INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การยอมรับปัญหาเศรษฐกิจ และแก้ไขให้ถูกทางคือสิ่งที่รัฐบาลควรทำ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

การยอมรับปัญหาเศรษฐกิจ และแก้ไขให้ถูกทางคือสิ่งที่รัฐบาลควรทำ

 

จนบัดนี้รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยยังคงดีอยู่ ด้านหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าต้องยืนกระต่ายขาเดียวเพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกอันจะทำให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เป็นการซ้ำเติมยิ่งขึ้นไปอีก (อย่าคิดว่าประชาชนจะโง่ เขามีการคาดคะเนและสังเกตการณ์อย่างมีเหตุผล (Rational Expectation) นะครับ)

อีกด้านก็ต้องปกป้องตนเองจากการถูกโจมตีจากฝ่ายค้านในสภาและนอกสภา (จะกลัวอะไรคะแนนเสียงออกแน่นอย่างนี้)

            แต่การไม่ยอมรับปัญหาและดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ ในทางตรงข้ามกลับดำเนินนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของนายทุนชาติไม่ถึง 10 คน นั่นเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาว

วันนี้รัฐบาลคงยอมรับกันได้ว่าเศรษฐกิจไทยมันมีปัญหาและคนรากหญ้ากำลังแย่ แต่ก็ยังโทษเหตุการณ์อื่นๆ เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเกิดผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

ต่อมาก็เกิดโรคปอดบวม อันเกิดจากเชื้อไวรัสที่เข้าใจกันว่าเริ่มต้นมาจากเมืองอู่ฮั่นของจีน เรียกว่า Covit-19 ทีมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยอันเป็นแหล่งที่มีของรายได้ที่สำคัญของประเทศอีกทางหนึ่ง นอกจากการส่งออก

            รัฐบาลไม่เคยยอมรับเลยว่านโยบายเศรษฐกิจมันผิดพลาด เช่น การไปเน้นรายได้ที่การส่งออก ซึ่งนับเป็นมูลค่ากว่า 70% ของรายได้ทั้งหมด หรือของ GDP มันเป็นความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงมาโดยตลอด ซึ่งมีรายงานยืนยันมาหลายครั้ง

แต่รัฐบาลก็ทำไม่รู้ไม่เห็น คงเดินหน้าพึ่งการส่งออก ซึ่งแยกออกได้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้พบว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทลูกที่ผลิตส่งไปยังประเทศแม่ นั่นคือการรับจ้างผลิต เหตุที่เขาจ้างเรา เพราะเดิมแรงงานถูก และมีฝีมือ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความได้เปรียบด้านแรงงานก็ลดทอนไป นอกจากนี้ยังถูกแย่งส่วนแบ่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า เช่น กัมพูชา และเวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ดังนั้นจึงมีอุตสาหกรรคมหลายประเภทย้ายฐานการผลิต เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น

นอกจากนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ของค่ายตะวันตก ก็มีแต่ถอยร่นเพราะถูกรุกจากจีน ด้วยราคาต่ำและคุณภาพใช้ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ GM เชฟโลเรต จะปิดโรงงานอันมีผลให้เกิดการว่างงานและมีแนวโน้มจะเป็นปฏิกริยาลูกโซ่กับอุตสาหกรรมอื่น เช่น ชิ้นส่วน อุปกรณ์ ตลอดจนสินค้าส่งออกอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะย้ายฐานตามมา

แทนที่เราจะพยายามหาทางสนับสนุนการผลิตที่สามารถปรับปรุงแก้ไขเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขัน ทำงานวิจัยพัฒนา R&D หรือพัฒนาต่อยอด C&D (Copy and Development) เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธหรือยานยนต์ที่ใช้ในการทหาร ที่เรามีความสามารถและส่งออกอยู่ในขณะนี้

หรือการผลิตโดรนที่ในขณะนี้เราส่งออกชิ้นส่วนเป็นอันดับต้นๆของโลก และลูกค้ารายใหญ่คืออิสราเอล และอินเดีย ถ้าจะพัฒนาต่อด้วยการส่งออกทั้งลำ แม้เทคโนโลยีจะไม่ล้ำเลิศเท่าสหรัฐฯ แต่ก็ใช้งานได้ดี ในสงครามจรยุทธ เป็นต้น ทว่ากองทัพไทยนิยมใช้ของต่างประเทศ (เศร้า) หรือกระสุนปืนใหญ่ 155 มม. ที่เราผลิตได้คุณภาพ และมีกำลังผลิตเพียงพอที่จะส่งออก แต่ติดขัดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ตั้งแต่สมัยคสช. หรือปัจจุบันที่จะแก้ไขกฎหมายได้ก็ไม่ทำ(ทำไม)

            มาพิจารณาการส่งออกสินค้าเกษตร เราปล่อยให้มีนายทุนผูกขาดเรียกว่า 5 เสือ คอยกดราคาเกษตรมายาวนาน จนชาวนา-ชาวไร่ ยากจนข้นแค้น ครั้นค่าเงินบาทแข็งอย่างขณะนี้ ผู้ส่งออกก็มากดราคาชาวไร่-ชาวนา เพื่อให้ขายสินค้าได้ในราคาเดิม ไม่ต้องขึ้นราคาส่งออกตามค่าเงิน เพราะเราไม่มีอำนาจการต่อรองในตลาดต่างประเทศ

แทนที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย จะหาทางลดค่าเงินกลับแสดงความภาคภูมิใจที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาคนี้ แล้วอย่างนี้มันก็ไปกระทบการส่งออก จนกระเทือนกันอยู่ทุกวันนี้ พอมีเรื่องอื่นมาถมทับ เช่น สงครามการค้า และ Covit-19 มันก็เลยทำให้การส่งออกรูดติดลบ

เรื่องสินค้าเกษตรนี้ความจริงมีนัยสำคัญ เพราะมันเกี่ยวพันกับรากหญ้า ที่เป็นลูกค้าสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภค ถ้าเราวางนโยบายดีๆ เช่น เรื่องข้าวแทนที่จะเน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นที่ 1 ของโลก แต่ราคาต่ำสุด เราควรหันมามุ่งเน้นการผลิตข้าวคุณภาพดีและเจาะตลาดประเภทนี้ ในขณะเดียวกันก็ทำการร่วมมือกับประเทศส่งออกข้าวที่สำคัญ คือ เวียดนาม และอินเดีย เพื่อแบ่งตลาดกัน แทนการแข่งขันกัน ส่วนที่ดินที่เหลือก็หันไปผลิตอย่างอื่นที่ตลาดต้องการ อย่างไรเสียไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าอย่างไรโลกก็ยังต้องการอาหารบริโภคอยู่ดี โดยเฉพาะออร์แกนิคที่เป็นเทรนด์ของโลก

ด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากเพราะธรรมชาติช่วยสร้างไว้มากแล้ว แต่มันมีความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น ภัยธรรมชาติอย่างสึนามิ หรือโรคระบาด Covit-19 หรือการก่อการร้าย จึงเป็นอุตสาหกรรมหลวมๆ ที่เปลี่ยนแปลงง่าย การหวังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว จึงเป็นความเสี่ยงต่อประเทศอย่างมาก

ครั้นมาดูวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหวังให้เกิดการเติบโต ทำให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอดจนอาจเป็นอันตรายต่อฐานะการคลังในอนาคต

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การแจกเงินในระดับล่างตามทฤษฎีเฮลิคอปเตอร์มันนี่ของ มิลตัน ฟรีดแมน ที่แนะให้โปรยเงินจากเฮลิคอปเตอร์ให้ประชาชนเก็บไปใช้จ่ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจเกิดเงินเฟ้อได้เพราะเราพิมพ์เงินมาแจกโดยไม่มีทุนสำรอง

สำหรับไทยอาจไม่เลวร้ายขนาดนั้น แต่การแจกเงินไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจมันอยู่ในระบบผูกขาดเงินทั้งหมดก็จะหมุนไปอยู่ในมือนายทุนไม่กี่คนที่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคน้อยมากเมื่อเทียบกับร้อยละของรายได้ต่างกับประชาชนรากหญ้าที่ใช้จ่ายเกิน 100% ของรายได้

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่หนี้ครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นเป็น 80% ของรายได้

แทนที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ถ่างกว้างด้วยระบบภาษีทางตรง ภาษีทรัพย์สิน และภาษีที่ดิน ที่มีประสิทธิภาพกลับทำอย่างขอไปที และประวิงเวลาไปเรื่อย

            มีรายงานของ The Credit Suisse Global Wealth Report 2018 คือ เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า คนไทยเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นถือครองความมั่งคั่งหรือมีทรัพย์สินรวม 66.9% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ เท่ากับว่าคนไทยที่เหลือ 99% ถือครองทรัพย์สินเพียงร้อยละ 33.1 ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ ทำให้ไทยติดอันดับหนึ่งของความแตกต่างในการกระจายทรัพย์สิน

อย่างที่บอกก็ 2 ปีแล้วที่รายงานนี้ออกมา แต่รัฐบาลก็ยังคงเพิกเฉย ไม่คิดแก้ปัญหานี้ด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังคงใช้วิธีแจกเงิน ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดผลเสียต่อวินัยการใช้จ่ายเงินของคนรากหญ้า และมีผลกระทบต่อชาติในระยะยาว (นี่คือนโยบายประชานิยมหรือประชารัฐนิยมที่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น)

ถ้ารัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายแบบเดิมก็เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไปไม่รอดในระยะยาว แม้สภาพัฒน์จะพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ส่วน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ก็บอกว่าจะฟื้นตัวสิ้นปี “ถ้า” เศรษฐกิจโลกฟื้นและโรคระบาดหมดไป คำถามคือ ฟื้นแล้วรายได้ไปอยู่กับใคร ถ้าระบบยังเป็นอย่างนี้ คนรากหญ้าตายแน่ครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *