INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อย่างนี้จะไปโทษใครกัน ทุกสรรพสิ่งในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารรประชาธิปไตย

อย่างนี้จะไปโทษใครกัน

ทุกสรรพสิ่งในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลง

 

นี่เป็นสัจธรรม สังคมในอดีตก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงและจะแตกต่างจากอนาคต ระบบเศรษฐกิจก็เช่นกัน จากอดีตของการแลกของมาสู่ระบบการค้าด้วยเอกสารและต่อมาเข้าสู่ระบบดิจิทัล การเมืองก็มีวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป อุดมการณ์อาจจะไม่เปลี่ยน แต่วิธีการก็ย่อมพัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ ในอนาคตเราอาจจะเห็นหลายๆประเทศใช้วิธีการแบบ Block Chain มาเป็นกระบวนการของระบอบการปกครองที่ทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและเสนอความต้องการแก่รัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรง หรือที่เรียกว่า Direct Democracy

            สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยหรือไม่ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว การประท้วงเป็นการเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้น ให้ทันพลวัตรของโลก แม้ด้านเศรษฐกิจยังคงตกต่ำลงมาตลอด ไม่ว่าจะมีม็อบหรือไม่ ส่วนด้านสังคมความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้ปกครองกับชนชั้นใต้ปกครองเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เกิดการก่อตัวของความขัดแย้งในรูปของมวลชนที่ยังคงเคยชินและสนับสนุนระบบเก่า ระบอบเดิม กับมวลชนหัวก้าวหน้าที่ต้องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมและความยุติธรรมถ้วนหน้า

จุดวิกฤติของประเทศไทย ที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ มีแนวโน้มจะเกิดได้ด้วยกระแสความตกต่ำทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์โดยย้อนหลังไปตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของคสช. ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจนถึงยุคปัจจุบัน

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยดูดีมีภาวะพุ่งขึ้นแรง ด้วยอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3-4 โดยมีเครื่องจักรสำคัญ 2 ตัว คือการส่งออกที่มีแต่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นปีละหลายสิบล้านคน และนำรายได้เข้าประเทศจำนวนไม่น้อยนับได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า อันไม่เป็นผลดีนักต่อการส่งออกหรือการท่องเที่ยว เพราะมันทำให้ต่างชาติต้องจ่ายแพงขึ้น

แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยก็มิได้ดำเนินการอย่างใดที่จะทำให้ค่าเงินบาทชะลอหรือลดการแข็งค่า

ตรงข้ามทั้งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต่างภาคภูมิใจในผลงานดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่ามันแสดงถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

            อย่างไรก็ตามปรากฏว่าการส่งออกของไทยเริ่มชะลอตัวแม้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เพิ่มในอัตราที่ลดลงมาตลอด จนเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ทำให้เกิดผลกระทบต่อการค้าโลก การส่งออกของไทยก็เริ่มติดลบ พอเกิดการแพร่ระบาดของ Covid-19 การท่องเที่ยวก็พังพินาศเงินหายไปเฉยๆ 200,000-300,000 ล้านบาท จีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทยเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ Covid-19 เศรษฐกิจก็ชะลอตัว จึงซื้อสินค้าน้อยลง แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเราขาดดุลการค้าจีนมาโดยตลอดประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท ตรงข้ามกับสหรัฐฯที่ขาดดุลเรา 300,000 ล้าน – 400,000 ล้าน ซึ่งก็มีอันสะดุลลงด้วยนโยบายการค้าของทรัมป์ รวมทั้งการตัด GSP ถึง 2 ครั้ง ซึ่งแม้ไม่มีผลกระทบมากนักแต่มันเป็นไปตามการชะลอตัวของการค้าโลก

ด้วยสาเหตุดังกล่าว แม้ไม่อาจจะไปโทษใครได้ แต่ต้องบอกว่ามันเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างมากที่ไม่ระมัดระวัง และปรับตัวด้วยนโยบายการค้าที่เท่าทัน ประกอบกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จึงทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังได้ออกรายงานหนี้สาธารณะล่าสุด ณ วันที่ 30 ก.ย.63 พบว่ามีหนี้สาธารณะ 7.84 ล้านล้านบาท คิดเป็น 49.35% ของจีดีพี

นี่ยังไม่นับรวมการค้ำประกันหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งนับเป็นหนี้ผูกพัน หากเกิดปัญหาและยังไม่นับหนี้กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินที่ได้โอนไปอยู่ในบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท

            ปัญหาของหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงในยามวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังทรุดตัวมี 2 ด้าน คือ ประการแรกคือจีดีพีลดต่ำ อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะเพิ่มสูงขึ้น ประการที่สองการชดใช้หนี้ในยามเศรษฐกิจตกต่ำ จะเป็นภาระที่หนักหน่วงของรัฐบาลในการใช้หนี้ และจะมีผลทำให้หนี้สาธารณเพิ่ม ด้วยงบประมาณขาดดุล นั่นคือรายได้น้อยกว่ารายจ่าย

ทั้งนี้จะเป็นปัญหากดทับในการที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มอีก 2-3 ล้านล้านบาท ไม่กู้มาฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดตัวก็ไม่ได้ ครั้นกู้มาก็เป็นภาระประเด็นสำคัญ คือ กู้มาแล้วใช้จ่ายอย่างไรจึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งไม่น่าใช่การกู้มาลดแลกแจกแถม แต่ควรกู้มาเพื่อกระตุ้นการจ้างงานโดยตรงมากกว่า ดีกว่าการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยการลดแลกแจกแถม

ด้านการว่างงานกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่าถึงสิ้นเดือนส.ค.นี้ มีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 135,010 คน และถูกเลิกจ้าง 220,324 คน ซึ่งในภาวะเช่นนี้ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีการว่างงานก็คงไม่มีโอกาสหางานได้อีก

            นอกจากนี้บัณฑิตจบใหม่อีกเกือบ 200,000 คน ก็คงยากที่จะหางานทำเพราะเศรษฐกิจในช่วงขาลง

นี่ก็จะเป็นปัญหาหนักหน่วงที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ จะไปโยนบาปให้โควิด-19 ไม่ได้ โดยเฉพาะหากมีคนตกงานเกือบล้านคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เพราะกำลังจะอดตาย

ส่วนภาคเกษตรกรรมราคาพืชผลตกต่ำมาตลอด แม้จะมีกระเตื้องบ้าง เช่น ราคายางแต่ก็ชั่วคราว ส่วนข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักด้านการเกษตรยอดขายของเราตกต่ำลงมา จากประมาณ 10 ล้านตัน เหลือเพียง 4 ล้านตัน แต่จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ ปีนี้ผลผลิตด้านการเกษตรตกต่ำเพราะเจอทั้งภัยแล้ง และภาวะน้ำท่วม ข้าวก็มีสภาพเช่นกันจึงไม่มีข้าวค้างสต๊อกมากนัก

เรื่องสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เลยคือหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงสุดในรอบ 18 ปี และยังไม่หยุดเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือนจะขยับขึ้นไปที่ 80.8% – 81.5% ต่อจีดีพี แต่กลับพบว่าประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มสูงกว่าที่คาดหมาย นั่นคือหนี้ครัวเรือนไตรมาสที่2/63 เพิ่มเป็น 83.8% ต่อจีดีพี และจะเพิ่มต่อไป

นี่ยังไม่นับหนี้นอกระบบที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องแบกรับอยู่ในขณะที่ชนชั้นกลางระดับบนและชนชั้นสูง ยังคงมีกำลังซื้อ และอาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะยังปกติสุขอยู่

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุมเร้านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดกระแสเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบทสุนามิ หากรัฐบาลยังไม่รีบเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยรีบด่วน ตรงจุดตรงเป้าหมาย

ส่วนคนที่ออกมาปาวๆว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องของประชาชนเลยนั้น เป็นคำพูดที่โง่เง่าที่สุด เพราะการเมืองนั้นมันกดทับการดำเนินนโยบายต่างๆรวมทั้งปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลไม่ตอบสนองใดๆต่อการเรียกร้องของประชาชน ก็ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้โดยเร่งด่วน รัฐบาลก็จะมั่นคงเพราะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

การออกมามโนว่าเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นเพราะนโยบายของรัฐบาลเป็นการหลอกตัวเอง หากรักประเทศชาติจริงต้องรักประชาชนและทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ อย่ามัวแต่ไปโทษใครเลยมันอยู่ที่ตัวท่านนั่นแหละ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *