INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การช่วยการกุศลไม่สามารถแต่งหน้าวัฒนธรรมบริษัทที่ไม่ดีได้

การช่วยการกุศลไม่สามารถแต่งหน้าวัฒนธรรมบริษัทที่ไม่ดีได้

ไซมอน ซีเนค กล่าวว่า วิสัยทัศน์ต้องไม่สิ้นสุด ผู้นำที่สิ้นสุดกลัวความ
ประหลาดใจ เพราะว่าพวกเขาไม่ชอบความไม่แน่นอน ตรงกันข้ามผู้นำ
ที่ไม่สิ้นสุดรับเอาความไม่รู้ และนำความคิดที่สร้างสรรค์ไปสู่การแข่งขัน
เราอยู่ภายในยุคของการลบล้างเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
กลายเป็นปัญหาต่อผู้นำหลายคนด้วยกรอบความคิดที่สิ้นสุด พวกเขาตก
หลุมพรางกับแผนระยะสั้น และทำสิ่งเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า อะไรที่เรา
ต้องการคือ การมีกรอบความคิดที่ไม่สิ้นสุด รับเอาการเปลี่ยนแปลงและ
การลบล้าง
ไซมอน ซีเนค เชื่อว่าเราไม่สามารถ “ชนะ” ธุรกิจ ธุรกิจอยู่ภายในเกมที่
ไม่สิ้นสุด และความมุ่งหมายไม่ควรจะเกี่ยวกับการชนะ แต่เกี่ยวกับการอยู่รอด
ถ้าบริษัทเล่นที่จะชนะ มันจะเผาไหม้ทรัพยากรของพวกเขา และมองเห็นการตกต่ำลงของความไว้วางใจ ความร่วมมือ และนวัตกรรม แต่การเล่น
ภายในเกมที่ไม่สิ้นสุด และนำด้วยกรอบความคิดที่ไม่สิ้นสุด จะรักษา
ธุรกิจให้ยืดหยุ่นและคล่องตัว ดังนั้นพวกเขาสามารถปรับตัวตามอะไร
ก็ตามที่โยนเข้ามาสู่วิถีทางของพวกเขา
ไซมอน ซีเนค กล่าวว่านวัตกรรมไม่ใช่ประสิทธิภาพ มันต้องชัดเจน นั่นไม่
ได้เป็นงานของมัน ประสิทธิภาพขับเคลื่อนโดยตัวเลข นวัตกรรมขับเคลื่อน
โดยความลุ่มหลง ตัวเลขไม่ควรจะถูกใช้เป็นการให้เหตุผลที่จะยับยั้ง
ความลุ่มหลง เราไม่มีประสิทธิภาพอะไรเลยเกี่ยวกับนวัตกรรม นวัตกรรม
ทุกอย่างเกี่ยวกับการลองผิดลองถูก การมองโลกในแง่ดีเป็นแสงสว่าง
ณ ปลายอุโมงค์มืด
นวัตกรรมคือ การมองเห็นแสง ณ ปลายอุโมงค์ มันเป็นการประยุกต์ใช้อย่างฉลาดของเทคโนโลยีหรืออย่างอื่นที่จะแก้ปัญหา มองปัญหาที่แท้จริงที่บุคคลภายในวงการของเรากำลังยุ่งยาก และมุ่งที่การแก้ปัญหานั้น ไม่เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของเทคโนโลยี
ไซมอน ซีเนค ได้ถามคำถามเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของการดำรงอยู่
ของผู้นำภายในการประชุมครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่าความยืดหยุ่นของการ
ดำรงอยู่เป็นความสามารถของผู้นำที่จะริเริ่มการลบล้างอย่างรุนแรงต่อ
โมเดลธุรกิจหรือเส้นทางกลยุทธ์ เพื่อที่จะเดินหน้าวิสัยทัศน์อย่างมีประ
สิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่เราจะมีความสามารถของความยืดหยุ่น เพื่อการดำรงอยู่ เราต้องมีวิิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เพราะว่ามันจะนำทางการตัดสินใจ
ของเรา
ภายในโลกของธุรกิจเรามักจะรู้สึกคล้ายกับสนามรบ เดวิดต่อสู้โกไลแอธ บริษัทเล็กต่อสู้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่มักจะตกเป็นเหยื่อบริษัทเล็กมากขึ้น สิ่งที่ทำให้บริษัทเล็กทำได้ดีคือ นวัตกรรมแบบลบล้าง นวัตกรรมแบบลบล้างจะลบล้างตลาดด้วยการสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ด้วยตลาดใหม่และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า ดังนั้นบริษัทใหญ่จะต้องเรียนรู้อะไรที่จะชนะสงครามได้ เดวิด และโกไลแอธเป็นเรื่องราวของนวัตกรรมแบบลบล้าง “ถ้าปราศจากดาบภายในมือของเขา” เดวิด ได้ใช้นวัตกรรมแบบลบล้างที่จะฆ่าโกไลแอธได้อย่างไร โกไลแอธเป็นบริษัทที่ยึดครองตลาด ไม่น่าสงสัยเขาคือยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยีของเขาคือดาบและโล่ เดวิดรู้ว่าเขาไม่สามรถชนะโกไลแอธได้ ถ้าเขาเล่นตามกฏที่กำหนดโดยข้าศึก วิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะชนะไกไลแอธได้คือ นวัตกรรมแบบลบล้างของเขา – เชือกเหวี่ยงก้อนหิน โกไลแอธไม่คล่องแคล่วเพียงพอที่จะต่อสู้กับนวัตกรรมแบบลบล้างได้ เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วที่จะหลบก้อนหินได้ เรื่องราวจบลงด้วยเดวิดใช้ดาบของโกไลแอธ เองตัดหัวของเขา เราจะมีนวัตกรรมสองประเภท นวัตกรรมแบบยั่งยืน – ดาบที่คมและดี และนวัตกรรมแบบลบล้าง – เชือกแรงเหวี่ยง โกไลแอธจะดีกับนวัตกรรมแบยยั่งยืน เขาลับดาบของเขาให้คมทุกวัน บริษัทยิ่งใหญ่จะทำได้ดีกับนวัตกรรมแบบยั่งยืน แต่พวกเขามักจะพลาดกับนวัตกรรมแบบลบล้าง นวัตกรรมแบบลบล้างจะเปลี่ยนแปลงกฎของการแข่งขันตลอดไป บริษัทที่เพิ่งจะเริ่มต้นต้องติดอาวุธตัวพวกเขาเองด้วยโมเดลธุรกิจนวัตกรรมแบบลบล้าง เพื่อที่จะปลด
ยักษใหญ่ออกจากตำแหน่ง แทนการใช้ทรัพยากรที่จำกัดต่อสู้กับการก้าวไปทุกก้าวของยักษ์ใหญ่ เราจะต้องกำหนดกฏของการสู้รบใหม่ ด้วยวิถีทางที่ใช้จุดแข็งของเราเอง เพื่อที่จะฆ่าโกไลแอธโดยไม่มีดาบภายในมือของเราบริษัทใหญจะตกเป็นเหยื่อความสำเร็จของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เต็มใจจะลบล้างธุรกิจแกนของพวกเขา การสร้างความซับซ้อนขององค์การมากขึ้น พวกเขาเจริญเติบโตจนตายตัวเกินไปที่จะตอบสนองต่อผู้โจมตีทางนวัตกรรม

2

การเป็นผู้นำเหมือนการเป็นพ่อเเม่ เพียงแค่เราให้โอกาสแก่ลูกของเรา – สร้างความเชื่อมั่นส่วนตัว การศึกษา และวืนัยเมื่อจำเป็น ดังนั้นพวกเขา
สามารถบรรลุความสำเร็จมากกว่าที่เราสามารถจินตนาการ
ความเป็นผู้นำไม่ใช่ตำแหน่ง แม้ว่าเรามีบุคคลมีอำนาจหน้าที่นั้น นั่นไม่ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำ เรามีบุคคลที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่พวกเขาตัวพวกเขาเองเป็นผู้นำ เราเรียกพวกเขาผู้นำเพราะว่า พวกเขารับความเสี่ยงภัยก่อนบุคคลอื่นรับ พวกเขาเลือกที่จะเสียสละเพื่อให้บุคคลของพวก
เขาปลอดภัย ไซมอน ซีเนค ได้พูดเกี่ยวกับภายในทหาร ผู้นำที่เต็มใจเสียสละ
ตัวพวกเขาเอง เพื่อที่บุคคลอื่นได้รับเหรียญ แต่ภายในธุรกิจผู้นำเสียสละแก่บุคคลอื่น เพื่อที่พวกเขาได้รับโบนัส นั่นละเมิดเเนวคิดของความเป็น
ผู้นำ
ไซมอน ซีเนค ได้พูดเกี่ยวกับผู้นำมีความรับผิดชอบที่จะสนับสนุนความปลอดภัยและความไม่กลัวท่ามกลางบุคคลของพวกเขาอย่างไร มันเป็นเกี่ยวกับ
การสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือด้วยการสร้างทีมที่ยิ่งใหญ่ มัน
เกี่ยวกับการวางบุคคลลำดับแรกและกำไรลำดับที่สองภายในองค์การ
มันในที่สุดเกี่ยวกับหน้าที่ของบริษัทผ่านทางระดับการบริหารสูงขึ้นต่อ
บุคคลของพวกเขา
การเป็นผู้นำต้องการมีบุคคลที่เลือกเดินตามเรา ความไว้วางใจต้องถูก
สร้างก่อนที่ใครก็ตามจะตัดสินใจเดินตามเรา ความไว้วางใจไม่ใช่เพียง
แค่เกิดขึ้นเพราะว่าลูกค้าทำการตัดสินใจซื้อบางสิ่งบางอย่าง ความไว้
วางใจไม่ใช่รายการตรวจสอบ เราได้รับความไว้วางใจด้วยการสื่อสาร
และการแสดงว่าเราร่วมค่านิยมและความเชื่ออย่างเดียวกัน
ไซมอน ซีเนค กล่าวว่าความสมดุลงานและชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นเท่านั้น
ต่อเมื่องานและชีวิตหยุดเป็นพลังที่ต่อต้านกันและกลายเป็นพลังประกอบกัน ความไม่สมดุลของงานและชีวิตคืออะไร มันเป็น : ผมรู้สึกปลอดภัย
ณ ที่บ้าน ผมไม่รู้สึกปลอดภัย ณ งาน นั่นเป็นความไม่สมดุล และไม่มี
จำนวนเวลาของโยคะหรือพักผ่อนแก้ไขนั้นได้ ความสมดุลงานและ
ชีวิตไม่ได้กี่ยวข้องอะไรกับเราเล่นโยคะ ณ งาน มากแค่ไหน
ความพยายามที่จะค้นหาความสมดุลงานและชืวิตอาจจะเป็นหลุมพราง
ต่อสู้ระหว่างกันสองอย่าง เราต้องเรื่มต้นคิดชีวิตงานและชีวิตส่วนบุคคล
เป็นหุ้นส่วนไม่ใช่ศัตรู เส้นแบ่งคลุมเครือ ความคิดสามารถเป็นระหว่าง
เวลาว่าง และบางครั้งเราต้องการหยุดพักระหว่างวัน
ความสมดุลงานและชีวิตหมายถึงอะไร มันไม่ได้เกี่ยวกับอะไรเลยกับชั่วโมงเราทำงานหรือความเครียดที่เราเผชิญ มันเกี่ยวกับตรงที่เรารู้สึกปลอดภัย ถ้าเรารู้สึกปลอดภัยที่บ้าน แต่เราไม่รู้สึกปลอดภัยที่งาน เรา
จะลำบากกับ
อะไรที่เรารับรู้เป็นความไม่สมดุลของชีวิตและงาน ถ้าเรามีความสัมพันธ์
อย่างเข้มแข็งที่บ้านและที่งาน ถ้าเรารู้สึกคล้ายเป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเรารู้สึก
ถูกคุ้มครองภายในทั้งสอง เราทำอะไรระหว่างกัน ระวังระหว่างกัน และ
เสียสละระหว่างกัน เรารู้สึกสบายใจ และเชื่อมั่นที่งาน ลดความเครียด
ที่เรารู้สึก เพราะว่าเราไม่รู้สึกความเป็นอยู่ที่ดีของเราถูกคุกคาม

ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท – ซีเอสอาร์ – เป็นถ้อยคำที่งดงามที่เราให้…..เมื่อบริษัทให้การกุศล และนั่นคือซีเอสอาร์เป็นอะไร เราให้การกุศล บริษัทให้การกุศล นั่นเป็นสิ่งที่ดีเเต่การมีส่วนช่วยการกุศลเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความต้องการของเรามีชีวิตอยู่ที่ดี และตอบสนองบุคคลอื่น เราเป็นบริษัทที่ดี เพราะว่ามองที่จำนวนชั่วโมง
มากแค่ไหน เราให้แก่บุคคลของเราไปสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษย์ ในขณะ
ที่เราบังคับพวกเขาทำงานภายในสภาวะที่น่ากลัว และพวกเขาเกลียด
กาาทำงานที่นี่ และพวกเขาทรมานจากความกดดัน มันไม่ได้เป็นสมการ
ผมไมสามารถสมดุลการบริหารวัฒนธรรมทื่ไม่ดีได้ ด้วยการ่ให้เงินมากขึ้นกับการกุศล แน่นอนพวกเขาควรจะให้เงินต่อการกุศลอย่างต่อเนื่อง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่มันควรจะอยู่ภายในบริบท มันควรจะเป็นสิิ่่่่งหนึ่งของหลายสิ่งที่พวกเขาทำช่วยเดินหน้าวิสัยทัศน์ของพวกเขา
พวกเขาทำผ่านทางวัฒนธรรมบริษัทของพวกเขา ผลิตภัณฑ์ของพวก
เขา การตลาดของพวกเขา บางอย่างทำเงิน และบางอย่างไม่ทำเงิน
การให้การกุศลต้องเป็นส่วนประกอบที่เห็นชัดและสมดุลของทุกสิ่งทุกอย่างที่บริษัททำ การมีส่วนช่วยการกุศลไม่สามารถแต่งหน้าวัฒนธรรม
งานที่ไม่ดีได้
ภายในทางปฏิบัติ ซีเอสอาร์ เป็น “ทำไม” ของธุรกิจ ไซมอน ซีเนค ใช้
โมเดลเรียบง่ายที่เขาเรียกว่า วงกลมทอง อธิบาย มันแสดงทุกองค์การ
ดำเนินงานบนสามระดับอย่างไร บุคคลทุกคนรู้พวกเขาทำอะไร บุคคล
หลายคนรู้พวกเขาทำมันอย่างไร บุคคลน้อยมากรู้ทำไมพวกเขาทำมัน
ไซมอน ซีเนค ไม่ได้หมายความ “การทำเงิน” ที่เขามองเป็นผลลัพธ์อย่างหนึ่ง เขามองที่ความมุ่งหมาย ความเชื่อ เหตุผลที่ทำไมเราตื่นนอนเช้า
ไซมอน ซีเนคเชื่อว่า เมื่อความเชื่อส่วนบุคคลของลูกค้าสอดคล้องกับค่านิยมของเรา พวกเขาไมเพียงแต่ทำธุรกิจกับเรามากขึ้นเท่านั้นแต่กลาย
เป็นประจำด้วย

ทุนนิยมสามารถตกอยู่ภายในสองค่าย เราสามารถเป็นธุรกิจที่วางลูกค้า
หรือผู้ถือหุ้นของเรา ณ จุดศูนย์กลางของการตัดสินใจของเรา ย้อนหลังไปยังกลางศตวรรษที่สิบแปด อดัม สมิธ เขียน “The Wealth of Nations”
หนัวสือเล่มนี้ให้รากฐานเพื่อทุนนิยมของ 200 ปีข้างหน้า รูปแแบบทุนนิยม
นี้วางลูกค้า ณ จุดศูนย์กลางของการตัดสินใจของธุรกิจ โดยพื้นฐานเพื่อ
ธุรกิจบรรลุความสำเร็จในระยะยาว เราต้องวางลูกค้าของเราเป็นลำดับ
แรก
ทั้งที่มีสิ่งนี้ มิลตัน ฟรีดแทนได้พลิกผันความเข้าใจของบุคคลจากลูกค้า
ไปสู่ผู้ถือหุ้นศตวรรษกลางที่ยี่สิบเอ็ด โดยเฉพาะมิลตัน ฟรีดแมน ได้
ระบุว่าบทบาทของธุรกิจคือ การได้เงินเพื่อผู้ถือหุ้น
เมื่อเรามองกรอบความคิดที่ไม่สิ้นสุดท่ามกลางความคิดของการทำกำไรสูงสุดและการอยู่สูงสุดของผู้ถือหุ้นของมิลตัน ฟรีดแมน กลายเป็นกฏที่สิ้นสุดของธุรกิจส่วนใหญ่ภายในการเเข่งขัน ไซมอน ซีเนค กล่าวว่าเรามีในขณะนี้ไม่ได้เป็นทุนนิยมที่อดัม สมิธ คิดขึ้นมา มันได้ถูกทำให้ด้อยค่าลง มิลตัน ฟรีดแมน ได้สร้างทฤษฎีว่าความรับผิดชอบของธุรกิจคือ ทำกำไรสูงสุดภายในขอบเขตของกฏหมาย แต่จริยธรรมอยู่ตรงไหน
มิลตัน ฟรีดแมน ได้เสนอแนะว่าธุรกิจมีความรับผิดชอบอย่างเดียวคือ กำไร มุมมองใจที่สิ้นสุดของธุรกิจ เราต้องทดแทนคำนิยามของมิลตัน
ฟรีดแมน ด้วยการเลยพ้นไปจากกำไร เพื่อที่จะเพิ่มคุณค่าที่ไม่สิ้นสุดต่อประเทศของเรา เศรษฐกิจของเรา และทุกบริษัทที่เล่นภายในเกม คำนิยามของความรับผิดชอบของธุรกิจต้องเดินหน้าความมุ่งหมาย นำเสนอความรู้สึกของการเป็น
ส่วนหนึ่งแก่บุคคล และความรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาและงานของพวกเขามีคุณค่าเลยพ้นจากงานกายภาพ คุ้มครองบุคคล ดำเนินบริษัทของเราภายใน
วิถีทางที่คุ้มครองบุคคลทำงานเพื่อเรา บุคคลที่ซื้อจากเรา และสภาพแวดล้อมที่เรามีชีวิตอยู่เเละทำงาน สร้างกำไร เงินจุดเชื้อเพื่อธุรกิจที่จะยังคงมีชีวิตอยู่
ดังนั้นมันจะเดินหน้าลำดับความสำคัญสองอย่างเเรกอย่างต่อเนื่อง
มิลตัน ฟรีดแมนไม่เคยทำธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะว่าถ้าเราทุกคนมุ่งที่การทำเงิน ธุรกิจชองเราจะพังทลาบ แม้แต่เฮนรี่ ฟอร์ด ได้กล่าวว่าธุรกิจที่ทำเงินอย่างเดียวเท่านั้นเป็นธุรกิจที่อ่อนแอ เรามีสิ่งเดียวเท่านั้นบนโลกที่ลุ่มหลงกับการเจริญเติบโตเพื่อประโยชน์ของการเจริญเติบโตคือ มะเร็ง
ทุนนิยมไม่ได้เป็นศัตรู มันเป็นตราสินค้าสมัยใหม่ของทุนนิยมอเมริกันที่
กลายเป็นปัญหา ปัญหาที่สืบสานจากมิลตัน ฟรีดแมน และต่อเนื่องที่จะบูชาบุคคล
เหมือนเช่น แจ็ค เวลซ์ เป็นวีรบุรุษ เขาไม่ได้เป็นวีรบุรุษ เขาเป็นตรงกันข้ามวีรบุรุษ เขาใช้ชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของเขา Winning เราไม่มีการชนะภายในธุรกิจ ทุนนิยมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เมื่อมันทำอย่างถูกต้อง แม้แต่อดัม สมิธ ยัง
เห็นด้วย ทุนนิยมพิจารณาความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์
ภายใน “Wealth of Nations” 1776 อดัม สมิธ กล่าวว่า ผลประโยชน์ของลูกค้า
ควรจะสำคัญที่สุด แต่ภายใน 1970 มิลตัน ฟรีดแมน กล่าวว่าบริษัทควรจะใช้ทรัพยากรที่จะเพิ่มกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น คำนิยามที่ไม่ดีต่อธุรกิจ มันทำให้ผู้นำธุรกิจหลายคนลำดับความสำคัญกำไรเหนืออย่างอื่น เมื่อผู้ถือหุ้นมองที่ราคาหุ้นระยะสั้น กรอบความคิดที่สิ้นสุดกลายเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไซมอน ซีเนค กล่าวว่า ตรงไหนมีความไม่สมดุล ตรงนั้นมีความไม่สงบ ไม่ว่าชาวโรมันโบราณหรือชาวอาณานิคมอเมริกัน บุคคลต้องการถูกปฏิบัติอย่างยุติธรรม และร่วมภายในความมั่งคั่งที่พวกเขาช่วยสร้าง สามบรรทัดสุดท้าย
ในขณะนี้ท้าทายความคิดของมิลตัน ฟรีดแมน เราต้องการคำนิยามใหม่ของความรับผิดชอบของธุรกิจ เงินเป็นผลลัพธ์และไม่ใช่ความมุ่งหมาย
เพื่อที่จะเเสดงความแตกต่างเกมที่สิ้นสุดและเกมที่สิ้นสุด ไซมอน ซีเนค ได้อธิบายทำไมอเมริกาแพ้สงครามเวียตนาม ทั้งที่ชนะเกือบทุกการสู้รบ และทำลายล้างศัตรูอยู่เสมอ นายพลอเมริกันได้สู้รบและชนะเกมที่สิ้นสุด ในขณะที่ชาวเวียตนามเหนือมองสงครามเป็นการต่อสู้ เพื่ออิสรภาพและความอยู่รอดของพวกเขา เกมที่ไม่สิ้นสุดที่พวกเขาต่อสู้จนลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา

อินดรา นูยี ซีอีโอก่อนหน้านี้ของเป้ปซี่โค ได้สะท้อนว่า 12 ปี เป็นเวลาที่ยาวนานของตำแหน่งซีอีโอ และเธอกล่าวว่า แม้ว่าฉันมีเชื้อเพลิงอย่างมากภายในถังของฉัน – ฉันต้องการที่จะทำบางสิ่งบางอย่างแตกต่าง และใช้เวลามากขึ้นกับครอบครัวของเธอ ผู้หญิงไม่สามารถมีทุกอย่างได้ ยากที่จะรักษาความสมดุลของงานและชีวิต
อินดรา นูยี กล่าวว่า ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงสามารถมีทุกอย่างได้ ฉันเพียงแค่คิดเช่นนั้น เราแสร้งว่าเรามีทุกอย่าง เราแสร้งว่าเราสามารถมีทุกอย่าง สามีของฉันและฉันแต่งงานมาแล้ว 34 ปี และเรามีลูกสาวสองคน และทุกวันเราตัองตัดสินใจเกี่ยวกับเราจะเป็นภรรยาหรือแม่หรือไม่ ที่จริงแล้วหลายครั้งระหว่างวันเราต้องตัดสินใจเหล่าานี้ และเราต้องเลือกบุคคลหลายคนช่วยเรา เราเลือกครอบครัวของเราที่จะช่ายเรา เราวางแผนชีวิตของเราอย่างพิถีพิถัน ดังนั้นเราสามารถเป็นพ่อแม่ที่เหมาะสม
แต่ถ้าเราถามลูกสาวของเรา ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเธอจะกล่าวว่าฉันเป็นแม่ที่ดีหรือไม่ ฉันไม่แน่ใจ และฉันได้พยายามใช้กลไกรับมือทุกประเภท เราต้องรับมือ เพราะว่าเราตายไปกับความรู้สึกผิด เราเพียงแค่ตายกับความรู้สึกผิด การสังเกตุของฉันคือ นาฬกาทางชีววิทยาและนาฬิกาทางอาชีพขัดแย้งระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราต้องมีเด็ก เราสร้างอาชีพของเรา
เพียงแค่เราขึ้นไปสู่ผู้บริหารระดับกลาง เด็กของเราต้องการเรา เพราะว่าพวกเขาเยาว์วัยอยู่ พวกเขาต้องการเราเมื่อเยาว์วัยอยู่ และนั่นเป็นเวลาที่สามีของเรากลายเป็นคนหนุ่มด้วย ดังนั้นเขาต้องการเรา
จงคิดเกี่ยวกับเวลาให้หนัก เรามีเวลาน้อยบนโลกนี้ ทำให้เป็นวันของเรามากที่สุด และสร้างพื้นที่แก่บุคคลที่รัก ใครสำคัญที่สุด
เมื่อถูกถามว่ามันเป็นอย่างไรต่อเธอความสมดุลของชีวิตส่วนบุคคลของเธอในขณะที่ก้าวสูงขึ้นไปภายในอาชีพของเธอ
อินดรา นูยี ยอมรับว่ามัน “เป็นไปได้ยาก” ที่จะเป็นแม่ ภรรยา และผู้บริหารที่สมบูรณ์ในเวลาเดียวกัน ความเข้าใจความขัดแย้งนี้เป็นขั้นตอนแรกที่จะค้นหาข้อแก้ปัญหา อินดรา นูยีตอบว่า ไม่ง่ายเลย
การจัดการชีวิตครอบครัวและงานของเธอไม่ง่าย เมื่อถามเธอมึความเสียใจ
ใดก็ตามเมื่อมองกลับไปหรือไม่ อินดรา นูยี นักธุรกิจที่มีอำนาจและอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งภายในโลก ตอบว่า เธอไม่ได้เสียใจการดำเนินตามอาชีพของเธอ เธอรู้สึกปวดใจต่อการทำงานตลอดเวลา ไม่ได้ใช้เวลามากกับลูกสาวของเธอที่กำลังเจริญเติบโต
เสียใจเป็นถ้อยคำที่จริงจังเกินไป ปวดใจหลายครั้ง มันไม่ได้เสียใจ ฉันรักสิ่งที่ฉันกำลังทำ ฉันอาจจะเสียใจไม่ได้ทำมัน ถ้าฉันอยู่ที่บ้านและใช้เวลาทั้งหมดที่นี่ อินดรา นูยีได้จำเรื่องที่เจ็บปวดลูกสาวของเธอรู้สึกห่างจากแม่ของพวกเขามากอย่างไร การเล่าว่าครั้งหนึ่งลูกสาวอายุสี่ถึงห้าปีของเธอเขียนจดหมายถึงเธอบอกว่าหนูรักเเม่ “แต่หนูรักแม่มากขึ้นถ้าเเม่กลับบ้าน โปรดกลับบ้านแม่”
อินดรา นูยีกล่าวว่าเธอได้เก็บจดหมายไว้ที่จะเตือนตัวฉันของสิ่งที่สูญเสีย
การเรียกร้องรัฐบาล บริษัท และสังคม ทำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ยังไม่เสร็จให้เสร็จ เธอย้ำความต้องการต่อการปฏิรูปต่อไป ตรงที่ระบบนิเวศสนับสนุนถูกสร้างที่จะช่วยครอบครัวเลี้ยงดูลูก ในขณะที่รับรองว่าผู้หญิงสามารถมุ่งอาชีพของพวกเธอเวลาเดียวกัน

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *