INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รัฐบาลไม่พร้อมจริงในการแก้ปัญหาไวรัส

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

รัฐบาลไม่พร้อมจริงในการแก้ปัญหาไวรัส

ผมไม่สบายใจเลยครับ กับการเตรียมตัวของรัฐบาล เพื่อรับมือการแพร่ระบาดของโรค”โควิด-19” หรือ”ไวรัสโคโรนา”ในเวลานี้

เมื่อพบว่าไทยเรามีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เกิดความบกพร่องที่ปล่อยให้แรงงานไทยจากเกาหลีใต้ ดินแดนที่กำลังมีการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างรวดเร็ว กลับบ้านมาได้ โดยไม่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เท่าที่ควร ระหว่างทยอยกลับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนเกือบจะ ๕,๐๐๐ คน ตามที่เป็นข่าว ไม่ได้มีการกักตัว ๑๔ วันเป็นอย่างน้อย เพื่อเฝ้าดูอาการที่อาจปรากฏว่าติดเชื้อ”ไวรัสโคโรนา”หรือไม่ โดยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้เหตุผลว่าไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่ต้องพิจารณากักตัวเอง ๑๔ วัน ตามแต่สมัครใจ

ทั้งนี้ หมายความว่า ใครจะกักตัวเองหรือไม่ก็ได้ ไม่มีความผิดอะไร ที่จะต้องถูกลงโทษ

การกักตัวเอง จึงอยู่ที่”สปิริต”ของคนเดินทางที่รับผิดชอบต่อสังคม ยกตัวอย่างเช่น หลานสาวของผมรายหนึ่ง เธอกลับมาจากญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในข่ายพื้นที่เสี่ยงติดโรคเช่นกัน เวลานี้กำลังกักตัวเองอยู่กับบ้านได้หลายวันแล้ว เธอแจ้งหน่วยงานที่สังกัดว่า ขอกักตัวเองไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของที่ทำงาน ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ใครไปพบปะ แม้แต่ญาติพี่น้องและยังไม่มีอาการ ที่แสดงว่าติดเชื้อ

ผลก็คือ สามีซึ่งทำงานอยู่อีกหน่วยงานหนึ่ง ก็พลอยต้องกักกันตัวเองตามไปด้วย แม้ไม่ได้ร่วมเดินทางไปญี่ปุ่น เพราะเกรงว่าจะติดเชื้อ(ถ้ามี)จากภรรยา ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่สังกัดทราบ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ทั้งสองจึงอยู่แต่ในบ้าน เพื่อเฝ้าระวังตัวเอง จนกว่าแต่ละคนจะครบ ๑๔ วัน

จึงมีคำถามว่า จะมีคนงานไทยสักกี่คน จากจำนวนนับพันๆ ที่ทยอยกลับมาแล้ว จากเกาหลีใต้หรือ นักเดินทางจากชาติสุ่มเสี่ยงอื่นๆ จะกักตัวเองอยู่กับบ้านและป่านนี้ คงจะออกไปพบปะกับผู้คนหรือไปเที่ยวกันสบายใจเฉิบแล้ว

ดังนั้น ในช่วงนับแต่นี้ไป ถ้าอยู่ๆ ก็เกิดการแพร่ระบาดขึ้นทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ประหลาดพิศดารอะไร ที่จะไปแสวงหาคำอธิบายอื่นๆ ถึงสาเหตุ

นอกจากคำตอบที่ว่ามาจาก”ความชุ่ย”ของทางการที่เกี่ยวข้องและของรัฐบาลที่ประมาท ไม่เฉลียวใจหรือรอบคอบเพียงพอนั่นเอง

เป็นเรื่องค่อนข้างจะแปลก ที่ทางการหรือรัฐบาลไม่ได้บทเรียนอะไร จากกรณีรับตัวกลุ่มคนไทย ๑๔๑ คน กลับจาก”อู่ฮั่น”เมืองต้นตอของการระบาด แล้วเอามากักตัวไว้สังเกตอาการ ในพื้นที่ของกองทัพเรือ ๑๔ วัน ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนเสร็จสิ้นภารกิจไปแล้ว ด้วยความรู้สึก ที่ค่อนข้างจะแน่ใจว่า ไม่มีใครคนไหนแพร่เชื้อออกมาสู่สังคมไทยโดยรวมแน่ๆ เมื่อพวกเขาออกไปใช้ชีวิตในสังคม จึงปล่อยตัวกลับภูมิลำเนา

ก็ต้องขอชมเชยกองทัพเรือและกระทรวงสาธารณสุขที่ร่วมมือกันอย่างดีมาก จนไม่มีข้อบกพร่องเลย ทำให้คนไทยทั้งชาติพลอยสบายใจ รู้สึกปลอดภัยไปด้วย ในความร่วมมือคราวนั้น

แต่ก็ต้องมารูสึกหนักใจมาก ในคราวนี้ เมื่อกลุ่มคนงานไทยที่เข้าไปทำงานโดยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ราว ๕,๐๐๐ เรียกร้องที่จะเดินทางกลับบ้านมาพร้อมๆ กัน

ปรากฏว่าในขณะที่เขียนเรื่องนี้(๔ มีค.) ก็ยังไม่มีแผนรองรับชัดเจน แม้คนเหล่านี้มาจาก พื้นที่เสี่ยงสูงสุดคือเกาหลีใต้ซึ่งกำลังเกิดภาวะระบาดอย่างหนัก รองลงมาจากจีนเลยทีเดียว

แถมรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณยอมรับว่าไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย”กักตัว”คนไทย เพื่อประกันการแพร่เชื้อที่อาจติดตามได้ เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ที่ต้องปล่อยให้คนไทยหรือนักเดินทาง เข้ามาเมืองไทยได้อย่างเสรีจะไปไหนมาไหนก็ได้ หากผ่านการตรวจสอบขั้นแรกที่ด่านแล้วไม่พบไข้หรือไม่มีอาการติดเชื้อ

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ แม้ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า พร้อมรับมือ แต่ไม่ชัดเจนว่าจะรับอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

๑ สถานที่แรกรับ จะใช้ที่ไหน ยังจะเป็นฐานทัพเรือ หรือที่อื่นๆ ได้ด้วยหรือไม่ และสามารถรับไว้ได้มากน้อยแค่ไหน หากทยอยมาเป็นกลุ่มใหญ่ในแต่ละคราว ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง ๑๔วันในการกักตัว ถ้าต้องรับมาจำนวนมากเกิน ๕,๐๐๐ ราย จะใช้สถานที่ใดบ้าง จึงจะเหมาะสมพร้อมพรัก

๒ หากจำนวนมามากไป เหลือบ่ากว่าแรง ที่ทางการจะรับไว้ได้ รัฐบาลเตรียมหาทางออกไว้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น การกักตัวอยู่กับบ้าน  จะใช้วิธีการใดในการควบคุมตัว ให้อยู่กับที่ ไม่เพ่นพ่านไปที่อื่น ๆ

๓ งบประมาณที่จะใช้ ในการนี้จะต้องใช้มากน้อยเท่าไร และจะหามาจากที่ใด เพราะเป็นงบฉุกเฉินและต้องใช้แบบสูญเปล่าเป็นจำนวนมาก

๔ แนะให้ออกกฎกระทรวง ในยามฉุกเฉิน เพื่อบังคับใช้แทนกฎหมาย เพื่อความเด็ดขาด ในการแก้ไขปัญหา ต้องมีบทลงโทษชัดเจน หากมีการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามที่บังคับใช้

๔ กับคนไทยที่ยังอยากกลับและตกค้างในสภาพสุ่มเสี่ยงในเกาหลีใต้นั้น หรือในที่อื่นๆ จะช่วยประเทศนั้นๆ ดูแลพวกเขาอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้”ชาติเจ้าภาพ”ดูแลเองฝ่ายเดียว ซึ่งไม่เป็นธรรม

ผมนึกออกได้เพียงแค่นี้ครับ ตามประสาคนด้อยทั้งสติและปัญญา และใคร่ขอบคุณที่รับฟัง ถ้าข้อเสนอแนะนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอยู่บ้าง

อีกอย่าง ขอฝากไว้ เพื่อความไม่ประมาทก็คือ หากสักวันหนึ่งเกิดการแพร่ระบาดอย่างเลวร้ายในไทย ถ้าเราเตรียมแผนจัดการส่งตัวกลับแรงงานเมียนมาร์ กัมพูชาและลาวเอาไว้บ้าง ก็คงจะดี

ขอได้เตรียมการเอาไว้เถิด อย่าได้วางใจ ว่าจะไม่เกิดขึ้น

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *