INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปีที่40ชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน :อุดมการณ์กับการยืนหยัดและการท้าทาย (ตอนที่ ๑ )

 รูปจาก ahlulbait

โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ผู้อำนวยการศูนย์อิหร่านศึกษา มหาวิทยาลัยอิสเทิร์นเอเชีย

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ.1979  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของอิหร่าน  คือชัยชนะของการปฏิวัติ หรือเรียกว่าการปฏิวัติอิหร่าน  การปฏิวัติอิสลาม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือการปฏิวัติ ค.ศ. 1979;(  انقلاب اسلامی, Enghelābe Eslāmi หรือ انقلاب بیست و دو بهمن) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโค่นราชวงศ์ปาห์ลาวีภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา โดยการแทนที่ด้วยการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลามภายใต้ผู้นำปฏิวัติ อายาตุลลอฮ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การฝ่ายซ้ายและองค์กรอิสลาม สถาบันศาสนา นักบวช นักวิชาการ และขบวนการนักศึกษาชาวอิหร่าน

เริ่มจากการเดินขบวนต่อต้านชาห์ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2520 พัฒนาเป็นการรณรงค์การดื้อแพ่งซึ่งมีทั้งภาคฆราวาสและศาสนา ซึ่งบานปลายในเดือนมกราคม พ.ศ.2521 ระหว่างเดือนสิงหาคมและธันวาคม พ.ศ.2521 การนัดหยุดงานและการเดินขบวนทำให้ประเทศเป็นอัมพาต ชาห์เสด็จออกนอกประเทศอิหร่านเพื่อลี้ภัยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2522 เป็นพระมหากษัตริย์เปอร์เซียพระองค์สุดท้าย ปล่อยภาระหน้าที่ให้สภาผู้สำเร็จราชการและนายกรัฐมนตรีที่อิงฝ่ายค้าน รัฐบาลเชิญอายาตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนีกลับประเทศอิหร่าน และกลับสู่กรุงเตหะรานซึ่งมีชาวอิหร่านหลายล้านคนรอต้อนรับ และการทรงราชย์สิ้นสุดหลังวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1979 เมื่อทหารกบฏชนะกำลังซึ่งภักดีต่อชาห์ในการสู้รบด้วยอาวุธตามถนน ทำให้อิมามโคมัยนียึดอำนาจอย่างเป็นทางการ  ต่อมาประชาชนชาวอิหร่านออกเสียงลงคะแนนการลงประชามติทั่วประเทศให้เป็นสาธารณรัฐอิสลามเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 และรับรองรัฐธรรมนูญเทวาธิปไตย-สาธารณรัฐนิยมแบบอิสลามฉบับใหม่ ซึ่งอิมามโคมัยนีกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ในเดือนธันวาคม 2522(วิกิพีเดีย หมวดการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน)

หลังจากปี ค.ศ. 1979  เป็นต้นมาประเทศอิหร่านได้มีการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทีเดียว มีการสมรู้ร่วมคิดของตะวันตกและชาติมหาอำนาจ ที่ไม่ปรารถนาที่จะเห็นการเติบโตของอิหร่าน  โดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจนั้นได้ถือว่าอิหร่านคือภัยคุกคาม พวกเขาพยายามหาเหตุหรือสร้างเหตุจูงใจที่จะทำลายสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจากวันนั้นจวบจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว  ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน คนปัจจุบัน อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คามาเนอี ได้ชี้ถึงความหลากหลายของภัยคุกคามและหนึ่งของภัยคุกคามวันนี้ คือสหรัฐอเมริกาที่มีความมุ่งร้ายต่อระบอบการปกครองอิสลาม  ดังนั้นถ้าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านไม่มีอำนาจและอิทธิพลที่แข็งแกร่งเพียงพอ  บรรดาผู้ประสงค์ร้ายต่ออิหร่านคงไม่เร่าร้อนและโกรธเป็นผืนเป็นไฟดั่งที่เป็นอยู่  ปัจจุบัน  และนับได้ว่าในปีนี้ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามอิหร่านได้ย่างก้าวสู่ปีที่สี่สิบแล้ว และการปฏิวัติครั้งนี้ยังคงเป็นต้นแบบ สำหรับนานาประเทศและเป็นต้นแบบแก่มนุษยชาติ ที่ได้ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อเรียกร้องอิสรภาพและศักดิ์ศรี

อุดมการณ์และอุดมคติ “รัฐอิสลาม”

ประเทศอิหร่านประสบกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปฏิวัติอิสลามโดยอิหม่ามโคมัยนี เป็นผู้นำขบวนการปฏิวัติของประชาชนและนักศึกษาล้มล้างการปกครองแบบเผด็จการของชาร์ปาเลวีจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absolute Monarchy) เป็นสาธารณรัฐ อิสลาม (Islamic Republic )  เป็นการปกครองในระบอบอิสลาม(Islamic State) โดยมีราชาปราชญ์เป็นประมุข ซึ่งฐานความคิดของระบอบการปกครองนั้น ผ่านการกลั่นกรองอย่างตกผลึกตามหลักคิดทางปรัชญาการเมืองอิสลาม และผู้ที่วางรากฐานของระบอบการปกครองในประเทศอิหร่าน คือท่าน อะยาตุลลอฮ์ อิมามโคมัยนี

อิมามโคมัยนีได้นำเสนอทฤษฎีปรัชญาการเมืองว่าด้วยเรื่องระบอบการปกครองอิสลามไว้ว่าแท้จริง เรื่องของการเมืองและการปกครองไม่ได้แยกออกจากศาสนา ศาสนาคือการเมืองและการเมืองคือศาสนา”

เมื่อเพ่งพินิจในหลักศาสนบัญญัติของอิสลาม ไม่ว่าด้านภาคศาสนพิธี(พิธีกรรม) หรือด้านภาคการพาณิชย์ และด้านการเมือง จำเป็นจะต้องดำรงอยู่จนถึงวันอวสานโลก จากหลักคิดนี้ เป็นเหตุให้จะต้องมีระบบการบริหารและการปกครองที่สามารถนำหลักศาสนบัญญัติมาถือปฏิบัติและบังคับใช้เพื่อสร้างสมดุลภาพและความเหมาะสมของการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติไปสู่ความศานติและความยุติธรรม เป็นระบอบการปกครองและการเมืองที่จะสร้างความเป็นเอกภาพในพหุภาพ เป็นระบอบการเมืองแบบศาสดาอิสลาม

อิมามโคมัยนี ถือว่า แท้จริงการสร้างรัฐอิสลามถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งของปราชญ์ผู้ชำนาญการสูงสุด(ฟะกีย์) และยังถือว่าเป็นข้อบังคับหนึ่งของศาสนา(วายิบกิฟาอี) เพราะว่าการรักษาสิ่งที่เป็นหลักการศาสนาหรือการควบคุมการออกนอกลู่นอกทางของมุสลิม ต้องอาศัยกลไกลของสร้างรัฐอันมั่นคง อิมามโคมัยนีได้กล่าวอีกว่า..“การเป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้นำรัฐใดรัฐหนึ่งนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของนักการศาสนา นักนิติศาสตร์ที่ทรงคุณธรรม และยังถือว่าเป็นความเหมาะสมของนักนิติศาสตร์อยู่ในฐานะเป็นปราชญ์ในการเป็นผู้นำของประชาชนมุสลิมดังนั้นการจัดตั้งรัฐอิสลาม ถือว่าเป็นข้อบังคับหนึ่งทางศาสนาประเภทกิฟาอี (ข้อบังคับซึ่งถ้ามีบุคคลใดได้กระทำแล้วบุคคลอื่นเป็นอันตกไป)ดังนั้นถ้ามีนักนิติศาสตร์ท่านใด ได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น ถือว่านักนิติศาสตร์คนอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตาม และถือว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญและสนับสนุน” (หน้า 33 จากหนังสือซอฮีฟะตุลนูร)

อิหร่านหลังจากการเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบเทวาธิปไตย(Theocracy)ที่ได้จัดระบอบโครงสร้างทางการเมืองและการปกครอง โดยยึดระบอบการปกครองแบบอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุขหรือเรียกว่า “ระบอบปราชญาธิปไตย” (วิลายะตุลฟะกีย์)โดยมีรูปแบบเป็นระบบรัฐสภา อันมีประธานาธิบดี (President) และรัฐสภา (Parliament) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (Electorate) และประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ที่ต้องได้รับการยอมรับจากรัฐสภา และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีสถาบันสูงสุด คือ สถาบันแห่งประมุขสูงสุด (Supreme Leader)เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำรัฐและเป็นผู้ปกครองที่อยู่ในฐานะราชาปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รับรองผลลัพธ์การเลือกตั้งประธานาธิบดี และยังมีอำนาจแต่งตั้งสถาบันสำคัญอื่นๆ คือกองทัพ (Military)  ประมุขฝ่ายตุลาการ (Head of Judiciary) และ( Expediency council)สภาพิเศษซึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐสภาและ สภาผู้ชี้นำ (Guardian council)  หรือแม้แต่สภาอีกสภาหนึ่งคือสภาผู้ชำนาญการ (Assembly of experts)โดยผู้นำสูงสุดยังมีอำนาจดูแลและสร้างความสมดุลให้กับการบริหารกิจการภายในของรัฐในทุกๆฝ่าย

โครงสร้างหรือระบบการเมืองของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญปี 1979  ประกอบด้วยสถาบันการเมืองตามระบอบอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุข หรือเรียกตามหลักรัฐศาสตร์อิสลามคือระบอบวิลายะตุลฟะกี(ปราชญาธิปไตย) โดยมีราชาปราชญ์เป็นประมุขสูงสุด (Supreme Leader) เป็นผู้ควบคุมและดูแลโครงสร้างของการกำหนดแนวนโยบายทั่วไปของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน และถือว่ารัฐธรรมนูญทุกมาตรานั้นถูกวินิจฉัย ที่มีโครงสร้างมาจากหลักอิสลาม จึงเรียกรัฐธรรมนูญนี้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญแห่งอิสลาม

      มาตรา ๔   ประมวลกฎหมายทั้งหมด ทั้งกฎหมายแพ่งพานิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายการคลัง การเศรษฐกิจ กฎหมายการบริหารการปกครอง  วัฒนธรรม การทหาร  การเมือง ตลอดทั้งระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆเหล่านั้นที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ต้องมีแหล่งที่มาซึ่งวางอยู่บนหลักการแห่งบทบัญญัติอิสลาม  มาตรานี้ย่อมมีอำนาจควบคุมสูงสุดและอย่างกว้างขวางไปถึงมาตราอื่นๆทั้งหมดแห่งรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันกับหลักการและระเบียบกฏเกณฑ์อื่นๆที่จำต้องตัดสินโดยใช้ดุลยพินิจพิจารณาและวินิจฉัยให้เป็นไปตามหลักนิติศาสตร์ของสภาพิทักษ์ฯ  และอำนาจการปกครองของประมุขสูงสุดนั้นเป็นหน้าที่ของบุคคลที่อยู่ในฐานะราชาปราชญ์ เป็นนักการศาสนาที่เคร่งครัด เป็นผู้ทรงธรรมและยุติธรรม

        มาตรา ๕  ในช่วงเวลาที่อิมามท่านที่สิบสอง(อิมามมะฮ์ดี) อยู่ในสภาพที่เร้นกาย  สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะอยู่ภายใต้การปกครองและการชี้นำโดยความรับผิดชอบของนักการศาสนา ผู้เป็นปราชญ์สูงสุด มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ ทรงคุณธรรมและยุติธรรม รู้รอบต่อสถานการณ์แห่งยุคสมัย เป็นผู้มีความกล้าหาญพร้อมด้วยความสามารถในการจัดการ อยู่ในฐานะเป็นราชาแห่งปราชญ์(วิลายะตุลฟะกีย์)  ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักและยอมรับให้เป็นผู้นำ

มาตรา ๑๐๗  เมื่อใดที่นักการศาสนา อยู่ในฐานะปราชญ์ ที่มีคุณสมบัติครบเงื่อนไขต่างๆตามมาตรา ๕ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลนั้นจะเป็นผู้นำอยู่ในฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด และเป็นราชาปราชญ์  เป็นผู้นำแห่งการปฎิวัติ เหมือนอย่างท่าน อายาตุลลอฮ์ อิมามโคมัยนี ถือว่าเป็นประมุขสูงสุด มีความศักดิ์สิทธิ์ในการออกคำสั่งและมีความรับผิดชอบทั้งมวล

ปรัชญาการเมืองแบบสำนักคิดชีอะฮ์

อิมามโคมัยนีถือว่าเป็นปราชญ์และเป็นนักปรัชญาที่นิยมในสำนักฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์ โดยมุลลาศอ็ดรอ ได้นำหลักปรัชญาอิสลามที่ปฏิรูปมาจากสำนักมัชชาอียะฮ์และสำนักอิชรอกียะฮ์ จนปรากฏเป็นสำนักปรัชญาใหม่โลกอิสลาม ภายใต้ชื่อ”ฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์” โดยที่อิมามโคมัยนีได้ยึดหลักปรัชญาการเมืองอิสลามตามแบบสำนักปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์แล้วกลั่นกรองมาเป็นหลักบริหารและการปกครองภายใต้ชื่อ”อำนาจรัฐวิลายะตุลฟากี”(รัฐปราชญาธิปไตย)   และเราจะขอกล่าวถึงกรอบแนวคิดทางปรัชญาการเมืองของสำนักนี้สักเล็กน้อยคือ แท้จริงแล้วมุลลา ศ็อดรอได้มีทัศนะทางปรัชญาสังคมและการเมืองไว้ว่า แท้จริงทุกสังคมต้องการรัฐและผู้นำรัฐ และสังคมใดไร้การปกครองและไม่มีผู้นำรัฐ ไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่ความสมบูรณ์ได้  และมุลลาศอ็ดรอ ได้กล่าวว่า แท้จริงผู้นำรัฐนั้นจะต้องมีหลักการปกครอง ที่นำกฎหมาย(หลักนิติรัฐ) เพื่อสร้างสรรค์สังคมบนหลักความยุติธรรม  ดังที่เขาได้กล่าวไว้ว่า.

ทุกสังคมต้องการและมีความจำเป็นต่อกฏหมายหนึ่ง ที่มนุษย์จะต้องย้อนกลับไปยังมัน และมนุษย์ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตไปได้อย่างสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ นอกจากจะต้องมีผู้ปกครองหรือผู้นำที่ทรงยุติธรรม และมีกฏหมาย บัญญัติมาจากพระเจ้า”(อ้างจากบทความเรื่อง มุฟักกิรอนอิสลามี ว่าฮัมบัสเตกี ดีน ว่า เดาลัต)

มุลลาศ็อดรอได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับบทบัญญัติทางการปกครอง (โดยพระเจ้า)หรือรัฐธรรมนูญแบบอิสลาม ว่ามันคือวิญญาณของและการปกครอง ถ้าการเมืองใดไร้กฏหมายที่เป็นบทบัญญัติแห่งพระเจ้า ถือว่าการเมืองนั้นไร้วิญญาณ เป็นการเมืองที่ตายแล้ว ไร้ชีวิต เมื่อการเมืองไร้ชีวิต ก็จะไม่สามารถให้ชีวิตแก่สังคม สังคมก็จะเป็นสังคมที่ตาย มีแต่ความวุ่นวาย ดังนั้นการเมืองการปกครองในมุมมองของอิสลามถือว่าเป็นระบอบหนึ่งทางสังคมที่ได้ถูกจัดระเบียบแบบแผนเอาไว้ โดยผ่านกระบวนการคิดทางปรัชญาและทางอภิปรัชญา ดังนั้นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้ถูกกำหนดตามหลักคิดและกรอบแนวคิดของสำนักปรัชญาอิสลามแบบมุลลา ศ็อดรอ หรือตามสำนักฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์(ปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง)

หลักปรัชญาการเมืองอิสลามยืนยันว่าแท้จริงมนุษยชาติและสังคมโลกจะยืนอยู่บนความสงบสุขและสันติภาพที่แท้จริงได้นั้น สังคมโลกต้องอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบที่ทรงธรรมและมีความยุติธรรม  หรือเรียกว่าระบอบการปกครองอิสลามว่าด้วยหลักและโครงสร้างของการจัดตั้งรัฐและระบอบการบริหารจัดการบ้านเมืองและปวงปราชญ์มุสลิมถือว่าระบอบอิสลามคือระบอบการปกครองที่ดีที่สุด เพราะเป็นระบอบการปกครองของบรรดาศาสดาและบรรดาผู้นำหลังจากศาสดาที่อยู่ในฐานะของผู้ปกครองที่ศาสดาได้สั่งเสียไว้ และถือว่าระบอบอิสลามจะเป็นระบอบที่มาสร้างหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมือง โดยนำหลักนิติรัฐนิติธรรมมาปกครองและสามารถนำความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์

ปรัชญาการเมืองอิสลามได้ถือว่าผู้นำ และภาวะผู้นำ(Leader Ships) ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อัลกุรอานและตัวบทจากวจนะของศาสดามุฮัมมัด(ศ)และผู้ปกครองอันทรงธรรมแห่งอิสลามได้กล่าวไว้ นั่นหมายความว่าสิ่งเหล่านั้นคือกรอบแนวคิดและเป็นหลักการการบริหารจัดการบ้านเมือง และผู้เขียนจะนำบางโองการมากล่าวเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำในทัศนะของอิสลาม ดังนี้

อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า..

แน่นอนเราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาพร้อมกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และได้ประทานคัมภีร์มาพร้อมกับพวกเขาและตาชั่ง เพื่อที่มนุษย์จักได้ดำรงอยู่บนความยุติธรรม”(บทอัลฮะดีดโองการที่๒๕)

   “และเราประสงค์ที่จะมอบความโปรดปรานให้กับบรรดาผู้ถูกกดขี่ บนหน้าแผ่นดิน โดยแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้นำและทำให้พวกเขาเป็นทายาทแห่งการสืบทอด”(บทอัลกอซอซ โองการที่๕)

ทั้งสองโองการนี้พระผู้เป็นเจ้าเอกองค์อัลลอฮซ.บ.ประสงค์ที่จะแจ้งให้ประชาชาติทุกยุคทุกสมัยรู้ว่า แท้จริงมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม และทุกๆ สังคมต้องการผู้นำและผู้ชี้นำที่มีภาวะผู้นำเป็นผู้ยำเกรง และเคร่งครัด สำรวมตน  และอัลกุรอานได้แนะนำว่าผู้นำที่ดีนั้นมีอยู่สองกลุ่มคน คือ

๑)ผู้นำที่เป็นศาสดา เป็นศาสนทูต และเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า

๒)ผู้นำที่อยู่ในฐานะเป็นปราชญ์

อัลกุรอานได้นำเสนอการเป็นผู้นำของทั้งสองกลุ่มคนและกล่าวถึงภาวะผู้นำของพวกเขาไว้อย่างชัดเจน  และอัลกุรอานได้กล่าวถึงระบอบการปกครอง  โดยจะสามารถสรุปได้ดังนี้

๑)ผู้นำ เป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระผู้เป็นเจ้า และเป็นบุคคลที่พระผู้เป็นเจ้าไว้วางใจให้อยู่ในฐานะของผู้ชี้นำ นั่นคือ บรรดาศาสดา และอีกกลุ่มหนึ่งคือปุถุชนธรรมดา ที่เป็นกลุ่มชนที่ถูกกดขี่  นั่นก็คือบรรดาผู้นำทรงธรรมแห่งทายาทศาสดามุฮัมมัด(ศ)และตัวแทนของบรรดาอิมามผู้ทรงธรรม ที่อยู่ในฐานะเป็นปราชญ์ผู้ชำนาญการและเป็นนักการศาสนา(Faqi)โดยได้รับอำนาจการปกครองนั้นจากศาสดา(ศ)และตัวแทนของศาสดา

๒)ตำแหน่งผู้นำนั้นเป็นพันธสัญญาหนึ่งของพระเจ้า นั่นหมายความว่าเป็นการกำหนดโดยพระเจ้าต่อกลุ่มคนที่เหมาะสมและทรงธรรมให้ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งมวลมนุษยชาติ

๓)ภาวะผู้นำจากโองการข้างต้น คือ

๓.๑ การนำหลักบริหารบ้านเมืองและกฏหมายอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ(หลักชะรีอะฮ) ดังโองการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า “เราได้ส่งมาพร้อมกับบรรดาศาสดานั้น คือคัมภีร์” ซึ่งคำว่าคัมภีร์ในความหมายของโองการนี้ คือหลักรัฐธรรมนูญที่อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐนิติธรรมมาจากพระเจ้า

๓.๒ สร้างระบอบการเมือง การปกครอง และระบอบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและตรวจสอบได้  ดังโองการที่ได้กล่าวไว้ว่า”ได้ส่งตาชั่งมาพร้อมกับพวกเขา” ดังนั้นคำว่า”ตาชั่ง”คือระบอบและแบบที่มีมาตรฐาน

๓.๓สร้างความมั่นคง นั่นหมายความว่าผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงต่อประเทศชาติและต่อประชาชน  ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า “เราได้ส่งเหล็ก” คำว่าเหล็ก คือกองกำลัง กำลังพลทางทหารและคลังอาวุธ เพื่อไว้ปกป้องการละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือการรุกรานของศัตรู

๓.๔ การสร้างความยุติธรรมในสังคม เป็นเป้าหมายสูงสุดของการปกครองและการสร้างรัฐ ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวว่า”เพื่อให้ประชาชนได้ยืนหยัดในความยุติธรรม” ดังนั้นระบอบการปกครองอิสลาม คือระบอบความยุติธรรม

อัลกุรอานได้กล่าวสนับสนุนในเรื่องนี้ว่า..

แน่นอนเราได้ส่งศาสนทุตของเรามา ด้วยกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และตาชั่งมาพร้อมกับพวกขเ เพื่อว่าให้มนุษย์นั้นยืนขึ้นต่อสู้ด้วยความยุติธรรม”(อัลฮะดีด/๒๔)

 

ด้วยเหตุนี้การเมืองการปกครองในอิสลามถือว่าเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครองรัฐอิสลามนั้น จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิธีการทางธรรมชาติของระบอบการปกครองรัฐอิสลาม ซึ่งนอกจากเงื่อนไขโดยรวมแล้ว อันได้แก่ การมีสติปัญญาและมีหลักบริหารจัดการ บ้านเมืองที่ดีแล้ว ยังมีอีกสองเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญ คือ: 1 – มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 2 – อยู่ในฐานะปราชญ์ และมีความยุติธรรม   และผู้ที่จะขึ้นครองรัฐหรือเป็นผู้ปกครองนั้นจำต้องเป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุดเป็นทรงธรรมและมีคุณธรรม  เพราะว่า รัฐอิสลามเป็นรัฐแห่งกฎหมายที่ได้นำธรรมนูญมาจากคัมภัร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์พระศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ดังนั้น ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญและสันทัดในด้านกฎหมาย หลักนิติศาสตร์อิสลาม

สำหรับผู้ปกครองรัฐแล้วนั้น จะต้องมีความรู้เชี่ยวชาญและสันทัดในศาสตร์อันนี้เป็นพิเศษกว่าบุคคลอื่นใด บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์(อ)ทายาทแห่งศาสดา(ศ) ก็ได้ใช้หลักการเช่นนี้ในการพิสูจน์ถึงการเป็นผู้นำ(อิมาม)ของตน ซึ่งอิมาม(ผู้นำ)จะต้องมีความประเสริฐกว่าบุคคลอื่นๆทั้งหมดในทุกๆเรื่องและในมุมมองของอิสลาม ถือว่าผู้เชี่ยวชาญ ผู้สันทัดด้านกฎหมาย และความยุติธรรมนั้นเป็นเงื่อนไขและพื้นฐานหลักที่สำคัญในการดำรงตำแหน่งผู้นำหรือผู้ปกครองรัฐอิสลาม

ดังนั้นตำแหน่งในการบริหารรัฐที่แท้จริงจะต้องตกอยู่ในมือของปราชญ์ผู้ชำนาญการและผู้เชี่ยวชาญ(ฟุกอฮาห์)เท่านั้น หาใช่บุคคลที่ด้อนความรู้ในด้านกฎหมาย และผู้ปกครองจำต้องมีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ไปด้วยหลักความศรัทธา หลักคุณธรรมและหลักจริยธรรม อีกทั้งทรงยุติธรรมและ ห่างไกลจากผิดศีล. และเขาเป็นผู้ที่ต้องการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือ การนำกฎหมายอิสลามมาใช้, ถือกองคลัง(บัยตุลมาล) และใช้จัดสรรงบประมาณในการบริหารประเทศชาติ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์(ซบ) ก็ทรงอนุมัติสิทธิต่างๆเหล่านี้ให้เขามีอำนาจในการบริหารจัดการ นั้น ก็จะต้องเป็นผู้ที่ห่างไกลจากการทำบาปอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง องค์อัลลอฮ์(ซบ)จะไม่ให้สิทธิ์ในลักษณะเช่นนี้แก่ผู้อธรรมอย่างเด็ดขาด . หากผู้ปกครองไม่ทรงยุติธรรม การเลือกปฏิบัติในเรื่องสิทธิของบรรดามุสลิม การเก็บภาษี การใช้จ่ายงบประมาณ และการบังคับใช้กฎหมายนั้นจะไม่มีวันได้เห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน.และอาจเป็นไปได้ที่จะใช้อำนาจในการแต่งตั้งตามวงศ์ตระกูลของตนขึ้นมาดำรงตำแหน่งและถลุงเงินกองคลังเพื่อใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัวและคามสุขความรื่นเริงให้กับตัวเอง(คัดย่อจากบทความในเวปซ์ไซต์ http:www.leader.ir/langs/th/)

ดังนั้นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านที่ได้สถาปนาขึ้นมา ซึ่งโครงสร้างนั้นตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดแบบปรัชญาการเมืองอิสลาม  เพื่อให้โลกวันนี้เห็นว่า แท้จริงการมีอยู่ของรัฐอิสลามหรือการปกครองในระบอบอิสลามคือของขวัญหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า ที่จะนำความสันติภาพและสันติสุขมาสู่ประชาชน และไม่ได้เป็นรัฐที่เกิดขึ้นมาเป็นภัยคุกคามต่อนานาประเทศหรือต่อประชาคมโลกแต่ประการใด  และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้มีอุดมการณ์อย่างแน่วแน่ที่จะให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรมและห่างไกลจากการกดขี่ และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังได้ปฏิเสธการขยายอำนาจของสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ชอบธรรมและยังได้ละเมิดสิทธิต่างๆในการเข้ามาแซกแซงยังอิหร่าน  ทว่าการจะไปถึงเป้าหมายของรัฐอิสลามแบบอิหร่านนั้น  ต้องผ่านบททดสอบ และผ่านการท้าทายอย่างหนักหน่วงทีเดียว แต่นั่นแหละคือ”การพิสูจน์ตัวเอง”ในการก้าวเดินต่อไป  (ติดตามต่อตอนที่ ๒)

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *