INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

โคโนเกะ มัทสุชิตะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค : พระเจ้าของการบริหาร

โคโนเกะ มัทสุชิตะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค : พระเจ้าของการบริหาร

โคโนเกะ มัทสุชิตะ จะเป็นที่รู้จักภายในญี่ปุ่นว่า “พระเจ้าของการบริหาร” บุคคลแห่งวิสัยทัศน์ เศรษฐกิจที่ช้าลงเนื่องจากภาษีการบริโภคที่สูงกำลังกลายเป็นเห็นได้ชัดภายในเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ภายใต้ความหวังว่าญี่ปุนจะเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ริวโฮ โอกาวา ได้ร้องเรียกจิตวิญญานของโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ พระเจ้าของการบริหาร เขาจะมีถ้อยคำพูดอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงว่าธุรกิจคือบุคคล ตราสินค้าที่มีชื่อเสียงของบริษัทได้หายไปเมื่อ ค.ศ 2008 เมื่อมัทสุชิตะ อิเลคทริค ได้เลิกใช้ชื่อของผู้ก่อตั้งของพวกเขา ภายใต้ความพยายามจะวิว้ฒนาการไปสู่บริษัทโลกอย่างแท้จริง บริษัทที่ใช้ชื่อข้างหลังของผู้ก่อตั้ง โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อของพวกเขาเป็นพานาโซนิค คอรปอเรชั่น และได้เลิกใช้ตราสินค้าแนชั่นแนลที่รักมากที่สุดนำมาใช้ด้วยตัวมัทสุชิตะเองเมื่อ ค.ศ 1927
โคโนสุเกะ มัทสุชิตะและกลุ่มบริษัทของพวกเขาจะมีความยุ่งยากมายาวนานจากความดึงดูดของตราสินต้าที่อ่อนแอกับลูกค้าต่างชาติ ด้วยการมีชื่อตราสินค้าที่แตกต่างกันสามอย่าง – มัทสุชิตะจะเป็นชื่อบริษัท แนชั่นแนลกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายภายในตลาดญี่ปุ่น และพานาโซนิคกับผลิตภัณฑ์อื่นที่ขายทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศโคโนสุเกะ มัทสุชิตะที่รู้จักันดีและน่านับถือไม่เพียงแต่จากการสร้างบริษัทของเขาเท่านั้น แต่ได้พัฒนาโมเดลทางการบริหารเพื่อบริษัทใหญ่ด้วย มัทสุชิตะได้ส่งเสริมแบบแผนทางการบริหารที่หน่วยธุรกิจแยกจากกันของบริัษัทบริหารงานเกือบจะเป็นอิสระ เราจะเรียกว่าศูนย์กำไร ภายในอเมริกาแบบแผนของการบริหารนี้จะเชื่อมโยงกับอัลเฟรด สโลนภายในการบริหารเจ็นเนอรัล มอเตอร์ของเขาบริษัทที่เริ่มก่อตั้งปัจจุบันนี้หนึ่งในสามจะไม่อยู่รอดมากกว่าสิบปี ดังนั้นเมื่อบริิษัทที่อยู่ได้ร้อยปีย่อมจะมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติของพวกเขาโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยแต่ด้วยความคิดของปลั้กไฟฟ้า ได้สร้างอาณาจักรทางธุรกิจที่กระจายไปทั่วโลก ในฐานะที่เป็นเจ้าของพานาโซนิค คอรปอเรชั่น เขาได้สะสมมรดกส่วนบุคคลไว้มูลค่ามากกว่าสามพันล้านเหรียญ เนื่องจากชื่อเขาไม่เคยถูกโอ้อวดให้โดดเด่น โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ จะไม่เป็นที่รู้จักกันดีเหมือนกับแซม วอลตัน เฮนรี่ ฟอร์ด หรือโซอิชิโร่ฮอนด้า หรือยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจอื่น ใครก็ตามที่ได้ชื่อของพวกเขากับผลิตภัณฑ์ของพวกเขา แต่บริษัทของเขาแล้ว มัทสุชิตะ อิเลคทริค ได้สร้างระหว่างชีวิตของเขามากกว่าบริษัทอื่นใด แม้ว่าเขาจะไม่เป็นที่รู้จักกันดีภายนอกบ้านเกิดญี่ปุ่นของเขา ยอดขายของบริษัทของเขาจะสูงกว่าหกสิบพันล้านเหรียญทุกปีโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ บุคคลที่ลุกขึ้นจากความยากจนได้สร้างผู้ผลิตเครืองใช้ไฟฟ้าครัวเรือนใหญ่ที่สุดของโลกและกลายเป็นนักอุตสาหกรรมหลังสงครามแนวหน้าของญี่ปุ่น ได้เสียชีวิตไปเมื่อ ค.ศ 1989 ณ โอซาก้า ญี่ปุน เขาจะมีอายุ94 ปี เด็กกำพร้าที่ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้เริ่มต้นอาชีพธุรกิจของเขาเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่ทางการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรมเรียกว่าไซบัตสุที่ครอบงำเศรษฐกิจของญี่ปุ่นภายในปีก่อนสงครามแต่กระนั้นภายหลังสงครามเขาได้เข้ามาที่จะเป็นสัญลักษณ์การปรากฏขึ้นของญี่ปุนที่เป็นสังคมมุ่งลูกค้าและความเสมอภาคมากขึ้น วิธีการบริหารธุรกิจและบุคคลของเขาได้กลายเป็นโมเดลที่ลอกเลียนแบบภายในญี่ปุนและศึกษาอย่างกว้างขวางภายในตะวันตกมัทสุชิตะ อิเลคทริค อินดัสเตรียล ก่อตั้งโดยโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ เมื่อ ค.ศ 1918 มักจะถูกอธิบายว่าเป็นต้นแบบของบริษัทคล้ายครอบครัว เครื่องยนต์ของ”ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ” หลังสงครามโลกของญี่ปุ่น ภายใต้ร้านค้าจำนวนมากทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้ถูกขายภายใต้ชื่อสินค้าพานาโซนิค มัทสุชิตะ เริ่มต้นบริษัทของเขาด้วยผลิตภัณฑ์อย่างเดียว – เบ้าหลอดไฟ้ฟ้าที่เขาได้ออกแบบเอง โดยมีบุคคลเพียงสามคนและเงินทุนประมาณ 50 เหรียญปัจจุบันนี้มัทสุชิตะ อิเลคทริค ผลิตผลิตภัณฑ์มากกว่า 14,000 อย่าง ตั้งแต่แบตเตอรี่ไฟฟ้า หม้อหุงข้าว ไปถึงเครื่องเล่นวืดีโอ และคอมพิวเตอร์ ชิ้ปโคโนสุเกะ มัทสุชิตะจะมีความเชื่อต่อการทำกำไรของนักธุรกิจสมัยเดิม แต่ความเข้าใจทางแรงจูงใจอย่างหนึ่งของเขาคือ การบันดาลใจความผูกพันของคนงานต่อเป้าหมายของบริษัท ด้วยการนำเสนอพวกเขาไม่เพียงแต่ความเป็นอยู่ที่ดีทางวัตถุ แต่เป็นความหมายทางสังคมด้วยพานาโซนิค คอรปอเรชัั่น ก่อนหน้านี้จะรู้จักกันว่า มัทสุชิตะ อิเลคทริค อินดัสเตรียล โค. จะเป็นบริษัทอิเลคโทรนิคส์ข้ามชาติของญี่ปุ่น สำนักงานใหญ่อยู่ที่คาโดมา โอซาก้า ญี่ปุ่น บริษัทได้ถูกก่อตั้งโดยโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ เมื่อ ค.ศ 1918 เขาจะมีอายุ 23 ปี ณ เวลานั้น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะรู้จักเขาว่าเป็น”พระเจ้าของการบริหาร”โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้เกิดภายในครอบครัวที่พ่อจะเป็นเจ้าของที่ดินและสมาชิกที่มีชื่อเสียงของชุมชนเมื่อ ค.ศ 1894 ณ วาซามูระ หมู่บ้านทำนาแห่งหนึ่ง ในขณะนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองวากายามาเขาจะเป็นลูกคนเล็กสุดของแปดคน และสุขสบายกับชีวิตวัยเด็กเริ่มแรกแต่เนื่องจากการตกต่ำลงภายในโชคชะตาของครอบครัว เมื่อพ่อของเขาได้สูญเสียเงินของครอบครัวจากการวางเดิมพันด้วยการเก็งกำไรตลาดการเกษตรครอบครัวของเขาได้ถูกบังคับให้ออกจากนาของพวกเขา ภายหลังจากการสูญเสียนาไป พวกเขาได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กภายในเมือง เพื่อที่จะสนับสนุนครอบครัวของเขา เมื่อเขาอายุเก้าปี ไม่กี่เดือนที่เขาจะจบโรงเรียนประถมเขาต้องลาออกจากโรงเรียน และอำลาครอบครัวของเขา เดินทางเข้าเมืองที่จะทำงานเป็นผู้ฝึกหัดงาน ณ ร้านเตาเผาถ่านแห่งหนึ่ง ณ โอซาก้าเขาต้องตื่นเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นทุกวัน ทำความสะอาดร้าน ออกไปข้างนอกและดูแลลูกของนายจ้างของเขา ร้านเตาเผาถ่านได้เลิกธุรกิจภายหลังไม่ถึงหนึ่งปี มัทสึชิตะได้มาทำงานเป็นผู้ฝึกหัดงานใหม่ ณ ร้านขายรถจักรยาน เขาได้ทำงานร้านรถจักรยานอยู่ห้าปี ตามคำแนะนำจากพ่อของเขาให้ละทิ้งการศึกษาด้วยคำพูดว่า “ทักษะที่เราได้เรียนรู้จะรับรองอนาคตของเรา ความสำเร็จในฐานะของผู้ประกอบการ และเราสามารถว่าจ้างบุคคลที่มีการศึกษาได้” ณ เวลานั้น โคโนสุเกะ มัทสุชิตะจะมีอายุ 15 ปี และบนพื้นฐานสัญชาติญานของเขา ณ เวลานั้นว่าไฟฟ้าจะเป็นกระแสแห่งอนาคตเขาได้พบว่างานไฟฟ้าน่าจะมีอนาคตดีกว่า ดังนั้นเขาได้ลาออกจากร้านจักรยาน และไปทำงานที่บริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า โอซาก้า ไลท์บรืษัทสาธารณูปโภคไฟฟ้า เมื่ออายุสิบหกปีเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว และในที่สุดได้กลายเป็นผู้ตรวจสอบ งานที่น่ายกย่องของบุคคลหลายคนที่จะทำงานจนเกษียณณ อิเลคทริค ไลท์ มัทสุชิตะ ได้ค้นพบแบบของเต้าหลอดไฟฟ้าใหม่ที่ดีกว่าเต้าหลอดไฟฟ้าที่มีอยู่ เขาได้แสดงการคิดค้นต่อนายของเขาแต่นายของเขาไม่ได้แสดงความสนใจและการสนับสนุน มัทสุชิตะไม่มีเงินและประสบการณ์ทางธุรกิจเลย แต่เขาจะมีแรงขับเคลื่อนและความทะเยอทะยาน ดังนั้นเมื่อ ค.ศ 1971 เขาได้ตัดสินใจที่จะผลิตอุปกรณ์ด้วยตัวเขาเอง ด้วยความช่วยเหลือจากภรรยาของเขาและผู้ช่วยที่กระตือรือร้นมัทสุชิตะได้เริ่มต้นธุรกิจของเขาขึ้นมา การรวมกันของบุคคลที่การศึกษาต่ำกว่าโรงเรียนมัธยม ไม่มีใครเลยที่มีประสบการณ์ภายในการผลิตปลั้กไฟฟ้า แต่พวกเขาจะมีความทะเยอทะยาน ภายในบ้านหลังเล็กมากที่มีสองห้องจำกัด พวกเขาทำงานทุกวันวันละหลายชั่วโมง มัทสุชิตะและครอบครัวของเขาได้พยายามจะขายเต้าหลอดไฟฟ้าจากบ้านของพวกเขาระหว่างนั้นมัทสุชิตะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของเขา การสร้างโอกาสแก่พวกเขาสามคนได้ย้ายจากบ้านเล็กมากไปอยู่บ้านสองชั้นที่ใหญ่ขึ้น และมัทสุชิตะ อิเลคทริค ได้กำเนิดขึ้นมา บริษัทจะมีบุคคลสามคน พวกเขาได้ดัดแปลงห้องชั้นล่างเป็นโรงงาน แม้ว่าการผลิตจะเริ่มต้นด้วยแผงฉวนไฟฟ้าพัดลม มัทสุชิตะเชื่อว่าเราจะมีตลาดที่ใหญ่โตของอุปกรณ์ติดตั้งไฟฟ้าครัวเรือนที่สะดวกและคุณภาพสูง เขาจะอยู่จนดึกเพื่อการออกแบบของเขา ในที่สุด มัทสึชิตะได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างรวดเร็วเมื่อสิ้น ค.ศ 1918 บริษัทได้เจริญเติบโตเป็นบุคคลยี่สิบคนเมื่อ ค.ศ 1927 ตราสินค้าแนชั่นแนลได้กำเนิดขึ้นภายหลังจากที่มัทสุชิตะได้เรียนรู้ความหมายของมันจากพจนานุกรม และได้ตัดสินใจที่จะใช้ “แนชั่นแนล” หมายถึงหรือเกี่ยวพันกับบุคคลของชาติ จะเป็นตราสินค้าของผลิตภัณฑ์ การบริการแก่บุคคลจะสำคัญที่สุดภายในจิตใจของมัทสุชิตะ เขาต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของเขาเข้าหาบุคคลทุกคนได้ ไม่ใช่เพียงแต่ลูกค้าที่ร่ำรวยเหมือนผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า ที่ถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ฟุ่มเฟือย ตัวอย่างเข่นเตารีดแนชั่นแนล ซุปเปอร์จะมีราคา 3.2 เยนต่ำกว่าป้ายราคา 5 เยนของเตารีดของคู่แข่งขันสงครามโลกครั้งที่สองได้เปลี่ยนแปลงการผลิตของพวกเขา บริษัทต้องผลิตอุปกรณ์ทางทหาร โดยเฉพาะพวกเขาต้องผลิตเรือไม้ห้าสิบหกลำ และเครื่องบินไม้สามลำ เนื่องจากผลลัพธ์ของสงครามโลก บริษัทได้สูญเสียโรงงานสามสิบสองโรงและสำนักงานภายในญี่ปุนวันเดียวภายหลังจากการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขของญี่ปุ่น มัทสุชิตะได้เรียกผู้บริหารอาวุโสของเขารวมกัน และได้ประกาศแผนที่จะเริ่มต้นการผลิตใหม่ สี่วันต่อมาภายในคำร้องขอที่ได้ส่งไปยังบุคคลทุกคน เขาได้กล่าวว่า การผลิตจะเป็นรากฐานของการฟื้นตัวของเรา เราจะปลุกจิตวิญญานของมัทสุชิตะสมัยเดิมขึ้นมาใหม่ และการรับรู้งานของการสร้างชาติใหม่ และการปรับปรุงชีวืตของบุคคลภายใต้การกำหนดทิศทางของนายพลดักกาส แมคอาเธอร์ กองกำลังยึดครองได้ปฏิรูปประชาธิบไตยภายในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วและรวมทั้งการสร้างสหภาพแรงงานด้วย แต่การฟื้นตัวของมัทสุชิตะได้เผชิญกับอุปสรรคที่สำคัญสองอย่างทันที กองกำลังยึดครองได้ออกคำสั่งหลายอย่างที่หยุดการผลิตของบริษัท และคุกคามการดำรงอยู่ของพวกเขา กฏหมายเหล่านี้มุ่งหมายจะทำลายไซบัตสุ ไซบัตสุจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมและการเงินที่ควบคุมโดยครอบครัวภายในญี่ปุนเป็นช่วงอายุคน ความรุนแรงของกฏหมายได้กระทบต่อบริษัทของเขา บริษัทอิสะที่มีอายุเพียงสามสิบปีเท่านั้น มัทสุชิตะได้ไปสำนักงานใหญ่ของนายพลดักกลาส แมคอาเธอร์ มากกว่าห้าสิบครั้ง เพื่อการเจรจาต่อรอง โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้ชักจูงนายพลดักกลาส แมคอาเธอร์ ว่าบริษัทของเขาควรจะถูกยอมให้กลับมาผลิตผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าครัวเรือน และได้สัญญาต่อพวกเขาว่าญี่ปุ่นจะกลายเป็นผู้นำโลกภายในอิเลคโทรนิค กองกำลังยึดครองได้รับรู้ว่ากลยุทธ์ของเขาจะช่วยการฟื้นตัวของญี่ปุ่นจากการพังทลายลงของสงครามได้ ในที่สุดพวกเขาได้ยอมให้บริษัทของมัทสุชิตะเปิดได้อีกครั้งหนึ่งแต่เนื่องจากบริษัทของเขาได้ผลิตฮาร์ดแวร์ทางทหารระหว่างสงคราม มัทสุชิตะได้ถูกคำสั่งให้ออกจากซีอีโอ แต่สหภาพแรงงาน ร้านค้าปลีก และบริษัทในเครือ ได้แสดงการสนับสนุนต่อเขาด้วยการยื่นคำร้องให้ยกเลิกคำสั่งลาออก ด้วยการกล่าวว่ามัทสุชิตะจะขาดไม่ได้ภายในการสร้างใหม่ของบริ็บัท เมื่อ ค.ศ 1947 กองบัญชาการสุงสุดของกองกำลังยึดครอง ได้ยอมให้มัทสุชิตะยังคงอยู่ภายในบริษัทได้วิธีการทางธุรกิจของมัทสุชิตะจะสัมผัสและสร้างสรรค์มาก เขาจะเป็นบุคคลที่กล้าหาญและสายตาแหลมคม เขาสามารถรับรู้และฉกฉวยโอกาสได้ดีมาก ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเขาได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายมาก และบริษัทจะมีชื่อเสียงจากคุณภาพที่สูง ณ ราคาที่ต่ำ เขาได้สร้างตะเกียงรถจักรยานรูปร่างหัวกระสุนที่ใช้ได้ถึง 40 ชั่วโมงโดยแบตเตอรี่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ตรงกันข้ามกับตะเกียงรถจักรยานอื่น ณ เวลานั้น จะเชื่อถือไม่ได้และโดยปรกติแบตเตอรี่จะหมดไปภายในสามชั่วโมง

 

โคโนสุเกะ มัทสุชิตะจะมีความกระตือรือร้นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาจะมีกระดาษและดินสอ ณ ข้างเตียงอยู่เสมอ เพื่อที่จะเขียนความคิดที่เกิดขึ้นกับเขาในขณะที่นอนหลับ บริษัทของเขาจะมีชื่อเสียงเหมือนเช่นจากการสร้างตะเกียงรถจักรยานรูปร่างหัวกระสุน ตะเกียงเทียนไขและตะเกียงน้ำมันจะถูกใช้กันโดยทั่วไปกับรถจักรยาน ณ เวลานั้น แม้ว่าตะเกียงแบตเตอรีจะมีอยู่ด้วย มันจะเชื่อถือไม่ได้ และแบตเตอรรี่จะหมดลงภายในสองถึงสามชั่วโมง มัทสุชิตะจะท้อแท้กับกับตะเกียงเทียนไขของรถจักรยานของเขาที่มักจะดับลงเมื่อเขาได้ขี่รถจักรยานตอนกลางคืน และเขาได้คิดค้นตะเกียงแบตเตอรี่ด้วยการทดสอบหลายโมเดลภายในช่วงเวลานานกว่าหกเดือน ในที่สุดเขาได้พัฒนาตะเกียงแบตเตอรี่สามก้อนรูปร่างหัวกระสุนที่อยู่ได้นาน 30 ถึง 40 ชั่วโมง เขาได้แสดงต่อตัวอย่างแก่ผู้ค้าส่ง แต่กระนั้นตะเกียงแบตเตอรีจะมีภาพพจน์ไมดี ณ เวลานั้น เขาไม่สามารถชักจูงให้พวกเขาซื้อโมเดลใหม่ของเขาได้ แต่มัทสุชิตะ มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ดีจะต้องขายได้ ดังนั้นเขาได้ทิ้งตัวอย่างไว้ที่ร้านค้า ในที่สุดผู้ค้าส่งได้พบว่าตะเกียงแบตเดอรี่ของเขามีคุณภาพดี และการสั่งซื้อได้เริ่มต้นขึ้นภายใตัความเป็นผู้นำของเขา มัทสุชิตะคาดหวังความมหัศจรรย์จากบุคคลของเขาและแม้แต่บุคคลที่ไร้การศึกษากลายเป็นนักคิดค้นและผู้บริหาร เขาจะสนใจต่อการปลูกฝังบุคคลและได้สร้างสถาบันการฝึกอบรมภายในพานาโซนิค ผู้สอนจะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญภายในองค์การ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และตัวเขาเองด้วย ความเป็นผู้นำของเขาจะเลยพ้นไปจากองค์การของเขา เขาจะร่วมหลักการความเป็นผู้นำของเขาแก่ทั้งโลกผ่านทางสถาบันที่แตกต่างกันและการพิมพ์เผยแพร่หลักการบริหารของเขาจะนำทางบุคคลของพานาโซนิคและทั่วทั้งโลกโคโนสุเกะ มัทสุชิตะเริ่มต้นทำงานเมื่อเขามีอายุเพียงเก้าปี และเขาได้ทำงานมานานกว่าแปดสิบปี เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นของสังคม เขาจะมีวิสัยทัศน์ที่สูงส่งของการปรับปรุงชีวิตของบุคคล เขาได้บรรลุมันด้วยการผลิตจำนวนมาก การตลาดมวลชน และเหนือสิ่งอื่นใดความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเขา เขาไว้วางใจบุคคลของเขา รับฟังพวกเขา ฝึกอบรมพวกเขา และบันดาลใจพวกเขา เพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ บริษัทได้เริ่มต้นเมื่อเขามีอายุเพียงยื่สิบกว่าปี ขยายตัวไปทั่วโลกด้วยการจัดหาเครื่องใช้ครัวเรือนไฟฟ้าที่มีคุณภาพ มัทสุชิตะจะให้คุณค่าแก่บุคคลของเขา และให้อำนาจแก่พวกเขาที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ เขาจะเชื่อมั่นต่อความคิดร่วมกัน และเขาจะเป็นผู้แสวงหาความรู้จากบุคคลทุกคนถ้อยคำและภูมิปัญญาของโคโนสุเกะ มัทสึชิตะ จะมิอิทธิพลสูงมากต่อผู้นำทุกรุ่น ผู้นำธุรกิจโลกคนหนึ่งที่ได้รับเอาบทเรียนของมัทสุชิตะไว้จนสุดหัวใจคิอ ทาดาชิ ยาไน ซีอีโอของฟาสต์ รีเทลลิ่ง ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกเสื้อผ้ายูนิโคล่รายใหญ่ที่สุดลำดับสามของโลก ณ การบรรยายที่สำคัญของการประชุมภายในโตเกียวเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของพานาโซนิค ทาดาขิ ยาไน ได้อธิบายว่าบทเรียนจากผู้ก่อตั้งพานาโซนิคได้้ช่วยให้เขาสร้างความสำเร็จทั่วโลกของฟาสต์ รีเทลลิ่ง อย่างไร บุคคลเบื้องหลังไอคอนตราสินค้ายูนิโคล่ ได้พาดพิงถึงแนวคิดของมัทสุชิตะจะสำคัญต่อองค์การของเขาอย่างไร และความคาดหวังของเขาต่ออนาคตของพานาโซนิคปรัชญาน้ำประปาจะเป็นแสงนำทาง เขาได้กล่าวว่า ผมจะเป็นผู้ชื่นชมที่สำคัญคนหนึ่งของโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ และตราสินค้าพานาโซนิค เขาได้อธิบายว่าเขาได้พบปรัชญาธุรกิจของมัทสุชิตะ ครั้งแรกอย่างไร เมื่อเขาได้ถือบังเหียนธุรกิจการค้าปลีกของพ่อของเขาต่อมากลายเป็นฟาสต์ รีเทลลิ่ง บุคคลจำนวนหนึ่งได้ออกไปทันที เขาต้องรับผิดชอบหน้าที่ธุรกิจทุกอย่าง เช่น การบัญชี การตลาด และทรัพยากรมนุษย์ มันจะเป็นเวลาที่ท้่าทายต่อเขา และทาดาชิ ยาไนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารและธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อต้น ค.ศ 1970 เขาได้พบหนังสือของมัทสุชิตะ เมื่อ ค.ศ 1961 มัทสุชิตะ ได้เตือนว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่นจะมากเกินไป และเขาได้มองถึงความสำคัญของการสร้างโครงสร้างภายในที่เข้มแข็ง เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้จากวิกฤติทางเศรษฐกิจที่อาจจะรออยู่ข้างหน้า ตามความกลัวของมัทสุชิตะ เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้เข้าไปสู่การถดถอยเมื่อ ค.ศ 1964 ตามมาด้วยการเจริญเติบโตที่จุดประกายจากโตเกียวโอลิมปิคภายในปีเดียวกัน มัทสุชิตะได้สนับสนุนแนวคิดของการบริหารเขื่อน เมื่อเศรษญกิจของญี่ปุนกำลังไปสู่จุดพลิกผันที่สำคัญ การบริหารเขื่อนของมัทสุชิตะได้นำเสนอวิถีทางที่จะรักษาบริษัทไว้แม้แต่การพลิกคว่ำลงภายในระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้คาดหวังไว้ และการใช้วิธีการที่มีประโยชน์เพื่อการบรรลุเป้าหมายของการรักษาการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาบริษัทสามารถรักษาการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ และป้องกันตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอกด้วยการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำภายในทุกส่วนของการบริหารเหมือนเช่น เขื่อนอุปกรณ์ และเขื่อนเงินทุน เพื่อการประกันการเจริญเติบโตอย่างมั่นคงทรัพยากรขององค์การที่่รองรับผลกระทบไว้จะเป็นเขื่อนอย่างหนึ่ง การรักษาไว้เพื่อการผลิตไฟฟ้าและน้ำประปา น้ำที่เก็บไว้ภายในเขื่อน เช่น กำไรสะสมที่สามารถใช้ได้เมื่อบริษัทได้เผชิญกับวิกฤติ หรือผู้บริหารได้พยายามจะเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่โคโนสุเกะ มัทสุชิตะจะมีมุมมองส่วนบุคคลต่อความหมายของช่วงเวลาที่ดี ระหว่างช่วงเวลาความเจริญรุ่งเรือง เขาได้กล่าวว่า เราจะก้าวไปอย่างควบม้า ภายในช่วงเวลาการถดถอย เราจะก้าวไปอย่างทอดน่อง เมื่อเรากำลังควบม้า เราจะไม่มีเวลามองไปรายรอบเรา ดังนั้นเราจะไม่มองเห็นอะไรเลย – ปัญหา แต่เมื่อเรากำลังเดินทอดน่อง เราสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในทุกทิศทาง และถ้าเราได้มองเห็นบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง เราจะมีเวลาแก้ไขมันได้การเชื่อฟังกฏธรรมชาติจะเป็นแกนของปรัญชาธุรกิจของมัทสุชิตะ ธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จจะเป็นธุรกิจธรรมดา การขาย ณ ราคาที่ทำกำไรยุติธรรม การเก็บเงินตามเวลา และอย่างอื่นภายในการกำหนดราคาของผลิีตภัณฑ์ เราจะต้องแสวงหาความสมดุลทางธรรมชาติระหว่างกำไร เพราะว่าเป็นผู้ผลิตและความสามารถของลูกค้าที่จะจ่าย ถ้าต้นทุนของผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง 1 เหรียญต่อผู้ผลิต ราคาของผลิตภัณฑควรจะเป็น 1.10 เหรียญ การขายภายใต้ทุนของกลไกทางการโฆษณา หรือราคาสูงเกินไป ด้วยความหวังจะทำกำไรอย่างรวดเร็ว จะสร้างธุรกิจที่ไม่ดี กลยุทธ์ที่ฉลาดและการคำนวณอย่างรอบคอบจะสำคัญ แต่กฏของโลกที่เรียบง่ายจะต้องถูกสังเกตุอยู่เสมอโคโนสุเกะ มัทสุชิตะมักจะพูดถึงความสำคัญของการมีจิตใจซูนาโอะ เมื่อทำการตัดสินใจ เราจะประหลาดใจว่า “ซูนาโอะ” หมายถึงอะไร ซูนาโอะ จะเป็นภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ความเปิดกว้าง ดังนั้นภายในการบริหารแล้วซูนาโอะคือ การมองที่ปัญหาหรือบุคคลด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง และไม่มีอิทธิพลจากความอคติหรือความคิดที่รับรู้มาก่อน ซูนาโอะจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จ และสไตล์การบริหารของมัทสุชิตะ เขาได้ยืนยันว่าการมีจิตใจสุนาโอะ ทำให้เขาสามารถตัดสินใจได้ดีที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่กระทบต่อธุรกิจจะยุ่งยากแค่ไหน โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ จะมองตัวเขาเองว่าเป็นบุคคลธรรมดาอยู่เสมอ เขาไม่เคยจบโรงเรียนหรือเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะมีสุขภาพที่อ่อนแอ เขาจะไม่มีญาติพี่น้องและบ้านที่จะกลับไป เขาไ่ม่เคยมองตัวเองว่าพิเศษ ทุกครั้งที่เขาได้พบบุคคลบางคน เขาจะรู้สึกอยู่เสมอว่าพวกเขารู้ดีกว่าและฉลาดกว่าเขา

 

โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ จะมีวิธีการบริหารที่นำหน้าเวลาของเขาให้มากที่สุด เมื่อบริษัทมีอายุสองปีและบุคคลยี่สิบแปดคน เขาได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า สังคมขั้นตอนเดียว เขาจะรวมบุคคลเข้าด้วยกัน เพื่อการเล่นกีฬาและการพักผ่อนอย่างอื่นอยู่เสมอ ในฐานะของผู้ผลิตเต้าหลอดไฟฟ้า และได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นผู้ผลิตอิเลคโทรนิคใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของญี่ป่นเคียงข้างโซนี่ ฮิตาชิ โตชิบา ไพโอเนีย และแคนนอน พานาโซนิคจะเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดสุดลำดับสี่ของโลกเมื่อ ค.ศ 2011พานาโซนิคเริ่มต้นด้วยความต้องการของการสร้างสิ่งที่มีคุณค่า ด้วยการทำงานหนักและการทุ่มเท บริษัทได้สร้างผลิตภัณฑ์ครั้งแล้วครั้งเล่า บริษัทที่ขาดประสบการณ์ได้ก้าวไปตามขั้นแรกไปสู่การกลายเป็นยักษ์ใหญ่อิเลคโทนิคส์ปัจจุบันนี้มาตรฐานของพานาโซนิคจะอยู่บนรากฐานของปรัชญาของผู้ก่อตั้งบริษัทโคโนสุเกะ มัทสุชิตะได้สร้างหลักการบริหารเจ็ดข้อย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1930 หลักการเหล่านี้จะประกอบเป็นรากฐานปรัชญาการบริหารของพานาโซนิคหลักการบริหารเหล่านี้จะถูกเรียกว่าเป้าหมายเจ็ดอย่างด้วย ความคิดที่มีพลังของมัทสุชิตะจะเกี่ยวกับรากเหง้าของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เขามักจะบอกว่าบุคคลจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ทุกอย่างและทุกอายุ ด้วยอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่และความเป็นมนุษย์ มัทสุชิตะย้ำว่าบุคคบสามารถยึดครองความสำเร็จและล้มเหลวได้ เราจะต้องเรียนรู้ทั้งสองและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้กล่าวว่า ภายในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิตอาจจะเกี่ยวพันกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากกว่าสติปัญญา การเรียนรู้ตลอดชีวิตจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความเป็นมนุษย์ จิตใจที่เปิดกว้าง ความเต็มใจเสี่ยงภัย ความสามารถรับฟัง และการสะท้อนตัวเองที่ซื่อสัตย์ หลักการบริหารเจ็ดข้อของโคโนสุเกะ มัทสุชิตะคือ
1 การมีส่วนช่วยต่อสังคม เราจะประพฤติตัวเราเองตลอดเวลาตามเป้าหมายการบริหารพื้นฐาน การบรรลุความรับผิดชอบทางสังคมของเราในฐานะของ
นักอุตสาหกรรมต่อชุมชุมที่เราดำเนินงานอยู่
2 ความยุติธรรมและความซื่อสัตย์ เราจะยุติธรรมและซื่อสัตย์ต่อการติดต่อทางธุรกิจทุกอย่างและการประพฤติส่วนบุคคล ไม่ว่าเราจะสามารถและรอบรู้แค่ไหน ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์แล้ว เราไม่สามารถได้การเคารพจากบุคคลอื่น หรือเพิ่มการเคารพตัวเราเอง
3 ความร่วมมือและจิตใจเป็นทีม เราจะรวมความสามารถของเราที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ไม่ว่าเราจะสามารถแค่ไหนในฐานะบุคคล ถ้าไม่มีความร่วมมือและจิตใจเป็นทีมแล้ว เราจะเป็นบริษัทเพียงแต่ชื่อเท่านั้น
4 ความพยายามที่ไม่ย่อท้อต่อการปรับปรุง เราจะพยายามปรับปรุงความสามารถของเราอยู่เสมอที่จะมีส่วนช่วนต่อสังคมด้วยกิจกรรมทางธุรกิจของเรา ด้วยความพยายามที่ไม่ย่อท้อนนี้ เราสามารถบรรลุเป้าหมายทางการบริหารพื้นฐานของเรา และช่วยให้สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนานเป็นจริงได้
5 ความนอบน้อมและความถ่อมตัว เราจะจริงใจและเรียบง่ายอยู่เสมอ การเคารพสิทธิและความต้องการของบุคคลอื่น เพื่อที่จะทำให้ความสัมพ้นธ์ทางสังคมที่ดีเข้มแข็ง และปรับปรุงคุณภาพชีวิตภายในชุมชนของเรา
6 ความสามารถปรับตัวได้ เราจะปรับตัวการคิดและพฤติกรรมของเราอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอรายรอบตัวเรา การดูแลที่จะกระทำให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อที่จะรับรองความก้าวหน้าและความสำเร็จภายในความพยายามของเรา
7 ความกตัญญู เราจะแสดงความรู้สึกของความกตัญญูต่อประโยชน์ทุกอย่างที่เราได้รับ ความเชื่อมั่นว่าทัศนคตินี้จะเป็นแหล่งที่มาของความสุขใจและกำลังใจที่ไม่มีขอบเขต การทำให้เราสามารถเอาชนะอุปสรรคอะไรก็ตามที่เราได้เผชิญ

 

ข้อแนะนำอย่างหนึ่งที่โคโนสุเกะ มัทสุชิตะได้ให้แก่บุคคลของเขา ณ ตอนเริ่มแรกของบริษัทคือ เราอาจจะเป็นบุคคลที่มีการศึกษาดี และความฉลาด แต่คุณสมบัติเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำให้เราเป็นนักธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จ เราจะต้องได้มาความสามารถเพื่อธุรกิจ ด้วยการทำงานของเราให้ดีที่สุด และการแสดงให้เห็นจากการปฏิบัติงานของเราด้วยสายตาที่ซื่อสัตย์และไม่ลำเอียง ถ้าเราได้กระทำอย่างสม่ำเสมอวันแล้ววันเล่า ในที่สุดเราจะสามารถทำงานของเราได้อย่างแม่นยำพานาโซนิคได้ขายผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของพวกเขาทั่วโลกภายใต้ชื่อตราสินค้าพานาโซนิค บริษัทได้ขายผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อสินค้าอื่นระหว่างประวัติของบริษัท เมื่อ ค.ศ 1927 ผู้ก่อตั้งบริษัทได้ชื่อตราสินค้า แนชั่นแนล ของโคมไฟ เมื่อ ค.ศ 1955 บริษัทได้เริ่มต้นใช้ตราสินค้าลำโพงเครื่องเสียงและโคมไฟภายในตลาดภายนอกญี่ปุ่นว่า พานาโซนิค ครั้งแรกที่บริษัทได้ใช้ชื่อตราสินค้า พานาโซนิค เมื่อ ค.ศ 1965 บริษัทได้เริมต้นใช้ชื่อตราสินค้า เทคนิคกับอุปกรณ์เครื่องเสียง การใช้ตราสินค้าหลายตราจะมีอยู่ไม่กี่ทษวรรษเมื่อ ค.ศ 2003 บริษัทได้ประกาศว่า พานาโซนิค จะกลายเป็นตราสินค้าทั่วโลก และได้เปิดตัวสโลแกนทั่วโลกว่า “ความคิดพานาโซนิคเพื่อชีวิต” บริษัทได้เริ่มต้นรวมตราสินค้าเป็นพานาโซนิค และเมื่อ ค.ศ 2004 ได้แทนที่แนชั่นแนลกับผลิตภัณฑ์และป้ายโฆษณาภายนอกยกเว้นภายในญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ 2008 บริษัทได้ประกาศว่าพวกเขาจะเลิกใช้ตราสินค้าแนชั่นแนลภายในญี่ปุน การแทนที่ด้วยตราสินค้าทั่วโลกพานาโซนิคภายใน ค.ศ 2010 เมื่อ ค.ศ 2013 บริษัทได้ประกาศการแก้ไขสโลแกนเก่าที่จะแสดงวิสัยทัศน์ของบริษัทได้ดีขึ้น “ชีวิตที่ดีกว่า โลกที่ดีกว่า”มัทสึชิตะ อิเลคทริค อินดัสเตรียล จะเป็นบริษัทคอมซูมเมอร์ อิเลคโทรนิคส์ บริษัทหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดของโลก แม้ว่าชื่อของบริษัทจะไม่รู้จักภายนอกญี่ปุ่น ชื่อตราสินค้าที่มัทสุชิตะได้ขายผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะเป็นชื่อครัวเรือน พานาโซนิค เทคนิค ควอแซร์ และเจวีซี จะถูกผลิตโดยมัทสุชิตะ ภายในญี่ปุ่นมัทสุชิตะ อิเลคทริค อินดัสเตรียล จะเป็นที่รู้จักเหมือนกับชื่อตราสินค้าของพวกเขา ผู้ก่อตั้งบริษัท โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้อาวุโสที่น่านับถิอของอุตสาหกรรมคอมซูมเมอร์ อิเลคโทรนิคส์ของญี่ปุ่นภายในหลายกรณีชื่อตราสินค้าจะรู้จักมากกว่าบริษัท ลูกค้าจะต้องไม่มองเห็นสองโคคา โคล่า หรือสองไนกี้ แต่ตามกรณีนี้พวกเขาได้ถูกบังคับทั้งชื่อมัทสุชิตะและพานาโซนิค นั่นไม่ได้เป็นกลยุทธ์ของบริษัทที่ดีเลยยุทธวิธีความเป็นผู้นำอย่างหนึ่งที่ผิดแบบแผนของมัทสุชิตะคือ เขาจะเป็นหัวหอกของความโปร่งใส เมื่อต้น ค.ศ 1920 การรักษาคนงานจะเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งภายในญี่ปุ่น เนื่องจากการแข่งขันระหว่างบริษัท และการตกต่ำทางเศรษฐกิจ ปรัชญาของมัทสุชิตะอย่างหนึ่งคือความไว้วางใจ และเขาได้ต้ดสินใจที่จะร่วมความลับทางการค้าแม้แต่กับคนงานใหม่ เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจ ณ ทุกระดับขององค์การ เมื่อ ค.ศ 1922 บริษัทจะมีบุคคลห้าสิบคนและโรงงานใหม่หนึ่งโรง ต่อมาเมื่อสินค้าคงเหลือได้พอกพูนขึ้น เพื่อที่จะสะสางยอดขายที่รออยู่ มัทสุชิตะได้ประกาศการตัดสินใจของเขาที่จะลดการผลิตลงครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ปลดคนงานแม้แต่คนเดียวโคโนเกะ ม้ทสุชิตะ ได้กล่าวว่า เราจะลดการผลิตครึ่งหนึ่งโดยไม่ปลดคนงาน แต่ให้พวกเขาทำงานครึ่งว้นเท่านั้น เราจะจ่ายค่าจ้างเท่าเดิมที่พวกเขาได้อยู่ในขณะนี้ แต่เราจะไม่มีวันหยุด คนงานทุกคนจะต้องพยายามขายสินค้าคงเหลือบริษัทได้เริ่มต้นการผลิตวิทยุและเตารีด มัทสุชิตะได้กำหนดปรัชญาทางธุรกิจของเขาเพิ่มขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว เขาได้นำเสนอแผน 250 ปีเพื่อบริษัทในอนาคต วันหนึ่่งโคโนสุเกะ มัทสุชิตะได้ไปวัดของนิกายศาสนาที่นิยมแพร่หลายแห่งหนึ่งตามคำชวนของบุคคลที่รู้จัก เขาได้มองเห๊นบรรดาสาวกจำนวนมากได้แสดงพลังภายในพิธีการ เมื่อมัทสุชิตะได้คิดถึงความประทับใจของเขา เขาได้มองเห็นการคู่ขนานระหว่างการบริการทางศาสนาและธุรกิจนำเสนอต่อมนุษยชาติด้วยเหตุนี้เขาได้พัฒนาสิ่งที่เขาเรียกว่าโมเดลของการบริหารอย่างเป็นธรรมสัญลักษณ์ที่สำคัญของโมเดลนี้คือน้ำประปาโคโนสุเกะ มัทสุชิตะเชื่อว่าเป้าหมายของการผลิตคือ การผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ณ ราคาที่ไม่แพง ดังนั้นบุคคลทุกคนสามารถได้ผลิตภัณฑ์เหมือนกับน้ำประปา มัทสุชิตะได้สร้างสถาบันสันติภาพและความสุขด้วยความเจริญรุ่งเรืองเมื่อ ค.ศ 1946 ภายหลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง สถาบันนี้จะรับผิดชอบภารกิจของ “การนำสันติภาพและความสุขมาสู่ศตวรรษที่ยี่สิบด้วยความเจริญรุ่งเรือง มัทสุชิตะได้ใช้ความคิดของปรัชญาน้ำประปา เพราะว่าเมื่ออุปทานของสินค้ามีอย่างมากมายแล้ว สังคมจะเจริญรุ่งเรืองและบุคคลจะมีความสุขมากขึ้นความเป็นมนุษย์ต้องการทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตวิญญาน ศาสนาจะเป็นการแสวงหาสิ่งศักดิสิทธ์ที่นำทางบุคคลหลุดพ้นจากความทุกข์ไปสู่ความสุขและจิตใจที่สงบ ทำนองเดียวกันธุรกิจสามารถจัดหาสิ่งจำเป็นทางกายภาพที่สร้างความสุขแก่มนุษย์ นี่ควรจะเป็นภารกิจพื้นฐานของธุรกิจ เขาได้ตัดสินใจที่จะบริหารบริษัทตามการรับรู้นี้เมื่อ ค.ศ 1932 โคโนเกะ มัทสุชิตะได้รวบรวมบุคคลที่จะประกาศภารกิจใหม่ของบริษัท ภารกิจของผู้ผลิตคือ การชนะความยากจนด้วยการผลิตอุปทานของสินค้าจำนวนมาก แม้ว่าน้ำจะถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งไม่มีใครค้ดค้านถ้าบุคคลที่เดินไปมาได้ดื่มน้ำจากก้อกน้ำข้างถนน นั่นเพราะว่าอุปทานของน้ำจะมากมายและราคาของน้ำจะต่ำ ภารกิจของผู้ผลิตคือ การจัดหาสินค้าจำนวนมากและราคาไม่แพงเหมือนกับน้ำประปา นี่คือเราสามารถจะกำจัดความยากจนได้อย่างไร การนำความสุขมาสู่ชีวิตของบุคคล และสร้างโลกนี้ให้เป็นสวรรค์ ต่อจากนั้นเขาได้ประกาศแผน 250 ปี แก่บริษัทที่จะบรรลุภารกิจของพวกเขา ช่วงเวลานี้จะประกอบด้วยสิบช่วงเวลา 25 ปี แต่ละช่วงเวลาจะถูกแบ่งเป็นสามระยะ ระยะเวลาสร้างสิบปี ตามมาด้วยระยะปฏิบัติการสิบปี และระยะบรรลุเป้าหมายห้าปี

 

เมื่อ ค.ศ 1981 ภายหลังสองทศววรษที่ผ่านมาเศรฐกิจของญี่ปุ่นได้กลายเป็นความความประหลาดใจของอุตสาหกรรมโลก ผลิตภัณฑ์ประขาชาติเบื้องต้นของญี่ปุ่นจะสูงที่สุดลำดับสามของทุกประเทศ และกำลังเจริญเติบโตสูงกว่าอเมริกา ภายในพื้นที่ขนาดมอนตานา รัฐที่เล็กที่สุดของอเมริกา ญี่ปุนจะ
ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ญี่ปุ่นจะมีประชากรครึ่งหนึ่งของอเมริกาแต่ยังคงส่งออกผลิตภัณ์ที่ผลิตมากกว่าการนำเข้าแต่ละปี ชาวอเมริกันมากขึ้นทุกทีกำลังแสวงหาที่จะเรียนรู้บทเรียนจากญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุนได้ใช้มา 30 ปีที่ผ่านมาแล้ว ริชาร์ด พาสคาล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ใช้เวลาเจ็ดปีศึกษาบริษัทอเมริกันและญี่ปุน 34 บริษัท ด้วยความช่วยเหลือจากแอนโธนี่ เอโธส นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮารว์าร์ด พิมพ์หนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งของโลกชื่อ The Art of Japanese Management ข้อสรุปที่น่าประหลาดใจคือบริษัทที่บริหารงานดีภายในทั้งสองประเทศจะมีหลายสิ่งร่วมกันอยู่ เมื่อ ค.ศ 1981 ริชาร์ด พาสคาล และแอนโธนีิ เอโธส ได้เริ่มต้นศึกษาความแตกต่างระห่ว่างบริษัทอเมริกันและบริษัทญี่ปุ้น และได้กล่าวถึงภายในหนังสือของพวกเขาว่าเหตุผลที่สำคัญต่อความสำเร็จของญี่ปุ่นคือ วิธีการบริหารที่เหนือกว่าของพวกเขา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ยืมและปรับวิธีการทางธุรกิจของอเมริกา ปัจจุบันนี้ภายในอุตสาหกรรมแล้วอุตสาหกรรมเล่าญี่ปุนได้บรรลุประสิทธิภาพที่เหนือกว่าอเมริกา ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ยืนยันว่าเทคนิคทางการบริหารที่ทำให้ธุรกิจของญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพสูงไม่ได้ผูกมัดทางวัฒนธรรม แต่ที่จริงแล้วบริษัทอเมริกันที่บรรลุความสำเร็จได้ใช้อยู่แล้วผู้เขียนได้ทำการดูลึกลงไปที่มัทสุชิตะ อิเลคทริคที่บรรลุความสำเร็จด้วยการใช้เครื่องมือทางการบริหารหลายอย่างของตะวันตก – กลยุทธ์การแข่งขัน โครงสร้างองค์การ การควบคุมทางการเงิน และระบบ – ภายในการรักษาจิตวิญญานของผู้ประกอบการไว้ภายในบริษัท การยอมให้ผู้บริหารหน่วยธุรกิจมีความเป็นอิสระหนังสือเล่มนี้ไดัใช้กรอบข่าย 7S เปรียบเทียบระหว่างบริษัทญี่ปุ่น มัทสึชิตะ อิเลคทริค – หรือพานาโซนิค และบริษัทอเมริกัน ไอทีที เมื่อ ค.ศ 1979 ไอทีที จะเป็นนายจ้างใหญ่ที่สุดลำดับห้าภายในอเมริกา ด้วยรายได้มากกว่า 22 พันล้านเหรียญพวกเขาได้แบ่งการบริหารเป็นเจ็ดด้านตามโมเดล 7S ของแมคคินซี่ย์ การวิจัยของพวกเขาได้ค้นพบว่าทักษะทางการบริหาร S แข็ง ระหว่างบริษัทอเมริกันและบริษัทญี่ปุนจะไม่แตกต่างกัน แต่บริษัทญี่ปุ่นจะมีทักษะของการบริหาร S อ่อน ได้เหนือกว่าบริษัทอเมริกัน ความสำเร็จของบริษัทญี่ปุ่นไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่จะเป็นวัฒนธรรมบริษัท และการบริหารบุคคลที่ล้ำหน้ากว่าริชารด พาสคาล ได้ชี้ว่าโคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ผู้ก่อตั้งมัทสุชิตะ อิเลคทริค ได้ให้คำอธิบายความสำเร็จของญี่ปุ่นว่า เรากำลังได้ชัยชนะและอุตสาหกรรมตะว้นตกกำลังจะแพ้ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะว่าเหตุผลความล้มเหลวจะอยู่ภายในตัวพวกเขาเอง บริษัทของพวกเขาจะถูกสร้างโมเดลของเฟรดเดอริค เทเลอร์ที่อยู่ภายในหัวของพวกเขา เรากำลังเลยพ้นไปจากความเชื่อของพวกเขา ณ เวลานั้น ฮาโรลด์ จีนีน ซีอีโอ ของไอทีที จะเป็นขวัญใจของบริษัทอเมริกัน วิธีการบริหารของเขาได้ถูกสอนภายในคณะบริหารธุรกิจ แต่ภายหลังไม่นานเขาได้ออกไปจากไอทีที กลุ่มธุรกิจที่มีภาระหนี้สินสูงมากได้เริ่มต้นตกต่ำลงเจ็ดปี หนังสือของริชาร์ด พาสคาลได้อธิบายระบบการบริหารบนพื้นฐานการควบคุมของไอทีที จะมีทั้งเครือข่ายสายลับภายใน เมื่อเปรียบเทียกัน มัทสุชิตะ อิเลคทริค ได้ถูกบริหารบนปรัชญาของความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจฮาโรลด์ จีนิน ได้ถูกใช้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ไม่ถูกต้องของการบริหารแบบอเมริกัน ทำไม? เขาได้ถูกมองว่าเป็นผู้บริหารอเมริกันที่ดีที่สุดของ ค.ศ 1970 แต่เขาได้ละทิ้งมิติมนุษย์ของไอทีที บุคคลจะรู้สึกคล้ายกับฟันเฟืองภายในวงล้อของเขา ผลลัพธ์ภายหลังจากที่เขาได้สละการควบคุมอย่างเสียไม่ได้เมื่อ ค.ศ 1977 ไอทีทีได้เผชิญกับลำดับของความยุ่งยากทางการบริหารและการขาดทุน เขาจะเป็นบุคคลที่ฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เขาไม่ได้สร้างสถาบันรายรอบเขาที่จะดำเนินอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเขาเมื่อเราได้เปรียบเทียบไอทีทีกับมัทสุชิตะ อิเลคทริค ของญี่ปุ่น ผู้ผลิตพานาโซนิคและควอซาร์ ทั้งสองบริษัทจะบริหารการเงินอย่างเข้มงวด โคโนสุเกะ มัทสุชิตะ ได้สร้างระบบการควบคุมที่ก้าวหน้าที่สุด ภายในสองวันของสิ้นเดือน สำนักงานใหญ่จะมีงบการเงินล่าสุดจากหน่วยธุรกิจและบริษัทลูกทั่วโลก เมื่อผลิตภัณฑ์บกพร่องถูกนำเข้ามา พวกเขาสามารถสืบหาไม่เพียงแต่โรงงานแต่จะไปถึงสายการผลิตและคนงานที่ผลิตมันด้วย โคโนเกะ มัทสุชิตะจะบริหารองค์การอย่างมีวินัยมาก แต่เขาจะบริหารด้านมนุษย์ได้ยอดเยี่ยมมาก เขาจะทุ่มเทพลังอย่างมากและการให้ความสนใจต่อการนำบุคคลวัยหนุ่มสาวเข้ามา การฝึกอบรมพวกเขาอย่างรอบคอบ และทำให้พวกเขาเชื่อมั่นต่อความมุ่งหมายของบริษัท เมื่อฮารโรลด์ จีนิน ได้ค้นพบข้อบกพร่องของผู้บริหาร พวกเขาจะถูกทำให้อับอายหรือไล่ออก เมื่อมัทสุชิตะได้ค้นพบอย่างเดียวกัน ผู้บริหารจะถูกระบุว่าขาดประสิทธิภาพ และเขาอาจจะถูกมอบหมายงานใหม่ หรือแม้แต่การลดตำแหน่งลงบริษัทอเมริกันสามในสี่จะบริหารงานไม่ดี แต่เราจะมีบริษัทอเมริกันที่ยิ่งใหญ่จำนวนหนึ่งที่รักษาความยั่งยืนไว้ตลอดเวลา และพวกเขาจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าบริษัทญี่ปุ่น เช่น แคตเตอร์พิลลาร์ และไอบีเอ็มบริษัทอเมริกันที่บรรลุความสำเร็จจะดูคล้ายกับบริษัทญี่ปุ่น นี่ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาได้ลอกเลียนแบบ แต่เพราะว่าพวกเขาได้ทำสิ่งที่คล้ายกับผู้บริหารญี่ปุ่น

 

6

ริชาร์ด พาสคาล และแอนโธนี เอโธส ผู้เขียนร่วมหนังสือการบริหารขายดีที่สุดเล่มหนึ่งชื่อ The Art of Japanese Management ยืนยันว่าลักษณะเฉพาะอย่างของการบริหารแบบญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นจากความสามารถของผู้บริหารญี่ปุ่นที่ได้รวมกันระหว่าง S ‘อ่อน – หมายถึงปัจจัยที่มีจิตใจและความรู้สึก ระบุและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย – คือ บุคคล ค่านิยมร่วม ทักษะ และไสตล์ และ เอส ‘แข็ง – หมายถึงปัจจัยที่ไม่มีจิตใจและความรู้สึก ระบุและเปลี่ยนแปลงได้ยาก คือ กลยุทธ์ โครงสร้าง และระบบ ของกรอบข่าย 7-Sได้เป็นอย่างดี บริษัทญี่ปุ่นได้ใช้หลักการบริหารหลายอย่างของบริษัทอเมริกัน แต่ได้ถูกใช้อย่างเข้มแข็งและมีวินัยมากกรอบข่าย 7-S ของแมคคินซี่ย์ เป็นมุมมองอย่างหนึ่งของการบริหารองค์การ ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย โทมัส ปีเตอร์ ,โรเบริต วอเตอร์แมน, ริชาร์ด พาสคาล และแอนโธนี เอโธส การวิจัยได้พบว่าบริษัทอเมริกันที่มีประสิทธิภาพได้บริหารปัจจัยที่สำคัญเจ็ดตัวขององค์การ ได้อย่างสอดคล้องและประสานกัน ปัจจัยเจ็ดตัวเหล่านี้ได้ถูกเรียกชื่อนำหน้าด้วย S ทุกตัวคือ : กลยุทธ์ โครงสร้าง ระบบ ทักษะ บุคคล สไตล์ ค่านิยมร่วม แมคคินซี่ย์ บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้าระดับโลก ได้ใช้กรอบข่าย 7-S นี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานของการให้คำแนะนำปรึกษา แมคินซี่ย์ได้พบว่า บริษัทที่นำกลยุทธ์ไปสู่การกระทำแล้วล้มเหลว เนี่องจากความไม่สอดคล้องท่ามกลาง 7-S กลยุทธ์ใหม่ได้ถูกกระทำโดยใช้โครงสร้างเดิม ระบบเดิม หรื่อค่านิยมร่วมเดิม ดังนั้นกลยุทธ์ใหม่ได้กลายเป็นล้มเหลวไปในที่สุดค่านิยมร่วมจะอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของกรอบข่าย 7-S เพราะว่าค่านิยมร่วมคือรากฐานของการสร้างองค์การ ค่านิยมร่วมแสดงว่าเราคือใคร เราทำอะไร เราไปที่ไหน และเราใช้หลักการอะไร ค่านิยมร่วมคือ รากฐานและจิตวิญญานของวัฒนธรรมองค์การ เราต้องไม่ลืมคำกล่าวของปีเตอร์ ดรักเกอร์ ว่า วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเข้า กรอบข่าย 7-S ได้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกภายหนังสือ The Art of Japanese Management

 

ฮาโรลด์ จีนีน ได้สร้างอินเตอร์แนชั่นแนล เทเลโฟน แอนด์ เทเลโฟน จนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่สุดของโลก ต่อมาเขาได้มองเห็นทรัพย์สินของบริษัทได้ถูกทะยอยขายออกไป และเขาได้ถูกบีบออกไปจากบริษัท เขาจะมีลักษณะของผู้บริหารแบบเผด็จการสมัยเดิม ฮาโรลด์ จีนีน มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้บริหารที่วางอำนาจ และพ่อมดการเงินเมื่อเขาได้มาออยู่ไอทีที เขาจะบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง ถ้าผมมีมือหลายมือ และเวลามากขึ้น ผมสามารถบริหารทั้งบริษัทได้ฮาโรลด์ จีนีน จะลงโทษผู้บริหารทุกคนอย่างโหดร้ายที่ไม่บรรลุเป้าหมาย ความโหดร้ายได้ทำให้ผู้บริหารบางคนต้องร้องให้ ผู้บริหารคนหนึ่งได้กล่าวว่า แรงกดดัน ณ ที่นี่ เหมือนกับตกนรก เขาไม่สนใจอะไรเลยยกเว้นงานเท่านั้น ไม่สนใจเวลา ชีวิตส่วนตัวของเรา ไม่มีอะไรเลย เขาไม่ได้สร้างความผูกพันอย่างใกล้ชิดเลย เขาจะมีเพื่อนน้อยมากและไม่น่าคบเลย เขาจะเรียกร้อง ไม่อดทน เป็นศัตรู และขวานผ่าซาก ผู้บริหารจะตกใจกับการวิจารณ์ความล้มเหลวของเขา ณ การประชุม เขาจะมุ่งเป้าหมายระยะสั้นอย่างไม่ลดละ และกดดันผู้บริหารอย่างไม่ปราณีที่จะต้องบรรลุเป้าหมายรายไตรมาสฮาโรลด์ จีนีน จะเป็นซุปเปอร์สตาร์ของการซื้อบริษัท เขามักจะถูกเปรียบเทียบกับนายพล จอร์จ แพตตัน อเล็กซานเดอร์มหาราช และนโปเลียน เขาได้ถูกเรียกว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แต่เขาจะเป็นผู้นำบริษัททีเผด็จการด้วย เขาจะปฏิบัติต่อรัฐบาลต่างประเทศเหมือนกับบริษัทสาขา เขาจะเป็นบุคคลที่อาจจะซื้อโลกได้ถ้าให้โอกาส นานกว่าสองทษวรรษ เขาได้ปฏิรูปไอทีที จนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่ใหญ่โตด้วยการซื้อบริษัทมากกว่า 300 บริษัทดำเนินงานอยู่ภายใน 80 ประเทศ ตั้งแต่โรงแรมเชอราตัน รถเช่าเอวิส ไปจนถึงบริษัทประกันภัยฮารทฟอรด เขาได้ทำให้บริษัทเจริญเติบโตจากรายได้ 765 ล้านเหรียญ จนกลายเป็น 8.5 พันล้านเหรียญ กลายเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกฮาโรลด์ จีนีน จะเป็นต้นแบบของการบ้างาน แน่ใจว่าของต้องมีข้อเท็จจริงทุกอย่าง เขาทำงาน 70 ถึง 80 ชั่วโมงต่อสัปดาหฺ์ ภายในการบริหารไอทีที และเป็นบุคคลที่ต้องการรู้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เสมอ ผู้บริหารมากกว่า 100 คนต้องส่งรายงานทุกสัปดาห์แก่เขา และรายละเอียดมากขึ้นทุกเดือน หนึ่งเดือนก่อนที่เขาจะเกษียณ รายงาน 146 ฉบับ รวมแล้ว 2,537 หน้า ได้ถูกส่งมาที่สำนักงานของเขา เขาได้อ่านรายงานทุกหน้า สำนักงานไอทีทีของเขาที่นิวยอร์ค มีโทรศัพท์แปดเครื่อง และนาฬิกาบอกเวลาไปทั่วโลก

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *