INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ศาสนาในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก) ตอนจบ

ศาสนาในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก) ตอนจบ

จรัญ มะลูลีม

คาบสมุทรอาระเบียเปรียนเสมือนลิ่มที่ตอกอยู่ตรงกลางระหว่างอู่อารยธรรมโบราณสองแห่งคืออียิปต์และบาลิโลเนีย (Phillip K. Hitti, History of the Arabs, 1970 p. 31-32) ตลอดเวลา  พวกเขาจึงเป็นคนขยันขันแข็งและอดทนบากบั่น   นอกจากนั้นชีวิตอันเวิ้งว้างอยู่กลางทะเลทรายก็ยังทำให้พวกเขาเป็นคนรักอิสรภาพและมีความเป็นตัวของตัวเอง  ไม่ชอบให้ใครบังคับ  มีความเป็นอยู่เรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอัธยาศัยไมตรีและรักบทกวี  แต่ก็น่าเสียดายที่คุณสมบัติดีๆ เหล่านี้ต้องจมลงไปในสภาพสังคมอันเลวร้ายเสีย

ก่อนสมัยที่ศาสนาอิสลามจะมาถึงในดินแดนแถบนั้นเป็นสมัยที่ชาวอาหรับเรียกว่ายุคญาฮิลียะฮ์ (Yahiliyah) หรือ “ยุคสมัยแห่งความโง่เขลา”  เพราะเป็นยุคที่สภาพทางสังคม-การเมืองและศาสนาอยู่ในสภาพเลวร้าย  เป็นยุคที่ไม่มีศาสนาที่ชัดเจน  ไม่มีอุดมการณ์  ไม่มีระบบการปกครองหรือความคิดทางด้านศีลธรรมอยู่เลย   ชีวิตด้านศาสนาและการเมืองยังอยู่ในระดับที่ต่ำต้อยมาก

ชาวอาหรับดั่งเดิมเป็นผู้บูชารูปเจว็ด   นอกจากนั้นก็บูชาธรรมชาติเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว   แม้กระทั่งก้อนหิน ต้นไม้และเนินทราย  เชื่อถือไสยศาสตร์อย่างรุนแรง  ทุกเมืองจะมีเทพเจ้าและเจ้าประจำเมือง

เทพเจ้าชื่ออัล-อุซซา (Al-Uzza) อัล-ลาด (Al-Lat) มานะฮ์  (Manah) หรือมานัต (Manat) และฮุบัล  (Hubal) เป็นที่นับถืออย่างสูงของชาวอาหรับ

ในอาระเบียมีวิหารสำหรับเทพเจ้าและเจ้าแม่อยู่มากมาย    วิหารกะอ์บะฮ์ถูกถือว่าเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด   ในกะอ์บะฮ์มีรูปเคารพอยู่ถึง 360 ชิ้น   ทุกๆ ปีมีผู้คนจากส่วนต่างๆ ของอาระเบียเดินทางมาสักการะเทพเจ้าของพวกเขา ณ สถานที่นี้  ในระหว่างนั้นก็จะมีงานเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่เรียกว่างาน “อุกาซ”

สังคมของอาระเบียในสมัยนั้นเลวร้าย  เต็มไปด้วยการเชื่อถือไสยศาสตร์และความโหดร้ายป่าเถื่อนมีการฆ่ามนุษย์บูชายัญถวายเทพเจ้า   สังคมมีแต่ความไม่เสมอภาค  การประหัตประหารกัน  การดื่มเหล้าเมายา  เล่นการพนัน ปล้นสะดมและความชั่วร้ายอื่นๆ อีกมากมาย

สภาพการทางด้านศีลธรรมและวัตถุธรรมของโลกทั่วๆ ไป โดยเฉพาะแถบอาระเบียนั้นร้ายกาจจนไม่มีใครจะแก้ไขได้นอกจากพระผู้เป็นเจ้า  เพราะเหตุนี้เองท่านศาสดามุฮัมมัดจึงได้เกิดขึ้น ณ แผ่นดินนี้

ในระหว่างยุคสมัยแห่งความโง่เขลานี้  อาระเบียเป็นประเทศเอกราช มีบางส่วนทางภาคเหนือเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรเปอร์เซียและโรมัน   ชาวอาหรับแบ่งแยกออกเป็นหลายเผ่า   แต่ละเผ่าต่างก็มีหัวหน้าเผ่าปกครองเรียกว่าชัยค์ (Sheikh)        ผู้อยู่ในเผ่านั้น ๆ จะมีความจงรักภักดีต่อหัวหน้าเผ่าของเขาอย่างแน่นแฟ้น  ผู้ที่อยู่ในเผ่าเดียวกันจะเป็นมิตรกันอย่างดียิ่ง  แต่คนต่างเผ่ากันจะตั้งหน้าเป็นศัตรูกับอย่างไม่ลดละ

กำเนิดของอิสลามและการขยายดินแดนของผู้ศรัทธา

ศาสดามุฮัมมัด ศาสนทูตของพระเจ้าถือกำเนิดในเผ่ากุร็อยช์  ในนครมักกะฮ์ (สมัยเก่าเรียกว่าเมืองบักกะฮ์) เมื่อปี 570 ท่านรับโองการ่ของพระเจ้าซึ่งแต่งตั้งให้ท่านเป็นศาสดา  เมื่อท่านอายุประมาณ 40 ปี  (ปี 610)   หลังจากนั้นท่านก็ได้เริ่มงานสั่งสอนในหมู่ญาติสนิทก่อน    ต่อเมื่อได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าให้ทำการเผยแผ่อย่างเปิดเผยได้ท่านก็ทำเช่นนั้น

ในระหว่างนั้นท่านได้รับความยากลำบากและทุกข์ยากเป็นอย่างยิ่งจากคนเผ่าเดียวกับท่านและศัตรูอื่นๆ   ความสำเร็จของท่านเกิดขึ้นระหว่างปี 610 หรือ 612 กับปีที่ท่านสิ้นชีวิต (ปี 632)

คาบสมุทรอาระเบียในสมัยนั้นแตกแยกออกเป็นเผ่าและกลุ่มต่างๆ ที่แก่งแย่งชิงดีกันและเปิดตัวให้แก่อำนาจของต่างชาติและความพยายามล่าเมืองขึ้นของอาณาจักรเปอร์เซียรวมทั้งเอธิโอเปีย     (ซึ่งเป็นคริสเตียน)  ซีเรีย  ไบแซนไตน์และอียิปต์   หากไม่มีศาสดามุฮัมมัด  ชาวอาหรับก็คงจะไม่มีกำลังพอ  ที่จะไปพิชิตดินแดนอื่นๆ ได้เป็นแน่

กำลังชาวมุสลิมของท่านศาสดามุฮัมมัดแผ่เขตแดนของผู้ศรัทธาออกไปอย่างกว้างขวาง  การพิชิตสำคัญๆ ของอิสลาม  รวมทั้งในสมัยท่านศาสดาและสมัยเคาะลีฟะฮ์ (กาหลิป) ทั้งสี่  (คือ อะบูบักร์ อุมัร อุษมานและอะลี)  มิได้รวมแต่เพียงชัยชนะเหนือซีเรีย  อียิปต์เปอร์เซีย แอฟริกาเหนือและสเปนในทวีปยุโรปเท่านั้น  แต่ยังรวมเอาดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดด้วย   รวมทั้งเกาะครีท ตูนีเซีย ซิซิลี คอร์ชิกา ซาร์ดิเนีย ปากน้ำไทเบอร์ รวมทั้งหมู่เกาะบาเลียร์ (Baliaric Islands) อันเป็นเมืองท่า

ในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อุมัร (ปี 634-44) โลกมุสลิมในเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลางได้ขยายจากทริโปลี (ลิเบีย) ไปจนถึงบัลค์ (อัฟกานิสถาน) และจากอาร์เมเนียไปจนถึงสินธุ (ปากีสถาน) และ กุจาราต (อินเดีย) และประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางเช่น ซีเรีย อิรัก อิหราน ฯลฯ

ภายใต้เคาะลีฟะฮ์ใหม่คืออุษมาน (ปี 644-56)   ดินแดนของโลกอิสลามก็ขยายไปถึงนูเบีย  และขยายเข้าไปในส่วนหนึ่งของอันดาลูเซีย (สเปน) ในแถบตะวันออกของแม่น้ำโอสุร (ซัยฮัน) และยึดดินแดนบางส่วนจากจีน  หมู่เกาะไซปรัส    โรเดสและครีทก็ได้กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของมุสลิม

แม้แต่กรุงคอนสแตนดิโนเปิลก็ถูกชาวอาหรับโจมตีเป็นครั้งแรก  หลังจากท่านศาสดาสิ้นชีวิตไปยังไม่ถึงห้าสิบปีอาณาจักรอิสลามทางภาคตะวันออกและตะวันตกก็ได้ขยายตัวจากแถบแอตแลนติคไปจนถึงฝั่งทะเลแปซิฟิค  จนอาณาจักรอิสลามกว้างใหญ่เท่ากับทวีปยุโรป (Mohamed Hamidullah, Introduction to Islam , p.203)

คงจะไม่ถูกต้องถ้าจะกล่าวว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุใดเพียงสาเหตุเดียวนั่นคือ ความอ่อนแอของอาณาจักรเปอร์เซียและไบแซนไตน์    บางคนสันนิษฐานว่าการที่ชาวอาหรับพิชิตเปอร์เซียและโรมันได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะ (1) ฝ่ายอิสลามเข้าโจมตีอย่างกะทันหันโดยไม่มีใครคาดคิด (2) เป็นการรุกอย่างรวดเร็วและรุนแรงซึ่งทำให้เมืองต่างๆ ต้องแยกกัน    จึงต้องพ่ายแพ้ไปทีละเมือง (3) เป็นผลของความเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าในเอเชียตะวันตกซึ่งเป็นกระบวนการที่ทุกวันนี้เรียกว่าการปลดปล่อยอาณานิคม (decolonization)

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นจริงแต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับอธิบายประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ดังนั้นอาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดทางศาสนาและศีลธรรม  อันเก่าแก่และลึกซึ้งที่มีอยู่ระหว่างผู้พิชิตกับผู้ถูกพิชิต  อันเป็นผลของการอยู่ร่วมกันมานานก็ได้ (Fernand Braudel, A History of Civilization, p.45)  สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือว่าไม่มีที่ใดเลยที่ผู้ถูกพิชิตจะไม่พอใจมุสลิม   เราจะเห็นได้ว่าในระยะต้น  สงครามเหล่านี้เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า   ไม่มีความปรารถนาในส่วนของมุสลิมที่จะบังคับให้ผู้ถูกพิชิตถือศาสนาโดยใช้พละกำลังเลย   เพราะศาสนาอิสลามห้ามทำเช่นนั้น

ความเรียบง่ายและความมีเหตุผลในด้านศาสนาของพวกเขาพร้อมด้วยตัวอย่างภาคปฏิบัติในการใช้ชีวิตของชาวมุสลิมเหล่านั้นกลายเป็นที่ดึงดูดใจของคนอื่นๆ

จดหมายของท่านบิชอปแห่งนิกายเนสตอเรียที่เขียนถึงเพื่อนของท่านและถูกเก็บรักษาไว้   มีข้อความว่า “พวกตายิตีส (ชาวอาหรับ) ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทำให้ได้มาครอบครองประเทศของเรานั้นได้กลายเป็นพวกของเราด้วย  แต่กระนั้นพวกเขาก็มิได้เหยียบย่ำศาสนาคริสต์    ตรงกันข้ามพวกเขายังได้ปกป้องศรัทธาของพวกเราให้ความนับถือพระและนักบุญของเราและทำบุญกุศลด้วย”

อีกประการหนึ่งการพิชิตของมุสลิมทำให้ประชาชนผู้ถูกพิชิตได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ    เอกสารการบริหารในสมัยนั้นที่เขียนไว้ในกระดาษปาปิรุส  ซึ่งค้นพบในอียิปต์ก็เป็นพยานยืนยันได้ว่าชาวอาหรับได้ทำให้ภาระในการเสียภาษีในอียิปต์เบาบางลง  การปฏิรูปเช่นเดียวกันนี้ได้ถูกนำไปใช้ทุกหนทุกแห่งในประเทศที่อิสลามขยายมาถึง (Mohamed Hamidullah, Introduction to Islam , p.203)

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *