INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ทรัมป์กับนครเยรูซาเลม

จรัญ มะลูลีม

การประกาศของทรัมป์ให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลถือเป็นภาพที่ดูมีอันตรายมากกว่าสิ่งใดที่มาจากการกระทำของเขาที่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากในทางการเมืองระหว่างประเทศที่จะตามมาในที่สุด

ในวันที่ 6 เดือนธันวาคมปีเดียวกัน  ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐจะย้ายสถานทูตของตนจากกรุงเทลอาวีฟ (Tel Aviv) ไปยังนครเยรูซาเลม ปฏิบัติการนี้ค้านกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานพร้อมกับการลงความเห็นที่เป็นไปในทางเดียวกันว่านครเยรูซาเลมเป็น “มหานครระหว่างประเทศ” ซึ่งจะต้องปกครองโดยหลายฝ่ายเพื่อปกป้องสถานะพิเศษของนครแห่งนี้ในฐานะที่เป็นศาสนสถานของศาสนาใหญ่ทั้งสามศาสนาคือคริสเตียน จูดาห์และอิสลาม

วันที่ 7 ธันวาคม ปี 2017 ที่ผ่านมาทหารอิสราเอล 20 คน จับกุมเฟาซี อัลญุนัยดี (Fawzi al-Junaidi)  ที่ประท้วงการทำให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองของอิสราเอลด้วยการปิดตาเขาแล้วพาเขาไปยังห้องคุมขัง  ภาพลักษณ์ของการจับกุม  ความรุนแรงของการกระทำดังกล่าวได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก เรซิฟ ตอยยิบ เออร์โดอัน พูดถึงการจับกุมในครั้งนี้เอาไว้ว่าเราจะไม่ยอมปล่อยให้อิสราเอลทำให้นครเยรูซาเลมกลายเป็นรัฐที่สังหารเด็กๆ และทำอะไรตามอำเภอใจได้

แถลงการณ์เรื่องการย้ายสถานทูตสหรัฐจากกรุงเทลอาวีฟมายังนครเยรูซาเลม สร้างความกังวลและความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งผู้คนชาวปาเลสไตน์ต่างก็มีความกังวลมายาวนานแล้วถึงแผนการเข้ายึดนครเยรูซาเลมตะวันออกของอิสราเอล   ทั้งนี้สหประชาชาติถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองและเป็นส่วนที่เหลือของเมืองเก่า

การประกาศของทรัมป์ให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลนำไปสู่การประท้วงโดยทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า  ซึ่งเป็นกระจกส่องให้ได้รับรู้ถึงความอึดอัดใจของชาวปาเลสไตน์

ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ปีเดียวกันเป็นวันศุกร์อันเป็นวันแห่งการละหมาดของชาวมุสลิม  กองกำลังอิสราเอลได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นว่ากองกำลังของพวกเขาได้เข้ามาใกล้กับมัสญิดอัล-อักศอ  ซึ่งชาวมุสลิมถือเป็นที่ตั้งของนครอันประเสริฐแห่งที่สามของอิสลาม  กระนั้นผู้ละหมาดได้ไปละหมาดตามปกติในมัสญิด  แม้ว่าความตึงเครียดที่เกิดอยู่บนท้องถนนที่เป็นที่ตั้งของสถานทูตจะมิได้เปิดโอกาสให้พวกเขาพูดถึงสภาพของชาวปาเลสไตน์แม้แต่ครั้งเดียว

ทรัมป์กล่าวว่าการให้การยอมรับนครเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอลเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (right thing to do) และวิจารณ์บรรพบุรุษของพวกเขาที่อยู่ในตำแหน่งมาก่อนว่าล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้น   เขาย้ำว่าชาวปาเลสไตน์จะต้องเข้ามาคุยกันเมื่อรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่สุดและย่อมไม่มีทางแตกทำลายได้

จากรายงานของสื่อสหรัฐพบว่าทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมได้เดือนทรัมป์ถึงอันตรายที่จะตามมาและขั้นตอนที่ต่างๆ จะนำไปสู่ความตึงเครียดสะสม

นครเยรูซาเลมได้รับการกำหนดให้เป็นนครหลวงของรัฐปาเลสไตน์  เป็นนครของผู้คนจากสามศาสนา จูดาห์ คริสเตียน และอิสลามซึ่งอยู่ร่วมกันมาอย่างสันติสุข จนกระทั่งโครงการของกลุ่มไซออน (Zionist) ได้ถูกนำมาใช้โดยมหาอำนาจนักล่าอาณานิคม

สถานะของนครเยรูซาเลมและสิทธิที่จะกลับบ้านเกิดและกลายเป็นรัฐ เป็นงานหลักของขบวนการปาเลสไตน์  ทั้งนี้หลักการนี้จะไม่มีวันที่จะได้รับการยกเลิก

การยอมรับนครเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลนั้นตรงกับการครบรอบร้อยปีของคำประกาศบัลโฟร์ที่ไร้ความชอบธรรมของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษในปี 1927 อันเป็นนโยบายต่างประเทศของอังกฤษที่สนับสนุนให้เกิดมาตุภูมิชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ที่เจ้าของพื้นที่ไม่เคยให้การยอมรับเหตุการณ์ดังกล่าวตามมาด้วยการสร้างรัฐไซออนิสต์และการกวาดล้างชาวปาเลสไตน์ออกไปจากแผ่นดินบรรพบุรุษของพวกเขา

ทั้งนี้มัสญิด อัลอักศอ (Al Aqsa mosque)  เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่ประเสริฐที่สุดของชาวมุสลิมที่ตั้งอยู่ในนครเยรูซาเลม

บรรดาพรรคฝ่ายขวาในอิสราเอลเรียกร้องให้มีการควบคุมที่ตั้งของมัสญิดแห่งนี้โดยกล่าวอ้างอย่างไร้หลักฐานว่ามัสญิดดังกล่าวสร้างขึ้นบน  Temple Mount ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว

เป็นที่คาดหมายกันมาก่อนแล้วว่าการกระทำของทรัมป์จะได้รับการตอบโต้จากชาวอาหรับด้วยความโกรธเคืองตามท้องถนน   รวมทั้งการประท้วงจากดินแดนที่อยู่ห่างไกลอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วยเช่นกัน

ผู้นำ HAMAS ได้เดือนการตัดสินใจของทรัมป์ว่าเป็นการเปิด “ประตูนรก” ขึ้นมา ทั้งนี้อิสมาอีล ฮานิยะฮ์ (Ismail Haniya) ได้เรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ใช้การลุกฮือ (อินฏิฟาเฎาะฮ์) เป็นครั้งที่ 3 จนกว่าการยึดครองของอิสราเอลที่มีต่อชาวปาเลสไตน์จะยุติลง

ทรัมป์ไม่อาจเปลี่ยนความจริงของประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์และอัตลักษณ์ของนครอันประเสริฐนี้ได้ เขากล่าวว่า มะห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas) ประธานขององค์การปาเลสไตน์ (Palestinion Authority) หรือ PA กล่าวถึงการตัดสินใจของทรัมป์ว่าเป็นที่น่าตำหนิแต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีอินฏิฟาเฎาะฮ์หรือการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ขึ้นมาอีก

ฝ่ายบริหารของอับบาส มะห์มูดได้รับการวิพากษ์ว่ามิได้ใช้จุดยืนที่หนักแน่นพอ   เมื่อรัฐบาลอิสราเอลรื้อทำลายบ้านเรือนของชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอลเพื่อเปิดทางให้ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในนครเยรูซาเลม  นครเยรูซาเลมอันเป็นนครที่เป็นของประชากรส่วนใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ก่อนปี 1967 ในเวลานี้ได้กลายเป็นนครที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวยิวไปแล้ว กระนั้นก็ตามมากกว่าร้อยละ 40 ของประชากรในนครอันประเสริฐนี้ประกอบขึ้นจากชาวปาเลสไตน์

ความรู้สึกถึงความตกต่ำที่เกิดจากทรัมป์ผู้นำสหรัฐทำให้องค์การปาเลสไตน์  ประกาศว่ารองประธานาธิบดี Mike Pence  ของสหรัฐจะไม่ได้รับการต้อนรับที่เวสต์แบงก์  ทั้งนี้ในเวลานั้นเขามีตารางที่จะพบกับอับบาสมื่อปลายเดือนธันวาคม ปี 2017 ขณะที่ไปเยือนภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผู้นำทางจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย อัล-อัซฮัร และคริสตจักร์ค็อปติกในอียิปต์ก็ยกเลิกการพบปะกัน Pence ผู้ประท้วงสามคนถูกสังหารและผู้คนมากกว่า 800 คน ได้รับบาดเจ็ด   จากการประท้วงโดยชาวปาเลสไตน์ในนครเยรูซาเลม   เวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า

กองทัพอากาศของอิสราเอลเข้าโจมตีฉนวนกาซ่าเพื่อตอบโต้จรวดสองลูกที่ยิงเข้าใส่อิสราเอล ทำให้ผู้ประท้วงปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บ 25 คน  รวมทั้งเด็กอีก 6 คน

ที่จอร์แดนเมืองหลวงอัมมาน ผู้ประท้วงที่มีความโกรธเคืองได้มารวมตัวกันใกล้สถานทูตสหรัฐและเผาธงชาติสหรัฐและรูปของทรัมป์ด้วยคำพูดที่ว่า “ไปลงนครเสียเถอะ”

ที่กรุงจาร์กาตา ประชาชนกว่า 10,000 คน ได้มารวมตัวกันนอกสถานทูตสหรัฐ

ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โจโก วิโดโด กล่าวว่าการขับเคลื่อนของทรัมป์เป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีมุสลิมมากที่สุดในโลก ปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล

ก่อนหน้านี้สหรัฐเน้นว่าสถานะของนครเยรูซาเลมจะต้องแก้ไขผ่านการเจรจาอิสราเอล-ปาเลสไตน์

ทรัมป์จึงเป็นประธานาธิบดีที่ให้การยอมรับนครเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอล  ท่ามกลางการต่อต้านอย่างหนักหน่วงของชาวอาหรับ มุสลิม และชาวยุโรป ในการให้การยอมรับว่านครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลของทรัมป์นั้นทรัมป์พยายามจะทำให้เห็นว่าการกระทำของเขาเป็นการยอมรับทางประวัติศาสตร์และความจริงในปัจจุบันมากกว่าจะเป็นแถลงการณ์ทางการเมือง

ทรัมป์กล่าวว่าหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลอิสราเอลและรัฐสภาก็ล้วนแต่อยู่ในกรุงเยรูซาเลม  มากกว่าจะอยู่ที่กรุงเทลอาวีฟ ซึ่งสหรัฐและประเทศต่างๆ มีสถานทูตอยู่ที่นั่น

การประกาศให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลจะเป็นโวหารที่จะเป็นอันตรายตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กงสุลสหรัฐเตือนเจ้าหน้าที่ให้หลีกเลี่ยงการเยือนเมืองเก่าหรือเวสต์แบงก์และขอให้พลเมืองอเมริกันทั่วไปหลีกห่างจากสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารมารวมตัวกันอยู่มากๆ

ในฐานะผู้สมัครประธานาธิบดี ทรัมป์ได้สัญญาว่าจะย้ายสถานทูตสหรัฐไปยังนครเยรูซาเลม   ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐคนก่อนๆ ได้พยายามเลื่อนเวลาการย้ายสถานทูตมายังนครเยรูซาเลมมาโดยตลอดหลังจากคลินตันได้ลงนามในกฎหมายการย้ายเมืองหลวงในปี 1995 ซึ่งระบุว่า สหรัฐจะต้องย้ายสถานทูตไปนครเยรูซาเลมนอกเสียจากผู้บัญชาการทหารยกเลิกคำสั่งดังกล่าวบนพื้นฐานของความมั่นคง

การที่ทรัมป์ยืนกรานให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล  ท่ามกลางการเตือนจากทั่วโลกนั้นคาดกันว่าความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ปาไลสไตน์จะไม่มีวันจบสิ้น

การยอมรับให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเองโดยทรัมป์ท่ามกลางการเตือนที่มาจากภายในประเทศสหรัฐเองจะทำให้ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์เลวร้ายลงไปอีก

อิสราเอลสร้างอำนาจของตนในนครเยรูซาเลมตะวันตกมาอย่างยาวนานและจากนั้นก็เข้ายึดครองนครเยรูซาเลมตะวันออกในสงคราม ปี 1967 และจบลงด้วยการผนวกเข้าเป็นดินแดนของตน

ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ยืนกรานให้นครเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวงของตนในอนาคต

แม้จะมีมติจากสภาสหรัฐเรียกร้องให้เปลี่ยนสถานทูตของตนจากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเลมมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตามแต่ประธานาธิบดีสหรัฐก่อนหน้าการขึ้นสู่อำนาจของทรัมป์ทุกคนก็หลีกเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้น  อันเนื่องมาจากข้อพิจารณาทางกฎหมาย  ศีลธรรมและการเมือง นอกเหนือไปจากการตกลงกันว่าด้วยการมีสองรัฐ

ด้วยการหยุดยั้งการลงความเห็นร่วมกันในการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสถานทูตของอิสราเอลจากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเลมนี้ทรัมป์กลับให้การยอมรับการอ้างการยึดครองดินแดนนครเยรูซาเลมตะวันออกว่าเป็นของอิสราเอล

การตัดสินใจของทรัมป์จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเขาในหมู่ผู้สนับสนุนชาวยิว (Jewish Lobby) ในวอชิงตันรวมทั้งกลุ่มชาวคริสเตียนโปรเตสแตนต์ (evangelical) ซึ่งเป็นฐานทางสังคมของทรัมป์  การกระทำของทรัมป์ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของผู้ยึดครองดินแดนปาเลสไตน์อย่างอิสราเอล

แม้ว่าประเทศอาหรับจะออกเสียงคัดค้าน แต่ดูเหมือนว่าประเทศเหล่านี้มิได้แสดงการท้าทายการตัดสินใจของทรัมป์ออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

การเคลื่อนไหวของทรัมป์จึงนำไปสู่การตั้งคำถามถึงการทูตของสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือเอเชียตะวันตกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง นอกเหนือไปจากการทำให้เกิดการหยุดนิ่งต่อกระบวนการสันติภาพแล้วการอ้างการครอบครองนครเยรูซาเลมของอิสราเอลยังได้รับการประกาศให้ไม่มีผลทางกฎหมาย (null and void) โดยมติที่ 478 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ  ซึ่งขอให้ประเทศสมาชิกถอนตัวจากภารกิจทางการทูตออกไปจากนครเยรูซาเลมเนื่องจากเป็นการกระทำที่คัดค้านกับมติที่ 478 อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมานครเยรูซาเลมตกอยู่ท่ามกลางกลเกมแห่งความวุ่นวายในปี 2000 เมื่อ Ariel Sharon อดีตผู้นำอิสราเอลผู้ล่วงลับไปแล้วได้ล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณมัสญิดอัล-อักศอในส่วนที่เป็นเมืองเก่าจนนำไปสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปอีกและก่อให้เกิดการลุกฮือหรืออินฎิฟาเฎาะฮ์ (Intifada) ครั้งที่สองในที่สุด

ชาวปาเลสไตน์ในเวลานี้ก็มีแต่ความทุกข์โศรกในขณะที่กระบวนการสันติภาพก็ไม่ไปทางไหน   มีแต่คำว่าแผ่นดินเป็นของอิสราเอล (land for Israel) สันติภาพเป็นของปาเลสไตน์ (Peace for Palestine)  ในขณะที่อิสราเอลค่อยๆ บีบเค้นผู้ถูกยึดครองและสร้างบ้านเรือนขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา

กองกำลัง HAMAS เรียกร้องให้เกิดอินฏิฟาเฎาะฮ์หรือการลุกฮือในระยะยาว  ทั้งนี้มีความเชื่อในหมู่นักวิชาการบางกลุ่มว่าความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์จะได้รับการแก้ไขได้หลังจากมีข้อตกลงเรื่องสถานะของนครเยรูซาเลม

นครเยรูซาเลมไม่ได้เป็นของอิสราเอล   โดยสหประชาชาติจะไม่แยกชาวปาเลสไตน์ออกจากนครเยรูซาเลม  โดยหวังให้นครแห่งนี้เป็นนครของสามศาสนาที่มีคณะกรรมการร่วมกันดูแล

ด้วยเหตุนี้สหประชาชาติจึงไม่ยอมรับให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

จนถึงบัดนี้การยึดครองนครเยรูซาเลมตะวันออกที่มีมัสญิดสำคัญคืออัล-อักศอของชาวมุสลิมตั้งอยู่ในผืนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยนั้นได้ผ่านเลยมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษไปแล้ว   โดยนครเยรูซาเลมตะวันตกได้ถูกขบวนการไซออนิสต์เข้าครอบครองมาตั้งแต่ปี 1948  ทั้งนี้ชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นผู้อพยพที่ถูกบีบให้ออกไปจากผืนแผ่นดินของตัวเอง

แน่นอนว่าทั้งการผนวกดินแดนในนครเยรูซาเลมตะวันออกเป็นของอิสราเอลในปี 1967 และการย้ายสถานทูตจากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเลมย่อมไม่ได้รับการรับรองจากประชาคมโลกเป็นส่วนใหญ่   แต่ก็เป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกันว่าประชาคมระหว่างประเทศยังไม่สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายใดๆ แม้ว่าจะมีมติของสหประชาชาติให้อิสราเอลถอนตัวออกมาจากดินแดนที่อิสราเอลยึดครองมาตั้งแต่หลังสงคราม 6 วันในปี 1976 มาแล้วก็ตาม    สิ่งที่ประชาคมโลกได้เห็นก็มีเพียงการวิพากษ์วิจารณ์และการประณามการยึดครองดังกล่าวให้เห็นเท่านั้น

การประกาศให้นครเยรูซาเลมหรืออัลกุดส์เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลก็เช่นกัน  แม้ว่าจะได้รับการปฏิเสธจากประชาคมระหว่างประเทศและจากสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมาโดยตลอด  แต่ดูเหมือนว่าการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐทำให้มติต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่มีพลังเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้

แม้ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะมีมติที่ 478 ปฏิเสธ  มิให้นครเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเนื่องจากเป็นการละเมิดมติของประชาคมโลกก็ตาม  แต่ก็ดูเหมือนว่าทรัมป์จะยังคงเดินหน้าต่อต่อไปเพื่อให้สถานทูตอิสราเอลอยู่ในนครเยรูซาเลม  ท่ามกลางกระแสคัดค้านส่วนใหญ่จากทั่วโลก

ในขณะที่มีการตื่นตัวขององค์กรระหว่างประเทศทั่วโลกเพื่อสนับสนุนการปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์จากการยึดครองของอิสราเอลและการทำให้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล  ทั้งในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดที่สร้างรอยร้าวและบาดแผลให้กับประเทศมุสลิมและโลกมุสลิมโดยรวมได้มากเท่ากับโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำสหรัฐคนนี้อีกแล้ว

คำอธิบายภาพ  การประท้วงที่มีอยู่ทั่วโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เมื่อทรัมป์ประกาศให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *