่ได้เป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิดคนแรก ได้ถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งของเขา แมคคินซีย์ ได้เจริญเติบโตจากบุคคล 2,900 เป็น 7,700 คน และสถานที่ตั้งจาก 58 เป็น 84 แห่ง เขาได้เปิดสำนักงานระหว่างประเทศใหม่ภายในเมือง เช่น มอสโก เบจิง และกรุงเทพ

 

ภายใต้การปรากฏขึ้นของบริษัทหลายธุรกิจภายในศตวรรษที่ยี่สิย บริษัทได้เริ่มต้นที่จะเผชิญกับการบริหารหน่วยธุรกิจจำนวนหนึ่งให้ทำกำไร
นักคิดทางการบริหารได้พัฒนากรอบข่ายที่จะจัดการความซับซ้อนใหม่นี้
กรอบข่ายอย่างหนึ่งที่ปรากฎขึ้นคือเมื่อต้น ค.ศ 1970 คือ ตารางเก้าช่องของจีอี แมคคินซี่ย์ ตามหลังตารางการเจริญเติบ – ส่วนแบ่ง ที่มีชื่อเสียงของบอสตัน คอนซัลติ้ง กร็ุป – บีซีจี
เมื่อ ค.ศ 1970 เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค กำลังบริหารกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่โตและซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวพันกัน และไม่พอใจเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนภายในผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ณ เวลานั้น โดยปรกติบริษัทจะใช้การคาดคะเนกระแสเงินสดในอนาคต การเจริญเติบโตของตลาดในอนาคต หรือการคาดคะเนอย่างอื่นในอนาคต เพื่อที่จะทำการตัดสินใจลงทุน วิธีการที่ไว้วางใจไม่ได้ที่จะจัดสรรทรัพยากร ดังนั้นจีอีได้ปรึกษากับแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี
และมอบอำนาจหน้าที่แก่แมคคินซี่ย์ ที่จะพัฒนาตารางการวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจ เพื่อการกลั่นกรองหน่วยธุรกิจ ตารางจีอี แมคคินซีย์จะแตกต่างจากตารางการวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจของบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ้ป ทั้งตารางจีอี แมคคินซีย์ และตารางบีซีจีจะเป็นโมเดลสองมิติที่ได้ถูกใช้โดยบริษัทหลายธุรกิจ การมีสายผลิตภัณฑ์และหน่วยธุรกิจหลายอย่าง ตารางจีอีิื แมคคินซีย์ จะเป็นการปรับปรุงตารางบีซีจี เพื่อที่จะลบล้างข้อจำกัดหลายอย่าง ตารางบีซีจี ได้ถูกสร้างเมื่อปลายค.ศ 1960
โดยผู้ก่อตั้งบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ็ป บรูซ เฮนเดอร์สัน คู่แข่งขันรายสำคัญของแมคคินซี่ย์ ตารางบีซีจีได้ถูกพิมพ์ภายในบทความสั้นและเร้าใจเรียกว่า
Perspectives ณ จุดสูงสุดของความสำเร็จ ตารางบีซีจีได้ถูกใช้โดยประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทฟอร์จูน 500 ตารางบีซีจีได้ถูกสร้างบนตรรกะที่ความเป็นผู้นำทางตลาดจะทำให้เกิดผลตอบแทนที่เหนือกว่า ในที่สุดผู้นำตลาดจะมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนที่เสริมแรงตัวเอง คู่แข่งขันได้พบว่ายากที่จะลอกเลียนแบบ อัตราการเจริญเติบโตที่สูงเหล่านี้จะเป็นสัญญานว่าตลาดจะมีโอกาสการเจริญเติโตมากที่สุด
กลยุทธ์กลุ่มธุรกิจจะเกี่ยวพันกับการกำหนดส่วนผสมของหน่ายธุรกิจ การเปรียบเทียบระหว่างหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วย และทรัพยากรจะถูกจัดสรรระหว่างหน่วยธุรกิจอย่างไร ผู้บริหารจะกำหนดส่วนผสมของหน่วยธุรกิจที่สอดคล้องระหว่างกัน เพื่อที่จะสร้างการเสริมแรงและข้อได้เปรียบทางการแข่งขันแก่บริษัท บริษัทที่มีการกระจายธุรกิจมักจะใช้ตารางเหล่านี้เป็นโมเดลของการวางแผนกลุ่มธุรกิจของบริษัท
ตารางบีซีจี จะเป็นโมเดลของการวางแผนกลุ่มธุรกิจของบริษัทอย่างแรก
ตารางบีซีจีได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย บรูช เฮนเดอสัน จาก บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ็ป บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้าของโลก ตารางนี้จะใช้ปัจจัยสองตัวคือ การเจริญเติบโตของตลาด และส่วนแบ่งตลาดเทียบเคียง ประเมินหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยของบริษัท เพื่อที่จะวางตำแหน่งภายในตาราง ตารางบีซีจี จะใช้ค่า 10% แบ่งแยกระหว่างหน่วยธุรกิจที่มีการเจริญเติบโตของตลาดสูงและต่ำ และค่า 1.0 แบ่งแยกระหว่างหน่วยธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงและต่ำ วงกลมจะหมายถึงหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วย และขนาดของวงกลมจะแสดงถึงสัดส่วนการสร้างรายได้ของหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วย วงกลมใหญ่จะหมายถึงหน่วยธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนที่สูงของรายได้รวมของบริษัท
วัวเงิน จะเป็นหน่วยธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง เพราะว่าฐานะการแข่งขันเข้มแข็ง แต่อยู่ภายในตลาดที่เจริญเติบโตต่ำ ดังนั้นบริษัทควรจะ
รักษาฐานะเดิมของวัวเงินไว้
ดาวรุ่ง เป็นหน่วยธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง เพราะว่าฐานะการแข่งขันเข้มแข็ง และอยู่ภายในตลาดที่เจริญเติบโตสูง ดังนั้นบริษัทควรจะลงทุนและเจริญเติบโตกับดาวรุ่ง
ปรัศนีย์ เป็นหน่วยธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ เพราะว่าฐานะการแข่งขันอ่อนแอ และอยูู่ภายในตลาดที่จริญเติบโตสูง บริษัทควรจะเลือกการลงทุนกับปรัศนีย์ ที่มีศักยภาพจะกลายเป็นดาวรุ่งได้
สุนัข เป็นหน่วยธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ เพราะว่าฐานะการแข่งขันอ่อนแอ และอยู่ภายในตลาดที่มีเจริญเติบโตต่ำ ดังนั้นบริษัทควรจะเลิกลงทุนหรือขายสุนัขออกไป
เมื่ออุตสาหกรรมได้เจริญเติบโตเต็มที่ และการเจริญเติบโตของมันได้ช้าลง
หน่วยธุรกิจทุกหน่วยจะกลายเป็นวัวเงินหรือสุนัข วงจรตามธรรมชาติของหน่วยธุรกิจส่วนใหญ่คือ หน่วยธุรกิจจะเริ่มต้นเป็นปรัศนีย์ จากนั้นเปลี่ยน
แปลง เป็นดาวรุ่ง ในที่สุดเมื่อตลาดหยุดการเจริญเติบโต หน่วยธุรกิจจะกลายเป็นวัวเงิน เมื่อสิ้นสุดวงจร วัวเงินจะเปลี่ยนแปลงเป็นสุนัข
เมื่อ ค.ศ 1970 บีซีจีได้กล่าวว่า บริษัทที่กระจายธุรกิจด้วยกลุ่มธุรกิจที่สมดุลเท่านั้นสามารถใช้จุดแข็งหาประโยชน์จากโอกาสการเจริญเติบได้อย่างแท้จริง กลุ่มธุรกิจที่สมดุลจะมีดาวรุ่งที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงและอัตราการเจริญเติบโตของตลาดสูงรับรองอนาคต วัวเงินที่จัดหาเงินทุนเพื่อการเจริญเติบโตในอนาคตนั้น และปรัศนีย์ที่จะถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นดาวรุ่งด้วยเงินทุนที่เพิ่มเข้ามา
ตารางจีอี แมคคินซี่ย์ จะเป็นโมเดลของการวางแผนกลุ่มธุรกิจของบริษัทอย่างที่สอง ตารางนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากความร่วมมือระหว่างเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค และแมคคินซี่ย์ แอนด์ คอมพานี เมื่อ ค.ศ 1970 จีอีได้ขอที่ปรึกษาของพวกเขา แมคคินซี่ย์ พััฒนาโมเดลการบริหารกลุ่มธุรกิจที่เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขา จีอี จะมีหน่วยธุรกิจประมาณ 150 หน่วย ณ เวลานั้น กำลังใช้ตารางบีซีจี อยู่ แต่บริษัทรู้สึกถึงความต้องการกรอบข่ายที่ซับซ้อนและล้ำหน้ามากขึ้นที่จะช่วยบริษัทตัดสินใจว่าหน่วยธุรกิจไหนควรจะได้รับ
เงินทุนการพัฒนา ผลลัพธ์คือสิ่งที่โลกธุรกิจรู้จักกันคือตารางจีอี แมคคินซีย์
ทั้งตารางบีซีจีและตารางจีอี แมคคินซีย์ จะเป็นโมเดลสองมิติที่ไดัถูกใช้โดยบริษัทใหญ่ที่มีหน่วยธุรกิจหลายหน่วย ตารางจีอี แมคคินซี่ย์ ได้ถูกพัฒนาเพื่อการปรับปรุงตารรางบีซีจีให้ดีขึ้น
ทำนองเดียวกับตารางบีซีจี ตารางจีอี แมคคินซี่ย์ จะช่วยให้บริษัทตัดสินใจจะลงทุนหรือไม่ลงทุนกับหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยภายในกลุ่มธุรกิจของพวกเขา แต่จะไม่เหมือนกับตารางบีซีจีสี่ช่อง ตารรางจีอี แมคคินซี่ย์จะมีเก้าช่อง
ยิ่งกว่านั้นในขณะที่ตารางบีซีจีจะใช้การเจริญเติบโตของตลาดและส่วนแบ่งตลาดเป็นเกณฑ์ของการประเมินหน่วยธุรกิจ ตารางจีอี แมคคินซีย์ จะใช้ความดึงดูดของอุตสาหกรรม และจุดแข็งของหน่วยธุรกิจเป็นเกณฑ์ของการประเมินหน่วยธุรกิจ
ตารางจีอี แมคคินซี่ย์ จะใช้ปัจจัยสองตัวคือ จุดแข็งทางธุรกิจหรือฐานะการแข่งขัน และความดึงดูดของอุตสาหกรรม ประเมินหน่วยธุรกิจ เพื่อที่จะวางตำแหน่งภายในตาราง การประเมินปัจจัยสองตัวนี้จะเแบ่งเป็นสามระดับคือ จุดแข็งทางธุรกิจหรือฐานะการแข่งขันเข้มแข็ง ปานกลาง และอ่อนแอ และความดึงดูดของอุตสาหกรรมสูง ปานกลาง และต่ำ วงกลมจะหมายถึงอุตสาหกรรม ขนาดของกลมจะแสดงถึงขนาดของอุตสาหกรรม เสี้ยวภายในวงกลมจะเป็นส่วนแบ่งตลาดของหน่วยธุรกิจภายในอุตสาหกรรม
ตารางจีอี แมคคินซี่ย์ ได้ถูกเรียกกันว่าเป็นตารางไฟจราจรด้วย เพราะว่า ตารางนี้จะแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วนเเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง ของไฟจราจร ช่องสี่เหลี่ยมสามช่องทางมุมขวาล่างจะเป็นพื้นที่สีแดง ช่องสี่เหลี่ยมสามช่องตรงกลางจะเป็นพื้นที่สีเหลือง และช่องสี่เหลี่ยมสามช่องทางมุมซ้ายบนจะเป็นพื้นที่สีเขียว บริษัทควรจะลงทุนและเจริญเติบโตหน่วยธุรกิจภายในพื้นที่สีเขียว ลงทุนอย่างระมัดระวังกับหน่วยธุกิจภายในพื้นที่สีเหลือง และไม่ลงทุนกับหน่วยธุรกิจภายในพิ้นที่สีแดง หน่วยธุรกิจที่อยู่ภายในพื้นที่สีเขียวจะถูกเรียกว่าผู้ชนะ และหน่วยธุรกิจที่อยู่ภายในพื้นที่แดงจะถูกเรียกว่าผู้แพ้

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *