INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รัฐล้มเหลว

รัฐล้มเหลว

พล.ท สมชาย วิรุฬหผล

เป็นที่น่าสังเกตในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 2 ปีนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างสำคัญและลุกลามต่อไปจนกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในแต่ละประเทศ

ในกลุ่มประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองหรือค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง การออกมาแสดงความไม่พอใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาลด้วยการชุมนุม หรือการประท้วงต่างๆทั้งในโซเซียลมีเดียหรือกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการประท้วงในวงการศิลปินนับเป็นเรื่องปกติ

และผลคือทำให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนนโยบายหรือมาตรการเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน หรือมิฉะนั้นก็เกิดการปรับเปลี่ยนรัฐบาลทั้งชุด หรืออย่างน้อยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็ประกาศลาออก

แน่นอนว่าประเทศเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงมีการตอบสนองหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงมากมายถึงก่อการจราจลทั่วไปหรือเกิดการปล้นสะดมด้วยความโกรธแค้น และความอดอยาก

            แต่สำหรับประเทศที่ปกครองในรูปแบบเผด็จการไม่ว่าจะฟอกขาวหรือเปิดเผย การปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนการไม่ยอมรับความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะฐานราก การปิดกั้นสื่อในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นกระจกเงาสะท้อนความผิดพลาดของตนเองมักจะนำไปสู่การประท้วงที่รุนแรงจนเกิดการจราจล

ยิ่งมีการแพร่ระบาดของโควิดก็ยิ่งทำให้ปฏิกิริยาของประชาชนที่คับแค้นทางจิตใจและยากไร้ทางวัตถุยิ่งมีปฏิกิริยามากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะแก้ปัญหาของประชาชนได้ดีกว่าระบอบอื่น ดังเช่นจีนที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์รัฐบาลภายใต้การปกครองโดยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ สามารถแก้ปัญหาความอดอยาก ยากจนของพลเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่ในการแก้ปัญหาโควิด-19จีนสามารถทำให้โลกเห็นว่าเขาสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนทำการปิดล็อกอย่างเข้มงวดและเยียวยาอย่างทั่วถึง

            ในประเทศบรูไนที่ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชกษัตริย์บรูไนก็สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยเฉพาะการจัดการกับโควิด-19 ได้อย่างดี

ดังนั้นหัวใจในเรื่องปกครองอาจจะไม่ได้ยึดแค่ระบอบเท่านั้นแต่มันอยู่ในจิตสำนึกของผู้ปกครองที่จะทำเพื่อประชาชนมากน้อยเพียงใดดังเช่นที่ประมุขของสาธารณรัฐประชาชนจีน นายสี จิ้น ผิง ได้กล่าวกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในการปราศรัยวันครบรอบ 100ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า ถ้าครองใจคนได้ก็สามารถครองแผ่นดินได้ดังนั้นท่านจึงเน้นให้สมาชิกพรรคคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง

แต่รัฐที่กำลังจะมีทิศทางไปสู่ความเป็นรัฐล้มเหลวนั้นทั้งหมดเป็นรัฐที่ด้อยพัฒนา ประชาชนอดอยากยากจนบางประเทศแม้จะมีทรัพยากรจำนวนมาก แต่ก็มีรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้จะผ่านการรัฐระหารและปกครองโดยคณะทหารมายาวนาน หรือไม่ก็มีรัฐบาลที่แบ่งแยกชาติพันธ์และสีผิว ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ส่วนชนชั้นปกครองมั่งมีศรีสุข แม้ในยามวิกฤติ

ประเทศแรกที่จะกล่าวถึงคือ อาฟริกาใต้หรือ สาธารณรัฐอาฟริกาใต้ ประเทศที่ผ่านการปกครองโดยรัฐบาลผิวขาวที่กดขี่และแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง ทั้งที่คนผิวดำเป็นประชากรส่วนใหญ่ ความมั่งคั่งจึงไปตกอยู่กับคนผิวขาว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้การนำของนายเนลสัน แมนเดลล่า นายทุนชาวผิวขาวก็อพยพโยกย้ายทุนออกไปยังประเทศอื่น ดังนั้นรัฐบาลผิวดำที่บริหารต่อมาจึงเท่ากับบริหารซาก และในที่สุดก็แบกรับภาระไม่ไหว

แต่ปัญหาของอาฟริกาใต้ ไม่ใช่พึ่งเกิดมันสะสมมานานแล้วเพราะมีคนว่างงานมากมาย ตามเมืองใหญ่ๆ เช่น เปโตรเรีย โจฮันเนสเบิร์ก เดอเบิน ล้วนเต็มไปด้วยปัญหาวัยรุ่นผิวดำ และอาชญากรรม มีปลอดภัยอยู่เมืองเดียวคือ เคปทาวน์ เพราะมีผิวขาวอยู่จำนวนมาก

เมื่อสภาพอันง่อนแง่นสะสมมาหลายปี แม้อาฟริกาใต้จะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มายาวนาน ความเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาลก็ผุกร่อนไปเรื่อย เมื่อเกิดเหตุความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ มันก็กลายเป็นชนวนให้เกิดจลาจล และถ้ายังยืดเยื้อยาวนาน อาฟริกาใต้ก็อาจกลายเป็นรัฐล้มเหลวเหมือนประเทศเพื่อนบ้านซิมบับเว(โรดิเซีย)  ที่สำคัญโควิด-19 ช่วยเร่งให้พังเร็วเข้าเพราะเศรษฐกิจมันยับเยิน

ประเทศต่อมาที่มีโอกาสเป็นรัฐล้มเหลวก็คือเฮติ ซึ่งโดยทั่วไปประชาชนก็ยากจนข้นแค้นอยู่แล้ว จนต้องยกขบวนอพยพไปสหรัฐกันไม่ขาดสาย ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องปิดกั้นการอพยพนั้น

            เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอยู่ๆประธานาธิบดี JOVENEL MOISE ถูกกลุ่มคนร้ายติดอาวุธไปสังหารถึงบ้านพัก เฮติ ซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองไม่สู้ดีอยู่แล้ว เพราะมีการรัฐประหารหลายครั้งและเมื่อมีการเลือกตั้งก็มักมีการกล่าวหากันว่ามีการโกงเลือกตั้งจนทำให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติคือ สหรัฐหลายกรณีด้วยกัน

ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล และการเกิดสุญญากาศทางการเมืองแบบนี้อาจนำพาเฮติไปสู่การจราจล เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองที่อย่างน้อยมี 2-3 ขั้วประทุขึ้น จนรัฐบาลรักษาการไม่อาจควบคุมสถาณการณ์ได้ ทำให้กลายเป็นรัฐล้มเหลวในที่สุดได้

น่าแปลกที่เฮติตั้งอยู่บนเกาะริมทะเลคาริเบียนร่วมกับสาธารณรัฐโดมินิกัน แต่สภาพต่างกันมากเพราะโดมินิกันสงบเงียบเศรฐกิจไม่ย่ำแย่ ป่าไม้ถูกดูแลรักษาอย่างดี ตรงข้ามกับเฮติ มิหนำซ้ำเฮติยังเกิดแผ่นดินไหวบ่อย โดยไม่มีผลกับโดมินิกัน

สำหรับเฮตินั้นความอ่อนแอทางการเมือง ความยากจนและการไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ตลอดจนการคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดดูจะร้ายแรงกว่าการแพร่ระบาดของโควิด เสียอีก แต่พอเกิดการระบาดของโควิดก็เท่ากับซ้ำเติมสถาณการณ์ให้ย่ำแย่ลงไปอีก

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดนี้ หากรัฐบาลมีความเข้มแข็งคำนึงถึงประชาชนและไม่ฉวยโอกาศหากินกับการแพร่ระบาด เช่น เรื่องกินใต้โต๊ะวัคซีนทำให้มีการเบี่ยงเบนในการบริหารจัดการแล้ว ก็คงไม่ถึงกับนำประเทศไปสู่ความเป็นรัฐล้มเหลวดังตัวอย่างเช่น

เวเนซูเอลล่า แม้ว่าประธาณาธิบดี โมดูร่าจะต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งและกดดันจากสหรัฐอย่างมาก แต่รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในยามคับขันพอควร. โดยเฉพาะที่ผ่านมาถูกแซงชั่นจนขาดแคลนปัจจัยยังชีพ เกิดการแย่งชิง ปล้นสะสมบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังคงสามารถควบคุมบริหารประเทศได้ แม้ในยามที่โควิดแพร่ระบาด ประเด็นนี้จึงน่าจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเป็นตัวปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นแม้จะเกิดวิกฤตกาลประเทศก็คงไม่กลายเป็นรัฐล้มเหลว

อีกประเทศคือมาเลเซีย ยามนี้เกิดการแพร่ระบาดของโควิดอย่างหนัก แม้รัฐบาลจะสามารถจัดการเรื่องวัคซีนได้ดีพอควรแต่การเยียวยายังเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้ประชาชนไม่พอใจและก็ยังมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตามแค่ความไม่พอใจไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่ แต่ความศรัทธาต่อพรรคการเมือง หรือเกมส์การเมืองที่แย่งชิงอำนาจกันทำให้รัฐบาลมาเลย์ ภายใต้การนำของนาย มุไฮยิดดีนต้องเจอมรสุมหนัก จนพรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาลทำให้เกิดปัญหาในการเลือกนายกใหม่

เมื่อประชาชนพากันสิ้นศรัทธาในรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆจึงมีการเรียกร้องที่จะให้กษัตริย์หรือยังดีเปอตวนอากง ให้มาเป็นผู้นำบริหารประเทศแทนการปกครองแบบเลือกตั้งโดยพรรคการเมืองต่างๆเป็นตัวเล่น

ที่ประชาชนพากันเรียกร้องให้ “อากง” เข้ามาบริหารประเทศเพราะที่ผ่านมาท่านแสดงให้เห็นว่าท่านทรงห่วงใยประชาชนโดยแท้จริง ด้วยการสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมากเพื่อช่วยเหลือประชาชนภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด

ยิ่งไปกว่านั้นที่ผ่านมาเมื่อเกิดการวิกฤตทางการเมืองท่านก็เข้ามาช่วยปัดเป่าแก้ไขปัญหา อย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่างพรรคอัมโนกับมหาเดร์ หรืออันวาอิบรอฮีม ทำให้กลไกการเมืองมันเดินไปได้ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองก็มิได้หมดไปด้วยต่างก็ยึดประโยชน์ของตนเองและพรรคมากกว่าประโยชน์ของประชาชน

กระนั้นก็ตามมาเลเซียก็ไม่มีทางที่จะเป็นรัฐล้มเหลวเพราะมันมีกลไกและทางออกทางการเมืองซึ่งต่างจากการเมืองแบบเผด็จการที่มีแต่บีบคั้นประชาชนที่เห็นต่างด้วยอำนาจไม่ว่าจะโดยกฎหมายหรือกองทัพ การปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนนี่เอง จะนำไปสู่การระเบิดแบบบ้าคลั่งนำไปสู่จราจลและอาจนำไปสู่มิคสัญญีจนกลายเป็นรัฐล้มเหลวดังตัวอย่างข้างต้นได้ ที่สำคัญกองทัพมาเลเซียจะไม่มีวันออกมายึดอำนาจเด็ดขาด

สำหรับประเทศไทยเราจะไม่ถดถอยลงจนกลายเป็นรัฐล้มเหลว แต่ปัญหาสำคัญของไทยนั้นอยู่ที่การปิดกั้นความเห็นต่าง การเลือกปฏิบัติและความอยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่กระแสการปฏิวัติประชาธิปไตยเพราะประชาชนเชื่อกันว่าจะเป็นทางออกที่ดี ทั้งๆที่กว่าจะสร้างประชาธิปไตยโดยแท้จริงจากการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยประชาชนมันต้องผ่านการสูญเสียมากมาย

            จึงมีการนำเสนอให้มีการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยสันติซึ่งจะเป็นไปได้ การปฏิวัติดังกล่าวต้องเกิดจากชนชั้นปกครองเป็นผู้นำ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรถ้าชนชั้นปกครองไม่ยอมละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตนที่มีมหาศาล

อีกวิธีหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยประชาชนแบบรุนแรง ก็คือการสร้างขบวนการปฏิวัติแบบอารยขัดขืนตามแนวทางแบบคานธีหรือ กลวิธีที่เอียน ชาร์ป แนะนำในหนังสือFrom dictatorship to democracy.

แต่การกระทำดังกล่าวประชาชนต้องมีความอดทนอดกลั้นเพราะมันจะยืดเยื้อยาวนาน และอาจถูกทำร้ายทำลายจากฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งไม่น่าสอดรับกับนิสัยคนไทย

จุดอ่อนสำคัญอีกประการของการเมืองไทยคือการแบ่งขั้วกันอย่างรุนแรง และปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังอีกฝ่าย ทั้งนี้ถ้าจะวิเคราะห์เจาะลึกลงไปแล้ว มันอาจเกิดจากการยึดมั่นกับบุคคลเพียงสองคนเท่านั้น โดยทำเหมือนว่าประเทศไทยมีแค่สองคนนี้เท่านั้น แต่หากเราก้าวข้ามการยึดตัวบุคคลแล้วหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย มันก็น่าจะคุยกันได้

ที่น่าเสียดายก็คือเราสูญเสียโอกาสไป 6-7ปี แล้วในการพัฒนาการเมืองไทย จนถึงวันนี้การเมืองไทยก็ยังมีน้ำเน่ามากกว่าน้ำดีจึงเหม็นคลุ้งอย่างนี้แหละ

ถึงอย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่มีวันจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวแน่ ถ้าคนไทยจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อฟันฝ่าวิกฤตแทนการยึดมั่นถือมั่นแบบไม่ลืมหูลืมตา         นอกจากนี้เราจะไม่เป็นเหมือนเมียนม่าร์ที่กำลังจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวหากยังใช้กำลังปราบปรามประชาชนอยู่แบบนี้เพราะรัฐบาลทหารไม่อาจปกครองประชาชนได้

เขียนมาถึงตรงนี้ก็บังเอิญนึกไปถึงคำพูดของท่านเจ้าคุณรัตนเวทีอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนธ์วิมลมังคลารามเมื่อครั้งผู้เขียนไปหาข้อมูลทำรายงานเรื่องวัดโพธิ์ สมัยเรียนมัธยมปลาย นานมากแล้ว แต่ยังจำได้แม่น เพราะท่านบอกว่าเมืองไทยเหมือนงานวัดไม่มีเจ๊งแต่ยากที่จะเป็นงานเอ๊กสโปร์ ตอนที่ฟังก็ขำ พอไปคิดนานๆมันวังเวง แต่จะทำไงได้ก็ต้องทนๆกันไป เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคมต้องช่วยกันเปลี่ยน ไม่ใช่ใครคนเดียวจะทำได้

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *