INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สวัสดีปีใหม่ครับ

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

สวัสดีปีใหม่ครับ

 

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่คราวนี้ ไม่สดชื่นปรีดิ์เปรมเกษมศรี เฉกเช่นปีก่อนๆ เพราะ”โควิด 19”ยังไม่หายไปไหน จึงกลายเป็นข่าวดังสุดของปี ซึ่งจะต้องเขียนถึง

 

ทั้งนี้ เพราะผ่านรอบปีของการระบาดไปแล้ว (นับตั้งแต่การระบาดของโรคประหลาด ที่ตอนนั้นเชื่อกันว่า เป็น”โรคปอดบวม”ที่เมือง”หวูฮั่น”เมื่อเดือนธันวาคม ๒๐๑๙) แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะบรรเทาเบาบางลง

มีแต่จะหนักมากขึ้น เมื่อมองไปรอบๆ โลก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ อาฟริกา หรือเอเชีย

 

สำหรับสถานการณ์โรคในปัจจุบัน หลายฝ่ายยืนยันว่าการระบาดยังจะมีต่อไปอีกนาน ว่ากันว่าอย่างเร็วที่สุดกว่าจะจางหายไป (แต่ไม่หมดเชื้อไปสิ้นอย่างเด็ดขาด) ก็ตกราวๆปลายปีหน้า หรือปีถัดๆ ไป เสียด้วยซ้ำ

 

ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น จำนวนคนป่วยสะสมทั่วโลก ก็คงจะตกราวๆ ๒๐๐ ล้านเข้าไปแล้ว(ขณะนี้ อยู่ที่ราว ๘๑ ล้าน) ส่วนจะตายเท่าไร ยังไม่กล้าทำนาย ด้วยคาดว่าการติดเชื้อจะช้าลง เพราะการใช้วัคซีนที่เริ่มต้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ แพร่หลายมากขึ้น

 

เมื่อแรกเริ่มเดิมที ที่ว่ากันว่า การสาธารณสุขเมืองไทยดีที่สุด อยู่ระดับแนวหน้านำหน้าชาติใดๆ สามารถ”เอาอยู่”สกัดการแพร่ระบาดได้ เพราะจัดระบบไว้ดีแต่แรกนั้น พอมาถึงตอนนี้ ทำท่าจะซวดเซเสียแล้ว

 

ท่าทีดังกล่าว ปรากฏตั้งแต่ จับได้ว่ามีการลักลอบข้ามแดนจากแหล่งบันเทิงที่”ท่าขี้เหล็ก”ซึ่งทำท่าหยุดได้อยู่ แต่ต่อมากลับพบที่แพปลาสมุทรสาครและเอาไม่อยู่ มีการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางน่ากลัว  ชี้ถึงความบกพร่องของรัฐบาลในการป้องกันการลักลอบข้ามแดนของแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะจากเมียนมา(ภายในเมียนมาเองก็มีแพร่ะบาดอย่างหนัก)

แต่ที่น่ากลัวมากไปกว่านั้นก็คือ อาจเกิดการติดเชื้อ”โควิด 19”สายพันธุ์ใหม่ ที่เริ่มระบาดระลอกใหม่ ในสหราชอาณาจักรและเวลานี้ ระบาดไปทั่วยุโรป ไปถึงสหรัฐและมาถึงเอเชียแล้วที่เกาหลีใต้

 

“โควิด 19”สายพันธุ์ใหม่ หรือกลายพันธุ์ แม้ไม่มีข่าวยืนยันว่าเป็นอันตรายมากกว่าสายพันธุ์เดิม(จาก”หวูฮั่น”)

 

ที่ร้ายแรงไปกว่า ก็คือสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วมาก

เพราะเช่นนั้นจะต้องป้องกันให้ดี ไม่ให้เข้ามาได้ หรือถ้าบังเอิญเกิดหลุดเข้ามา ก็จะต้องป้องกัน จำกัดพื้นที่ให้อยู่ให้จงได้ จนกว่าจะหมดฤทธิ์ไป

 

ดังนั้น การที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวด้วย”วีซาพิเศษ”จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้คนที่”มาจาก”หรือ”ผ่าน”ประเทศสุ่มเสี่ยงติด นำพาไวรัส”กลายพันธุ์”เข้ามา

 

ถ้าจะถามว่า “ไวรัสกลายพันธุ์” หรือที่เรียกว่า Covid-19 variant เป็นอย่างไร

ตอบว่า ไวรัสกลายพันธุ์ Covid-19 variant ที่ว่านี้ เรียกชื่อสายพันธุ์ว่า VUI 202012/10 เป็นตัวที่ระบาด(แทรก)เข้ามาอยู่ในอังกฤษโดยกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ SARS-CoV-2 เดิมซึ่งก็คือโรค“Covid 19”นั่นเอง

 

เพราะฉะนั้นสายพันธุ์ VUI 202012/10 จึงยังเป็น”Covid 19”อยู่   หลังจากเปลี่ยนรหัสสารพันธุกรรมไปแล้ว ๒๙ ตำแหน่ง

ไวรัสกลายพันธ์ที่ว่านี้ พบมากทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษมีความสามารถกระจายตัวเร็วกว่าเดิม ๗๐ เปอร์เซ็นต์

(ใจความในสองย่อหน้าข้างบนได้มาจากบทความของ The Standard เขียนโดย”ชนาธิป ไชยเหล็ก/ 24 12 2020)

ที่ต้องทราบก็คือ ในเมืองไทยยังไม่มีการระบาดของสายพันธุ์นี้

เพราะฉะนั้น จึงยังไม่ต้องวิตกกังวล ตราบเท่าที่ยังไม่มีใครนำพาเข้ามา

ดังนั้น หากจะเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ในไทยตอนนี้  ก็จะต้องมาจากสายพันธุ์”หวูฮั่น”เท่านั้น และการรับมือ ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงมากนัก

 

ถามต่อไปว่า ในขณะที่สหราชอาณาจักรก็ดี สหรัฐอเมริกาก็ดี เขาเริ่มฉีดวัคซีนกันแล้ว ทางเมืองไทยเราในเวลานี้ เตรียมการไปได้ถึงไหน คนไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันได้เมื่อไร

 

จากถ้อยแถลงของศาสตราจารย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีน“โควิด 19” ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อสำนักข่าว”ไทยรัฐ ออนไลน์”เผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ เปิดเผยว่า เป็นไปได้ว่า กลางปีหน้า (๒๕๖๔)คนไทยอาจจะได้รับการฉีดวัคซีน

เนื่องจากในปี ๒๕๖๔ ไทยจะได้วัคซีน ๒๖ ล้านโดสจาก “อัสตราเซนเนคา”นำเข้าโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์(ส่วนที่ ๑)และยังมีอีกส่วนหนึ่ง(ส่วนที่ ๒)ที่นักวิจัยไทยกำลังพัฒนาอยู่                       วัคซีนอีกส่วนที่ ๓ จะมาจากการร่วมมือวิจัยกับสถาบันวิจัยวัคซีนระดับโลก ซึ่งยังไม่มีข่าวคืบหน้า

ผลดีในการฉีดวัคซีนล่าช้าจากชาติอื่นๆ ก็คือ จะช่วยให้ไทยเราได้เรียนรู้หากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้นจากการฉีดของชาติอื่นๆ ที่ล่วงหน้าไปก่อน เราก็จะได้หาทางแก้ไขปัญหาทันควัน เช่นกรณีเกิดอาการข้างเคียง

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อได้วัคซีนมาแล้ว จะลำดับ

ความสำคัญของกลุ่มคนที่จะฉีดให้ก่อน-หลังอย่างไร ระหว่างกลุ่มต่างๆ เช่นกลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มคนในวัยทำงาน กลุ่มเด็ก ตลอดไปจนกลุ่มแรงงานต่างชาติ ซึ่งจะทอดทิ้งพวกเขาไม่ได้ ในแง่มนุษยธรรม

อีกอย่างที่สำคัญมากก็คือราคาค่างวดในการฉัดวัคซีนแต่ละ”โดส” ไม่สามารถประมาณการณ์ในตอนนี้ได้ว่า สมควรจะอยู่ที่เท่าไร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ”ต้นทุน”ในการผลิต ถ้าหากว่าแพงมากไป จะทำอย่างไร

สรุปตรงนี้เลยว่า ราวกลางปีหน้า(๒๕๖๔) คนไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนป้อง “โควิด 19”กันแล้ว ดังนั้น จงประคองสุขภาพกันไว้ อย่าเผลอปล่อยตัวปล่อยใจ รับการแพร่ระบาด โดยไม่จำเป็น

ขอให้โชคดีปีใหม่ครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *