INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สามัญสำนึก คือขวัญอันล้ำค่าจากพระผู้เป็นเจ้า   

 

สามัญสำนึก คือขวัญอันล้ำค่าจากพระผู้เป็นเจ้า   

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.

 

มนุษย์เราได้เกิดมาพร้อมกับของขวัญหนึ่งจากพระเจ้า คือการมีสัญชาตญาณและสามัญสำนึก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเอง รับรู้เอง เข้าใจเอง ไม่ต้องมีใครสอนหรือต้องเข้าห้องเรียน  เช่นการตอบสนองต่อความต้องการต่างๆหรือการจะปกป้องจากภัยอันตราย  ไม่ว่าการใช้มือในการหยิบอาหาร  หรือการปกป้องตัวเองในการต่อสู้กับการถูกคุกคามหรือถูกทำร้าย  สัญชาตญาณประเภทนี้จะเตรียมพร้อมเพื่อการรับรู้และการเข้าใจตัวเองและสิ่งรอบข้างและรวมไปถึงสิ่งอื่นๆที่อยู่เหนือธรรมชาติ เพื่อการสนองตอบในสิ่งที่ถูกต้อง    แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าแล้วมนุษย์มีความจำกัดอยู่แค่เพียง”สัญชาตญาณ”นี้ใช่หรือไม่?และความรู้สึกอื่นๆของมนุษย์ เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานด้วยหรือไม่?ถ้าเหมือนกันแล้วทำไมนนุษย์มีขีดความสามารถมากกว่า?ถ้าแตกต่างแล้วทำไม่มนุษย์ยังมีพฤติกรรมที่แย่กว่าสัตว์?  แล้ว ความรักในความยุติธรรม  การแสวงหาความจริง  ความปรารถนาให้คนอื่นเคารพ  การให้เกียรติ  การช่วยเหลือ  การเสียสละ  มีอยู่ในเดรัจฉานด้วยหรือไม่?    และจนถึงวันนี้ท่านเคยเห็นหรือไม่ว่า มีสัตว์บางประเภทได้นำหลักความยุติธรรมหรือหลักธรรมะมาช่วยเหลือสัตว์อื่นๆที่อ่อนแอกว่าอะไรทำนองนั้นบ้างหรือไม่?

ไม่สงสัยเลยว่า คุณลักษณะดังกล่าวที่พูดไปมีอยู่ในตัวมนุษย์เท่านั้นและไม่พบเจอในสิ่งมีชีวิตอื่น แต่ก็ยังเกิดคำถามอีกว่า แล้วความรู้สึกแบบนั้น มันมาจากไหน?     บางคนบอกว่ามาจากความฉลาดของมนุษย์ ถ้าตรรกะนี้ถูกต้องหรือสมมติฐานนี้เป็นจริง คงจะได้คำตอบว่าคนที่ฉลาดจะมีแต่ความเมตตา รักเพื่อนมนุษย์ และถ้าใครที่ฉลาดกว่า  ก็จะต้องมีความเมตตากว่ามีความยุติธรรมกว่าเสียสละมากกว่าละซิ   ใช่หรือไม่?  คำตอบ ไม่ใช่  แต่กลับกันเราจะเห็นได้มากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีคนที่ฉลาดมีคนเก่งมากมายแต่เกมโกงได้กดขี่คนอื่น หรือได้ฉ้อฉลคนอื่น ได้เอารัดเอาเปรียบคนอื่น หรือคนมีมารยาทที่เลว ให้เห็นถมเถไป  ดังนั้นคุณลักษณะและพฤติกรรมทางศิลธรรมไม่ได้เกิดมาจากความฉลาดแต่ทว่าในตัวของมนุษย์เอง ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเรียนเก่งหรือไม่เรียนเก่งเป็นคนฉลาดหรือคนโง่ ทุกๆคนนั้นมีสัญชาตญาณนั้นเหมือนกัน ทุกคนถวิลหามัน เราเรียกว่า “สัญชาตญาณบริสุทธิ์”(ฟิตเราะฮฺ) เป็นภาวะของการเกิดขึ้นเอง โดยการสร้างของพระเจ้า ดังอัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้  (โดยเป็น) ธรรมชาติของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮ์ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้  (ซูเราะฮที่ ๓๐ โองการที่ ๓๐)

แต่ทุกๆสิ่งที่มีชีวิต  ได้ถูกรังสรรค์มาคู่กัน ซึ่งเป็นพลังหนึ่งที่จะคอยให้การชี้นำ เช่น จะกินอย่างไร  หาอาหารแบบไหน?  จะต้องปกป้องตัวเองจากอันตรายอย่างไร?  จะต้องสืบพันธุ์เพื่อให้เผ่าของตนดำรงอยู่  แต่สำหรับมนุษย์นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวผ่านมา ยังมีพลังอีกอย่างหนึ่ง ที่ใหญ่กว่า  ปรากฏอยู่ในตัวตนของมนุษย์  กุรอานได้เรียกสิ่งนั้นว่า”ฟิตเราะฮ์  ซึ่งตัวฟิตเราะฮนี้ มีบทบาทในการทำให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุด  และสามารถแยกแยะได้ถึงความจำเป็นและความสำคัญระหว่างด้านจิตวิญญาณและด้านวัตถุ  และฟิตเราะฮ์นี้ จะไม่มีวันถูกทำลายมันลงได้ หรือทำให้มันสูญหายไปได้  ด้วยเหตุนี้ มันจะคงดำรงอยู่ตลอดไป จะอยู่ติดกับมนุษย์ตลอดไป  ดังนั้นจึงจะปรากฏให้เห็นถึงคุณลักษณะที่ดีงามในมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ เช่น มีความปรารถนาต่อความสวยงาม มีความรัก   รังเกียจการกดขี่  ตำหนิการโกหก และกลับกันในตัวของมนุษย์ก็มีราคะความอยาก แรงปรารถนาที่เป็นลบอยู่ เช่นการิษยา การกดขี่ การชิงชัง การเกลียดชังและอื่นๆ

ฟิตเราะฮ์ หรือสัญชาตญาณบริสุทธิ์ ไม่ได้อยู่กับสรีระภายนอกแต่มันถูกผูกอยู่กับจิตวิญญาณด้านใน  โดยมันจะปรากฏเกิดเป็นอัตโนมัติ จะรับรู้เอง ไม่ต้องผ่านการเรียนการสอน  จะอยู่คู่กับอาตมันตัวตนของมนุษย์ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

บรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าในอดีต ได้เรียกร้องให้มนุษย์ปลดพันธนาการออกจากความเป็นทาสของวัตถุ ทาสของกิเลส  และให้มุ่งก้าวเดินสู่ความสูงส่งทางจิตวิญญาณ  แต่บางครั้งมนุษย์ไม่สามารถรับรู้สิ่งนั้นได้อย่างสมบูรณ์ จึงไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างถูกต้อง และได้สำแดงออกมาลักษณะการคัดค้านหรือการต่อต้าน   และยอมรับการมีศาสนาก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นการแสดงออกมาจากฟิตเราะฮ์  โดยได้ผ่านรูปแบบที่ยุติธรรม   จนทำให้มนุษย์เกิดความสุขต่อความงามแห่งวัตถุและจิตวิญญาณ  แต่บางคนได้เชื่อเฉพาะในเรื่องการทดลองและประสบการณ์ จึงได้ผชญหน้ากับมิติทางศาสนาอย่างไม่ถูกต้อง  และได้มีวิถีการดำเนินชีวิตไปอีกแบบหนึ่งที่ขัดแย้งกับสัญชาตญาณบริสุทธิ์ของเขา  ดังนั้นการหลงใหลในชีวิตทางโลกียะแห่งโลกมายา  เป็นตัวสกัดกั้นมิให้เขาไปสู่ความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ  แล้วได้ถือว่าความสุขทางจิตวิญญาณไม่มีอยู่จริง  แต่ด้วยความรู้สึกทางด้านใน เช่น การเสียสละ  รักในความยุติธรรม  รู้จักขอบคุณต่อผู้สร้าง  ถือว่าเป็นคุณลักษณะที่งดงามและบริสุทธิ์

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ญะลาลุดดีน รูมี ได้กล่าวไว้เป็นเรื่องเล่าในหนังสือ มัษนะวีว่า….

ลูกเชอรี่ใหม่และสดกำลังสุกงอม  ชายผู้หนึ่งเขาหมายที่จะผ่านมันไป โดยไม่สนใจและแยแส  แต่ทว่า ก็ทำใจไม่ได้จากความอยากแห่งกิเลสนั้น  ทำให้เขาได้ขึ้นไปบนต้นของเชอรี่นั้น แล้วได้รับประทานผลของเชอรี่อย่างอร่อย  เขากล่าวว่า มันชั่งอร่อยเหลือเกิน   ทันใดนั้นเขาได้เหลือบตามองข้างล้างต้นเชอรี่นั้น  ได้เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยความแปลกใจและกำลังจ้องมองเขาอยู่  ชายผู้นั้น คือ เจ้าของสวนเชอรี่นั้น  เชากล่าวว่า “เจ้ากำลังทำอะไรบนต้นเชอรี่หละ?  เจ้าไม่ละอายใจบ้างหรือ?  กลางวันนะ ?  เจ้ากำลังขโมยใช่หรือไม่?  เขาตอบว่า  เปล่านะ ฉันไม่ได้ขโมย  ฉันเป็นบ่าวของพระเจ้า  และสวนนี้ก็เป็นของพระองค์  และผลไม้ พระเจ้าเป็นผู้ให้มันเกิดขึ้น  แล้วจะเป็นไรไปหละ ที่บ่าวของพระองค์เองจะกินผลไม้ของพระองค์?  ขโมยที่ไหนกัน?

เจ้าของสวนผู้นั้นเมื่อได้ยินชายผู้นั้นกล่าวเช่นนั้น จึงได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้วนำ ชายขโมยนั้นลงมา  แล้วได้เอาเชือกมัดตัวเขากับต้นเชอรี่นั้น  แล้วได้หยิบไม้ ต่อมาได้เฆี่ยนไปที่ตัวของเขาอย่างรุนแรง ด้วยความเจ็บ  ทำให้ชายขโมยนั้นร้องออกมาว่า  เจ้าไม่ยุติธรรมเลย  ทำไมจึงเฆี่ยนฉันด้วย?  เจ้าไม่มีความละอายต่อพระเจ้าบ้างหรือไง?  เจ้าของสวนเชอรี่นั้นกล่าวว่า”  ไม้นี้ ก็เป้นของพระเจ้า  ร่างกายของเจ้า ก็เป็นของพระเจ้า พระเจ้าได้สร้างเจ้ามา  และฉันเองเป็นบ่าวของพระเจ้าเหมือนกัน  ดังนั้นไม้ที่ได้เฆี่ยนไปยังร่างกายที่เป็นของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าสร้างมา  จะมีปัญหาอะไรหรือ?

หัวขโมยคนนั้นหลังจากที่ได้ถูกเฆี่ยน รู้สึกผิด  ได้กล่าวตะโกนขึ้นว่า  ฉันผิดไปแล้ว  ฉันขอโทษด้วย  ใช่  ฉันได้ขึ้นไปบนต้นเชอรี่ด้วยความสมัครใจของฉันเอง  และฉันได้ขโมยมัน ด้วยความสมัครใจของฉันเองเหมือนกัน

ดังนั้นเรามนุษย์ จะเลือกทางเดินในทุกๆ กิริยาบทของการดำเนินชีวิต  โดยการเลือกนั้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุด เรื่องทั่วๆ ไป จนกระทั้งเรื่องที่หนักที่สุด  เช่นการเลือกสีของเสื้อผ้าที่เราจะสวมใส่  นาฬิกาปลุก  การเรียนหนังสือ  การเล่นกีฬา  จนกระทั้งวิถีชีวิตในการเดินของเรา เราจะมีการเลือกอยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้ถูกบังคับจากการมีสิทธิ์ในการเลือก และที่เขาบอกกันว่ามนุษย์เหนือกว่าสัตว์ตและเหนือกว่าสรรพสิ่งอื่นๆ เพราะว่ามนุษย์มีสัญาชาตญาณในการเลือก

สำหรับมนุษย์ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว มีสองการเรียกหา(ทางภายใน)  นั่นคือ ตามสัญชาตญาณ และตามฟิตเราะฮ์(ปัญญาบริสุทธิ์)  ส่วนความต้องการทางด้านสัญชาตญาณ  จะมีมิติด้านวัตถุซ่อนอยู่  ส่วนมิติด้านสัญชาตญาณเดิมบริสุทธิ์ จะมีมิติทางจิตวิญญาณ  และบางครั้งทั้งสองความต้องการนั้น มีความขัดแย้งกัน  เช่นเมื่อคุณหิว และมีอาหารแค่เพียงหนึ่งคน ซึ่งคนที่หิวจะรู้สึกว่าต้องการมากกว่านั้น และจำเป็นต้องได้อาหารเพิ่ม และสัญชาตญาณจะสั่งท่านให้มีความอิ่มและขจัดความหิวโหยออกไป  ส่วนฟิตเราะฮ์สั่งท่านว่า ให้กินอาหารแค่เพียงพออิ่มท้อง  ถึงแม้ว่าจะไม่อิ่มเปรมก็ตาม

มนุษย์มีทั้งวิญญาณและร่างกาย ซึ่งต่างเป็นสาเหตุของความสุขและควาทุกข์ สิ่งที่เป็นความสุขทางกายได้แก่ การมีสุภาพที่ดีสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ปว่ย ส่วนความสุขของจิตคือการมีนิสัย มารยาทที่ดี ไม่ได้รับการป่วยไข้ทางจิต การมีจริยธรรมและศิลธรรมอันดีงาม มีความสมบูรณ์ทางปัญญา  ดังนั้นมนุษย์มีของขวัญอันล้ำค่าจากพระผู้สร้าง ที่บรรจุไว้ในตัวของมนุษย์ทุกๆคน โดยสามัญสำนึกและสัญชาตญาณบริสุทธิ์เป็นตัวขับเคลื่อนเขาให้เลือกว่า เขาจะเลือกทางเดินที่มีศิลธรรม หรือจะเลือกทางเดินที่เยี่ยงเดรัจฉาน   และมนุษย์เองอีกนั่นแหละที่จะต้องรับผิดชอบชะตากรรมตัวของเขาเองทั้งพฤติกรรมดีและพฤติกรรมที่เลว.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *