INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เอสิคซ์ : จิตใจที่ดีอยู่ภายในร่างกายที่ดี

เอสิคซ์ : จิตใจที่ดีอยู่ภายในร่างกายที่ดี

บิลล์ โบเวอร์แมน ผู้ฝึกสอนการวิ่งที่ต่อมากลายเป็นผู้ก่อตั้งร่วมไนกี้ ได้ศึกษารองเท้าวิ่งชื่อ ทีจี 24 ร่วมกับบริษัทรองเท้าญี่ปุน โอนิทสุกะ ไทกอร์ เมื่อ ค.ศ 1966
เขาได้สั่งซื้อรองเท้า ทีจี 24 300 คู่ จัดจำหน่ายภายในอเมริกา รองเท้ามีทุกสิ่งทุกอย่างที่นักวิ่ง ณ เวลานั้นกำลังมองหา และกลายเป็นรองเท้าขายดีที่สุด เมื่อ ค.ศ 1967 บิลล์ ผู้สร้างรองเท้านี้ ทีจี 24 ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อเป็นมิตรกับตลาดมากขึ้น ดังนั้นเขาได้มีความคิดชื่อ เม็กซิโก ชื่อนี้
ได้ถูกบันดาลใจโดยกีฬาโอลิมปิคเม็กซิโก 1968 ภายหลังกีฬาโอลิมปิค บลู ริบบอน สปอร์ต และโอนิทสุกะ ไทเกอร์ ต้องการชื่อที่มีเสียงดีขึ้นและเร้าใจมากขึ้นแก้รองเท้าผ้าใบ ดังนั้นพวกเขาได้ค้นพบชื่อ แอซเทค ชื่อนี้อยู่บนรากฐานของประวัติศาสตร์เม็กซิโกโบราณและอาณาจักรแอซเทค แต่ในไม่ช้า
พวกเขาได้เผชิญกับความยุ่งยากทางกฏหมายเมื่อชื่อนี้ใกล้เคียงเกินไปกับรองเท้าวิ่งอดิแดส แอสทิคา โกลด์ ดังนั้นบลู ริบบอน สปอร์ต ได้เปลี่ยนชื่อรองเท้าเป็น คอร์เทซ ชื่อนี้ได้ถูกเลือกที่ เฮอร์นาน คอรัเทซ นักล่าอาณานิคมชาวสเปนที่สยบความรุ่งเรืองของอาณาจักรแอซเทค การเย้ยหยันต่ออดีดาส
การเปิดตัวเริ่มแรกเมื่อ ค.ศ 1972 ไนกี้ คอร์เทซ เป็นรองเท้าวิ่งสมัยใหม่ครั้งแรก ออกแบบโดยบิลล์ โบเวอร์แมน ผู้ฝึกสอนการวิ่งโอลืมปิค ไนกี้ คอร์เทซ ได้ถูกสร้างเป็นเท้าวิ่งสบายที่ช่วยกับการวิ่งระยะทางไกลและพื้นดินขรุขระ และได้ถูกปล่อยตัวครั้งแรกระหว่างโอลิมปิค 1972 และได้ถูกคิดอย่างกว้างขวางว่า
ไนกี้ คอร์เทซ คือหัวใจความสำเร็จของไนกี้ รองเท้าได้ถูกแนะนำต่อสาธารณะ ณ จุดสุงสุดของซัมเมอร์ โอลิมปิค 1972 อุปสงค์ของรองเท้าได้เจริญเติบโตสูงมากทันที ภายหลังสาธารณะได้มองเห็นว่าไนกี้ คอร์เทซ ได้ถูกใช้โดยนักกีฬาโอลิมปิค 1972 ยอดขายได้สูงถึง 80,000 เหรียญระหว่างปีแรกที่รองเท้าเปิดตัว ยอดขายเพิ่มสูงขึ้น 100% จากยอดขาย 8,000 เหรียญของปีแรกของการขายรองเท้าตราสินค้าไทเกอร์ การลงทุนทางธุรกิจอย่างมากนี้ได้จุดไฟเริ่มต้น
ที่วางไนกี้บนเส้นทางไปสู่ชัยชนะ ไนกี้ คอร์เทซ ได้กำหนดมาตรฐานแก่รองเท้าวิ่ง ณ เวลานั้น และไปถึงจุดที่นักวิ่งมาราธอนชั้นนำของโลกได้กล่าวถึงไนกี้ คอร์เทซ เป็นรองเท้าใส่สบายที่สุดเท่าที่เคยมี
รองเท้าวิ่งที่ทอม แฮงค์ใส่ภายในภาพยนตร์เรื่องฟอร์เรสท์ กรัม คือ รองเท้า
คอร์เทซคลาสสิคไนกี้ ฟอร์เรสท์ กรัม ชายหนุ่มปัญญาไม่ดีแต่ไม่คยท้อถอย
ใส่รองเท้าคู่นี้วิ่งข้ามรัฐจากอลาบามาไปจนถึงรัฐตะว้นตกเฉียงใต้ของอเมริกา
ทำให้รองเท้าคู่นี้กลายเป็นที่กล่าวขวัญของมวลชนจนได้รับการเรียกชื่อว่า
รองเท้าไนกี้ฟอร์เรสท์ กรัม
ไนกี้ คอรเทซสีดำขาวได้ถูกใส่โดยทั่วไปโดยกลุ่มนักเลง โดยเฉพาะกลุ่มฮิสพานิซ เพราะว่าการออกแบบเรียบง่ายและสบายของรองเท้า

ผลตามมาของสงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่งภายในญี่ปุน การยึดครองโดยกองกำลังฝ่ายพันธมิตร การบังคับให้เป็นประชาธิปไตยและการล้มเลิกอาณาจักรภายในทศวรรษแรก ประเทศเกาะที่โดดเดี่ยวก่อนหน้านี้ได้ถูกเปิดแก่โลก และได้เริ่มต้นส่งออกวัฒนธรรมของพวกเขามากขึ้นกว่าแต่ก่อน .เส้นทางของญี่ปุ่นจากการถูกทำลายล้างหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก เกี่ยวพันกับปัจจัยที่สำคัญหลายอย่าง เช่น แรงบันดาลใจและการทำงานหนักของชาวญี่ปุ่น แต่เรามีชาวอเมริกันสองคนเป็นส่วนสำคัญภายในเรื่อง
ราวการฟิ้นฟูทางเศรษฐกิจยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก – เรื่องราวที่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปทั่วโลก และการส่งออกรถยนต์นับไม่ถ้วน วีซีอาร์ และวอล์คแมน เข้าไปสู่บ้านของเรา – คือนายพลดักกลาส แมคอาเธอร์ และเอ็ดเวิร์ด เด็มมิ่ง
เมื่อสงครามโลกได้สิ้นสุดลง บริษัทยามสงครามหลายบริษัทและเทศโนโลยีที่ใช้ระหว่างสงครามได้เปลี่ยนไปใช้กับการพัฒนาเศรษฐกิจยามสงบ บริษัทญี่ปุ่นได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และไม่เกรงกลัว โตโยต้า นิสสัน อิซุซุ และ
มาสด้า ได้ตัดสินใจผลิตเต็มสายการผลิต
บริษัทรถจักรยานยนต์ที่เริ่มต้นก่อตั้งโดย ซอยชิโร ฮอนด้า ไม่ฟังการเตือนจากระบบราชการ ได้เข้าไปสู่ตลาดรถยนต์ เมื่อ ค.ศ 1963 และบรรลุความสำเร็จสูงมาก เมื่อ ค.ศ 1953 โมริตะ อกิโอะ และมาซารุ อิบูกะ ผู้ก่อตั้งโซนี่ ได้ดิ้นรนอย่างไม่ลดละกับรัฐบาล ก่อนที่จะได้รับการอนุญาติให้ซื้อสัมปทาน เพื่อการผลิตทรานซิสเตอร์ ในไม่ช้าโซนี่ได้กลายเป็นผู้นำโลกทางคุณภาพและนวัตกรรมของอีเล็คโทรนิคเพื่อการบริโภค
ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด ภายหลังจากที่อเมริกาได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ณ ฮิโรชิมา และนางาซากิ ญี่ปุนได้ถูกทำลายล้างจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ภายหลังจากนั้นญี่ปุนได้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอเมริกา ระหว่าง ค.ศ 1946 และ ค.ศ 1952 นายพลดักกลาส
แมคอาร์เธอร์ เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของการกองกำลังยึดครองญี่ปุ่น ญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวจากความบาดเจ็บจากสงครามโลก และกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดลำดับสองของโลกตามหลังอเมริกาเมื่อ ค.ศ 1960 จนถูกเรียกกันว่า Japanese Economic Miracle : ความอัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น หมายถึงการเพิ่มสูงขึ้นอย่างสำคัญภายในเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ระหว่างเวลาสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองและสิ้นสุดสงครามเย็น
เมื่อ ค.ศ 1980 สถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี ได้ออกอากาศรายการตอนหนึ่งของ NBC White Paper เป็นสารคดีเรื่อง If Japan Can….. Why Can’t We ? การเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการปฏิรูปคุณภาพ และการแนะนำวิธีการของเอ็ดเวิร์ด เด็มมิ่ง แก่ผู้บริหารอเมริกัน การชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นยึดครองตลาดรถยนต์และ
อีเล็คโทรนิคของโลก ด้วยการทำตามข้อแนะนำของเอ็ดเวิร์ด เด็มมิ่ง อย่างไร
เอ็ดเวิร์ด เด็มมิ่ง เมื่ออายุได้ 93 ปี เขาได้ถ่ายทอดแนวคิดแก่บริษัทอเมริกัน ผู้ฟังประมาณ 20,000 คนต่อปี แกนของวิธีการของเขาคือ การใช้สถิติวัดความผ้นแปรของระบบการผลิต และปรับปรุงระบบการผลิตจนความผันแปรต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป้าหมายคือการปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เขายืนยันว่า 85 % ของคุณภาพที่ไม่ดีจะเกิดขึ้นจากระบบ
เมื่อ ค.ศ 1949 ห้าปีภายหลังจากการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง นายทหารก่อนหน้านี้ คิฮาชิโร โอนิทสุกะ ได้มองเห็นโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากความ
ลุ่มหลงที่ค้นพบใหม่กับกีฬาอเมริกัน และแสดงให้เห็นที่จะรวมชุมชนที่พังทลายเข้าด้วยกัน โดยการสร้างรองเท้าอย่างแท้จริงเพื่อกีฬา

เรื่องราวของผู้ก่อตั้งไนกี้ บิลล์ โบเวอร์แมน พัฒนาพื้นร้องเท้าวิ่งจากเครื่องทำวอฟเฟิลได้กลายเป็นตำนานเป็นรองต่อคิฮาชิโร โอนิทสุกะ แล้ว ผู้ก่อตั้งบริษัทรองเท้าญี่ปุ่น โอนิทสุกะ ไทเกอร์ แรงบันดาลใจได้เกิดขึ้นจากสลัดปลาหมึก
คิฮาชิโร โอนิทสุกะ เสียชีวิตเมื่อายุ 89 ปี ได้เข้าไปสู่ธุรกิจรองเท้าตามมาสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังจากการเลิกขายเบียร์เถื่อน ภายในทศวรรษต่อมา เขาได้สร้างบริษัทรากฐานโกเบของเขาจนกลายเป็นผู้ผลิตรองเท้ากัฬาและเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดภายในญี่ปุ่น ภายหลังจากสงครามกลับมาบ้านเมื่อ ค.ศ 1945
คิฮาชิโร โอนิทสุกะ ได้สร้างโอนิทสุกะ ภายในโกเบ เมื่อ ค.ศ 1949
รองเท้าบาสเกตบอลเป็นร้องเท้ากีฬาอย่างแรกที่ผลิตโดยโอนิทสุกะ
ณ เวลานั้นรองเท้าบาสเกตบอลได้ถูกคิดเป็นรองเท้ากีฬายากมากที่จะผลิต
แต่โอนิทสุกะรู้สึกว่าถ้าเขาสามารถเอาขนะอุปสรรคที่สำคัญ ณ ตอนเริ่มต้นได้
เขาสามารถเอาชนะอุปสรรคอื่นได้อย่างต่อเนื่องด้วย โอนิทสุกะ ได้ให้ต้นแบบรองเท้าของเขาแก่นักบาสเกตบอลชั้นนำที่รองเท้าได้ถูกทดสอบและปรับปรุงหลายครั้ง จนกระทั่งโมเดลแรกได้ถูกเปิดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิ 1950 โมเดลเปิดตัวเมื่อ 1950 ได้สะท้อนการปรับปรุงทีละน้อย โอนิทสุกะได้เกิดความคิดจาก
การมองเห็นสลัดปลาหมึกบนโต๊ะอาหารเย็นของเขา ที่สร้างแรงบันดาลใจ
ไปสู่การพัฒนารองเท้าบาสเกตบอลลซัคชั่น คัพ ของเขา
เมื่อ ค.ศ 1977 ภายหลังจากการรวมบริษัทกับผู้ผลิตเสื้อผ้าญี่ปุ่นสองราย
โอนิทสุกะ ได้เปลี่ยนชื่อของบริํษัทเป็นเอสิคซ์ คำย่อของสุภาษิตภาษาลาติน “จิตใจที่แจ่มใจ ร่างกายที่แข็งแรง”
เมื่อ ค.ศ 2018 นับเป็น 69 ปี นับตั้งแต่เอซิคส์ ได้ถูกก่อตั้งครั้งแรก และการฉลองหนึ่งร้อยปีของโอนิทสุกะ ผู้ก่อตั้ง จากธุรกิจขนาดเล็กด้วยบุคคลสี่คน การผลิตรองเท้าผ้าใบแก่เด็กนักเรียน กลายเป็นตราสินค้าเครื่องกีฬามีอิทธิพล
มากที่สุดของโลก ตราสินค้าเอซิคส์ ได้เดินทางมายาวไกล
เมื่อย้อนหลังไปภายใน ค.ศ 1949 คิฮาชิโร โอนิทสุกะ กำลังผลิตร้องเท้าแก่เด็ก การก่อตั้งบริษัท โอนิทสุกะ เขาเริ่มต้นด้วยบุคคลเพียงสี่คนและสำนักงานที่เล็กเท่านั้น
การมีชีวิตอยู่ภายในญี่ปุ่นหลังสงคราม โอนิทสุกะเชื่อว่า เพื่อที่จะยกจิต
วิญญานและขวัญของบุคคลวัยหนุ่มสาวญี่ปุ่น เขาต้องส่งเสริมวิถีชีวิต
สุขภาพดีผ่านทางกีฬาและนักกีฬา ผลิตภัณฑ์อย่างแรกของเขาคือ รองเท้า
บาสเกตบอลที่คล้ายคลึงอย่างมากกับรองเท้าแตะทำด้วยฟางข้าว และไม่ได้บรรลุความสำเร็จตามวิถีทางที่เขาได้หวังไว้ และเขาได้กลับไปกระดานเขียนแบบที่จะพยามครั้งที่สอง ด้วยความมุงหมายของการปฏิรูปรองเท้าบาสเกตบอล ณ เวลานั้นรองเท้าบาสเกตบอลไม่ได้ถูกออบแบบเพื่อการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เขาได้มองดูวถีทางที่นักบาสเกตบอลเคลื่อนไหว และอะไรที่พวกเขาต้องการกับรองเท้าของพวกเขา ภายหลังความพยายามลองผิดลองถูกหลายครั้ง โอนิทสุกะได้เกิดแรงบันดาลใจโดยบังเอิญภายในสลัดปลาหมึกของเขา การมองเห็นว่าตัวดูดบนหนวดของปลาหมึกมีการยึดแน่นได้อย่างไร เขาได้รับรู้ว่าถ้าเขาเพียงแต่สามารถเลียนแบบรูปร่างของตัวดูดกับรองเท้ารองเท้ายางของเขา เขาสามารถสร้างรองเท้าบาสเกตบอลที่บรรลุการยึดที่ต้องการได้ รองเท้า – ซี่อโอนิทสุกะ ไทเกอร์ – ได้ถูกใส่โดยทีมบาสเกตบอลโอลิมปิคญี่ปุ่น และได้ปูทางเพื่อทศวรรษของการพัฒนาทางเทคนิค ร้องเท้าที่สร้างสรรค์ และการเจริญเติบโตของตราสินค้ากีฬาโลก
โอนิทสุกะ ไทเกอร์ ได้ทำงานกับนักวิ่งมาราธอน โตรู ทีระซอล เมื่อ ค.ศ 1953 ที่จะพัฒนารองเท้าวิ่ง เพื่อที่จะป้องกันนักวิ่งทางไกลไม่ให้พุพอง นักวิ่งเอธิโอเปีย อบีบี้ บีกิล่าได้เริ่มต้นใส่รองเท้าโอนิทสุกะ ไทเกอร์ เมื่อ ค.ศ 1957 ครั้งแรกภายในอาชีพการวิ่งของเขาที่เขาไม่เคยใส่รองเท้า การชักจูงโดย
โอนิทสุกะว่ามันจะเหนือกว่าการวิ่งเท้าเปล่าของเขา รองเท้าได้ถูกใช้กับนักวิ่งระยะทางสั้นเมื่อ ค.ศ 1958 โดยโอลิเวอร์ สคิลตัน ด้วย
เมื่อ ค.ศ 1969 โอนิทสุกะ ได้เริ่มต้นเป็นหุ้นส่วนกับบลู ริบบอน สปอร์ต ผู้เบิกทางของไนกี้ บีอาร์เอส เป็นผู้จัดจำหน่ายรองเท้าโอนิทสุกะภายในอเมริกา
และบิลล์ โบเวอร์แมน ผู้ก่อตั้งร่วมของบีอาร์เอส และผู้ฝึกสอนการวิ่ง ได้ขอให้ความช่วยเหลือจากโอนิทสุกะ เพื่อการออกแบบร้องเท้าที่ให้การกันกระเเทกได้มากขึ้นแก่นักกีฬา โอนิทสุกะ ได้ออกแบบรองเท้าคอร์เทซที่กลายเป็นนิยมแพร่หลายอย่างไม่น่าเชื่อ ภายหลังการโต้แย้งทางกฏหมายระหว่่างสองบริษัท รองเท้าได้เปลี่ยนชื่อเป็นคอร์แซร์ สี่สิบกว่าปีต่อมาโมเดลของรองเท้ายังคงคลาสสิคต่อทั้งโอนิทสุกะ ไทเกอร์ และไนกี้
เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความคิดถ่อมตัวที่กีฬามีพลังจะปฏิรูปชีวิต หมายความว่าจิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ภายในร่างกายที่สมบูรณ์ หลักการภาษาลาติน ที่เป็น ความเชื่อเบื้องหลังโอนิทสุกะ ไทเกอร์ และต่อมากลายเป็นคำย่อของเอสิคซ์
โอนิทสุกะ ไทเกอร์ เป็นหนึ่งบริษัทรองเท้าเก่าแก่ที่สุดภายในญี่ปุ่น การย้อนรอยกลับไปทีการก่อตั้งของโอนิทสุกะเมื่อ ค.ศ 1949 โดยนายทหารก่อนหน้านี้ คิฮาชิโร โอนิทสุกะ อายุ 32 ปี ได้เริ่มต้นบริษัทของเขา
ด้วยความหวังของการยกคุณค่าตัวเองของบุคคลหนุ่มสาวหลังสงครามผ่านทางจิตวิญญานของการกีฬา ภายในตอนเริ่มต้น เราได้เริ่มเดินทางที่จะช่วยเหลือบุคคลวัยหนุ่มสาวญี่ปุ่นและสร้างใหม่อนาคตที่ดีกว่า ภายหลังสงครามได้สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ 1949 เราเชื่อว่าการเล่นกีฬาเป็นวิถีทางดีที่สุดที่จะรวมบุคคลและเชื่อมโยงชุมชน หกสิบปีต่อมาปรัชญาเดียวกันนี้ยังคงมีอยู่
คิฮาชิโร โอนิทสุกะ ได้รับรู้ว่าหลายสิ่งที่ต้องทำที่จะรักษาชีวิตญี่ปุ่นไว้จากการ
การตกต่ำทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การมองหาวิถีทางดีที่สุดที่จะช่วยบุคคลวัยหนุ่มสาวที่ขวัญเสีย โอนิทสุกะ บันดาลใจโดยความคิดของจูลเวอนัล กวีชาวโรมัน “จิตใจที่ดีอยู่ภายในสุขภาพที่ดี” ทุ่มเทชีวิตการทำงานของเขาภายในรองเท้ากีฬา และก่อตั้งโอนิทสุกะเมื่อ ค.ศ 1949
ไม่มีการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ และทำงานจากห้องนั่งเล่นของเขา รองเท้าคู่แรกของเขา – มุงหมายเพื่อทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนมัธยมโกเบ – ดูคล้ายกับรองเท้าแตะทำด้วยฟาวไม่ใช่รองเท้าผ้าใบ และได้ถูกหัวเราะเยาะ
ตลอดสองปีต่อมา โอนิทสุกะได้ชมการแข่งขันนับไม่ถ้วน จดบันทึกปัญหาโดยทั่วไปมากที่สุดที่นักกัฬาได้เผชิญ : ลื่น การเริ่มต้นและการหยุดอย่างรวดเร็วบนสนามทำให้นักกีฬาล้ม แรงบันดาลใจภายในการกินสลัดปลาหมึก หนวดของปลาหมึกได้กลายเป็นติดอยู่กับด้านข้างของถ้วย มันไม่สามารถดึงออกมาและ ทำไม กับพื้น
เมื่อโอนิทสุกะได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นเอสิคซ์ และต่อไปได้สร้างตัวเองเป็นตราสินค้ากีฬาชั้นนำของโลก พวกเขารู้จิตวิญญานของมรดกที่มีชีวิตต่อของพวกเขาอยู่เสมอ ประวัติที่ภูมิใจตัวเองต่อการเป็นช่างฝีมือญี่ปุนรวมกับกีฬาที่ไร้กาลเวลาที่ค้นพบบนลู่วิ่ง และต่อมาใส่บนถนน
ผลิตภัณฑ์อย่างแรกของโอนิทสุกะ ไทเกอร์ คือ รองเท้าบาสเกตบอล รองเท้า
ต้นกำเนิดรุ่นแรกได้เปิดตัวเมื่อ ค.ศ 1950 ด้วยการมีรูปหน้าเสืออยู่บนรองเท้า และต่อมาได้กลายเป็นโลโก้ของโอนิทสุกะ ไทเกอร์
โอเค บาสเกตบอล รองเท้ารุ่นแรกของโอนิทสุกะ ไทเกอร์ ตั้งแต่ ค.ศ 1949 ได้ถูกออกแบบใหม่ ภายในโอกาสการฉลองครบรอบ 70 ปี โดยยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างสมบูรณ์
โมเดลของรองเท้าบาสเกตบอลโอเคได้ถูกบีนดาลใจต้นกำเนิดโดยรองเท้าบาสเกตบอลย้อนยุคจาก ค.ศ1950 การเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นกับรองเท้าหุ้มข้อ รุ่นต้นกำเนิด
เมื่อต้น ค.ศ 1959 ในขณะที่โอนิทสุกะกำลังแช่น้ำร้อน เขาได้มีชั่วขณะของความรู้สึกที่ค้นพบแล้ว ยูเรก้า มอเม้นต์ เมื่อเขาได้มองเห็นไอน้ำร้อนทำให้นิ้วเท้าของเขาเป็นรอยย่นภายในอ่างอาบน้ำ และเขาได้รับรู้ว่าความร้อนทำให้การวิ่งพุพอง สิ่งนี้ได้บันดาลใจเขาที่จะมุ่งการหมุนเวียนอากาศที่ดีขึ้นเพื่อรองเท้าวิ่งทางไกล การเจาะรูกับรองเท้าได้ถูกพิสูจน์เป็นการค้นพบที่สำคัญอย่างมาก
เมื่อ ค.ศ 1960 โอนิทสุกะ ได้เปิดตัวรองเท้ามาราธอน แมจิก รันเนอร์ ด้วยการปรับปรุงเทคโนโลยีของการถ่ายเทอากาศที่จะป้องกันการพุพองและสร้างความสบาย แมจิก รันเนอร์ ไม่เพียงแต่น้ำหนักเบาเท่านั้น แต่ได้นำเสนอการหมุนเวียนอากาศดีเยี่ยมด้วย
ณ เวลานั้นนักวิ่งมาราธอนได้คาดหวังที่จะเกิดพุพองจากการวิ่งทางไกล พุพองจะเกิดขึ้นโดยความร้อนเสียดทานจากการกระทบของเท้าบนพื้นดิน ด้วยแรงบันดาลใจโดยตัวอย่างของเครื่องยนต์รถยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำ ด้วยการเติมน้ำที่พื้น แต่การทดลองได้สร้างรองเท้าที่หนักและเท้าเปียก และล้มเหลวในที่สุด ต่อไปด้วยแรงบันดาลใจโดยตัวอย่างของเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศเย็น แมจิก รันเนอร์ ได้ถูกสร้างขึ้นมา
เคนจิ คิมิฮารา ผู้ชนะเหรียญเงินภายในมาราธอนระหว่างประเทศ 1968 ได้ใส่รองเท้าแมจิก รันเนอร์ และได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่รักของนักวิ่งมาราธอน

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *