INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

มาร์ส ธุรกิจที่เจ้าของเป็นครอบครัวนำทางโดยหลัการ

มาร์ส ธุรกิจที่เจ้าของเป็นครอบครัวนำทางโดยหลัการ

ภายในอดีตที่ผ่านมา บริษัทไม่ค่อยจะรับรู้ตัวตัวพวกเขาเองเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่กระนั้นการเชื่อมโยงระหว่างความก้าวหน้าทางสังคมและความสำเร็จทางธุรกิจกำลังชัดเจนมากขึ้น จงพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ โครงการขนาดใหญ่แรกที่จะตรวจและรักษาเอชไอวี เอดส์ ภายในอัฟริกาใต้ ได้ถูกแนะนำโดยบริษัทเหมืองแร่ของโลก แองโกล อเมริกัน ที่จะป้องกันกำลังงานของพวกเขา และลดการเข้าออกจากงาน บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ เอเนล ได้สร้าง 45% ของพลังงานจากแหล่งพลังงานที่กลับมาใช้ใหม่
การป้องกัน 92 ล้านตันของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมาสเตอร์การ์ด ได้นำเทคโนโลยีโมบาย แบงค์กิ้ง ไปสู่ประชาชนมากกว่า 200 ล้านคนภายในประเทศกำลังพ้ฒนาที่ก่อนหน้านี้ขาดการเข้าถึงบริการทางการเงิน
ถ้าธุรกิจสามารถกระตุ้นความก้าวหน้าทางสังคมภายในทุกภูมิภาคของโลกได้ ความยากจน มลภาวะ และโรคภัยไข้เจ็บจะลดลง และกำไรของบริษัทจะเพิ่มชึ้น การสร้างคุณค่าร่วม – การแสวงหาความสำเร็จทางการเงินภายในวิถีทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย – ได้กลายเป็นความจำเป็นต่อบริษัทด้วยเหตุผลสองข้อ ความชอบธรรมของธุรกิจได้กลายเป็นข้อสงสัย การเจริญเติบโตของบริษัทได้ถูกมองเป็นความสูญเสียของชุมชนที่กว้างกว่า ณ เวลาเดียวกันปัญหาของโลกหลายอย่าง ตั้งแต่ความไม่เสมอภาคทางรายได้ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศกำลังแผ่ขยายไปทั่วที่ข้อแก้ปัญหาต้องการความเชี่ยวชาญและโมเดลธุรกิจที่ปรับขนาดได้ของภาคเอกชน แม้แต่ครั้งหนึ่งบริษัทที่ใช้วิถีทางอย่างดื้อดึงได้ดำเนินการริเริ่มคุณค่าร่วมอย่างสำคัญ
แต่เมื่อพวกเขาได้ดำเนินตามกลยุทธ์คุณค่าร่วม ธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับอุปสรรค ไม่บริษัทไหนดำเนินงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ละบริษัทจะอยู่ภายในระบบนิเวศ สภาวะทางสัวคมอาจจะตัดทอนตลาดของพวกเขา และจำกัดประสิทธิภาพของซัพพลายเออร์และผู้จัดจำหน่ายของพวกเขา นโยายของรัฐบาลได้นำเสนอข้อจำกัดของพวกเขาเอง และบรรทัดทางวัฒนธรรมจะมีอิทธิพลต่ออุปสงค์ด้วย
สภาวะเหล่านี้จะเลยพ้นการควบคุมของบริษัท เพื่อความก้าวหน้าของความพยายามคุณค่าร่วม ธุรกิจจะต้องส่งเสริมและมีส่วนร่วมภายในความร่วมมือของหลายภาคส่วน ดังนั้นพวกเขาต้องการกรอบข่ายใหม่ รัฐบาล เอ็นจีโอ บริษัท และชุมชน จะมีบทบาทสำคัญที่ต้องแสดง แต่กระนั้นบ่อยครั้งพวกเขามักจะขัดแย้งกันแทนที่จะประสานกัน ขบวนการที่รู้จักกันเป็น “ผลกระทบร่วมกัน” จะสนับสนุนความร่วมมือร่วมใจที่บรรลุความสำเร็จภายในภาคสังคม และมันสามารถชี้นำความพยายามของบริษัทที่จะนำนักแสดงที่หลากหลายรวมเข้าด้วยกัน ภายในระบบนิเวศของพวกเขาที่จะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงได้
บริษัทที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ผลกระทบร่วมกันไม่เพียงแต่สร้างความก้าวหน้าทางสังคมเท่านั้น แต่ได้ค้นพบโอกาศทางเศรษฐกิจที่คู่แข่งขันของพวกเขามองไม่เห็นด้วย หลักการของผลกระทบร่วมกันได้ถูกกล่าวถึงภายในบทความฮาร์
วาร์ด บิสซิเนส รีวิว ของมาร์ค เครเมอร์ The Ecosystem of Shared Value
ถ้อยคำ “คุณค่าร่วม” จะถูกพบได้ภายในบทความของไมเคิล พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ 2006 Strategy and Society การเชื่อมโยงระหว่างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน และความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท และเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่งโดยไมเคิล พอร์เตอร์ ของการคิดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับกลยุทธ์ธุรกิจ ตามมุมมองความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท พวกเขามองบริษัทควรจะทำงานหนักขึ้น
สะท้อนข้อบกพร่องภายในซีเอสอาร์ที่ธุรกิจต่อสู้กับสังคม ไม่ใช่การรับรู้การขึ้นอยู่ระหว่างกัน และข้อสองซีเอสอาร์ถูกมองภายในความรู้สึกโดยทั่วไป แทนที่จะเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อการส่งเสริมนวัตกรรมและข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน พวกเขากล่าวว่าบริษัทต้องทำให้ซีเอสอาร์เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจแกนของพวกเขา และนักวิจัยได้มองสิ่งนี้เป็นการพัฒนาของผลงาน “ขัอได้เปรียบทางการแข่งขัน” ของไมเคิล พอร์เตอร์ 1985 กิจกรรมของบริษัทได้ถูกกำหนดใหม่ผ่านทางลูกโซ่คุณค่าที่จะยกระดับข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
ด้วยการปรับปรุงต้นทุนหรือการสร้างความแตกต่าง
สมมุติฐานจุดศูนย์รวมเบื้องหลังการสร้างคุณค่าร่วมคิอ ความสามารถแข่งขันของบริษัทและสุขภาพของชุมชนล้อมรอบบริษัทจะขึ้นอยู่ระหว่างกัน การรับรู้และการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเหล่านี้ระหว่างความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจมีพลังที่จะปลดปล่อยคลื่นลูกต่อไปของการเจริญเติบโตของโลกและกำหนดใหม่ทุนนิยม
ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทจะเเตกต่างจากการสร้างคุณค่าร่วม แม้ว่ามันจะร่วมรากฐานเดียวกัน “การทำดีด้วยการทำสิ่งที่ดี” ไมเคิล พอร์เตอร์ กล่าว่า คุณค่าร่วมจะเป็นความก้าวหน้าอย่างมีเหตุผลจากซีเอสอาร์ เพราะว่ารายได้จะถูกเพิ่มแก่บุคคลทุกคน ไม่ใช่ด้วยการบริจาคการกุศลและการเป็นพลเมืองบริษัทที่ดี แต่ด้วยการเป็นนักทุนนิยมที่ดีขึ้น มันจะเป็นชนะ – ชนะ
ไมเคิล พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ ได้ระบุ จีอี กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และยูนิลีเวอร์ ได้ใช้หลัการของคุณค่าร่วม แต่ได้กล่าวว่า การรับรู้ของเราต่อพลังการปฏิรูปของคุณค่าร่วมจะยังคงอยู่ภายในต้นกำเนิดของมัน และยืนยันว่าการจัดการข้อจำกัดทางสังคมไม่จำเป็นจะต้องเพิ่มต้นทุนภายในแก่บริษัท ด้วยนวัตกรรมภายในเทคโนโลยีใหม่ วิธีการดำเนินงาน และวิถีทางการบริหาร บริษัทสามารถปรับปรุงสังคมในขณะที่เพิ่มประสิทธิภาพและการทำกำไรของพวกเขาได้
มาร์ค เครเมอร์ ได้กล่าวว่า ผมได้รับคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท – ซีเอสอาร์ และการสร้างคุณค่า – ซีเอสวี ซีเอสอาร์ และซีเอสวีจะเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ – การทำดีด้วยการทำสิ่งที่ดี
เราเชื่อว่าซีเอสอาร์จะเป็นแนวคิดที่แตกต่าง – ถ้าจะทับซ้อนกัน – จากการสร้างคุณค่าร่วม ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทได้ถูกรับรู้อย่างกว้าวขวางเป็นศูนย์ต้นทุน ไม่ใช่ศูนย์กำไร ตรงกันข้าม การสร้างคุณค่าร่วมจะเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่สร้างตลาดใหม่ ปรับปรุงการทำกำไร และทำให้การวางตำแหน่งการแข่งขันเข้มแข็งขึ้น ซีเอสอาร์จะเกี่ยวกับความรับผิดชอบ ซีเอสวีจะเกี่ยวกับการสร้างคุณค่า ซีเอสอาร์จะเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรจากธุรกิจ
และลงทุนทรัพยากรเหล่านี้ภายในการเป็นพลเมืองบริษัทที่ดี การสร้างคุณค่าร่วมมุ่งหมายที่การเปลี่ยนแปลงธุรกิจแกนจะดำเนินงานอย่างไร – กลยุทธ์ – ความแตกต่างพื้นฐานคือ ซีเอสอาร์ จะเกี่ยวกับการทำบางสิ่งบางอย่างแยกออกมาจากธุรกิจ และซีเอสวีจะเกี่ยวกับการรวมผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
เข้ามาภายในธุรกิจ ด้วยการใช้การรวมกันนั้นที่จะขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ ภายในบทความ Strstegy and Society พวกเขาได้ระบุคุณค่าร่วมเป็นนโยบายและการปฏิบัติของบริษัทที่เพิ่มความสามารถแข่งขันของบริษัทในขณะที่สร้างความก้าหน้าของสภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจพร้อมกันไปภายในชุมชนที่พวกเขาดำเนินงานอยู่ ซีเอสวีจะถูกปฏิบัติเป็นศูนย์กำไร เพราะว่าซีเอสวีจะสร้างโอกาสใหม่ต่อธุรกิจด้วยการให้สังคมนำหน้า
การสร้างคุณค่าร่วมหมายถึงการทำให้สังคมที่บริษัทดำเนินงานอยู่ก้าวหน้า
ในขณะที่ยกระดับตำแหน่งการแข่งขันของธุรกิจ เราจะต้องเข้าใจว่าการทำให้สังคมก้าวหน้าและการยกระดับตำแหน่งการแข่งขันของธุรกิจจะถูกทำ ณ เวลาเดียวกัน มันจะเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างงานที่ยากสองอย่าง
และการสร้างสถานการณ์ชนะ – ชนะ แก่ธุรกิจและสังคม
การทบทวนสิ่งตีพิมพ์ได้กล่าวว่าเราจะมีความสับสนระหว่างซีเอสอาร์และซี
เอสวี แต่ซีเอสวีไม่ใช่ซีเอสอาร์ ซีเอสวีจะไม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือความยั่งยืนเท่านั้น แต่ซี
เอสวีจะเกี่ยวกับการค้นหาโอกาสทางธุรกิจในขณะที่ค้นหาข้อแก้ปัญหาต่อปัญหาทางสังคมด้วย ซีเอสอาร์จะถูกมองเป็นศูนย์ต้นทุน ซีเอสอาร์ไม่ได้ถูกคาดหวังที่จะสร้างกำไรหรือการประเมินทางการเงินใดเลย แต่ซีเอสวีจะเป็นศูนย์กำไร และซีเอสวีไม่เพียงแต่มุ่งการเพิ่มกำไรเท่านั้น แต่จะค้นหาธุรกิจใหม่ด้วย ซีเอสวีได้คาดหวังการสร้างใหม่โมเดลธุรกิจแก้ปัญหาทางสังคม และยืนหยัดอย่างเข้มแข็งภายในการแข่งขันทางตลาด
เมื่อเราเขียนเกี่ยวกัยซีเอสอาร์ภายในบทความ Strategy and Society แม้ว่าได้ตั้งใจจะหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำนี้ภายในชื่อเรื่อง เพราะว่าเมื่อ 2006
เรารู้ว่าเรากำลังพยายามที่จะอธิบายบางสิ่งบางอย่างแตกต่างกัน เราได้ใช้ถ้อยคำคุณค่าร่วม แต่มันจะดูแล้วใหม่ ณ เวลานั้น ที่จะทดแทนถ้อยคำซี
เอสอาร์ที่ยอมรับกันอย่างดี และเราลังเลที่จะถ้อยคำทางเทคนิคใหม่อยู่เสมอ
ข้อเท็จจริงคือ เราได้มองเห็นพฤติกรรมทางการบริหารเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมของธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ณ บริษัทโลกแนวหน้าหลายบริษัท ไม่ว่าจะเรียกว่ารูปแบบใหม่ของซีเอสอาร์ หรือคุณค่าร่วม ซีเอสวีจะแตกต่างทางพื้นฐานจากซีเอสอาร์ของห้าหรือสิบปีที่ผ่านมา
แนวคิดของคุณค่าร่วม – มุ่งที่การเชื่อมโยงระหว่างความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ – มีพลังที่จะปลดปล่อยคลื่นลูกต่อไปของการเจริญเติบโตของโลก จำนวนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทที่รู้จักกันจากวิถีทางธุรกิจที่ไม่ยอมแพ้ของพวกเขา เช่น กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม อินเทล เนสท์เล ยูนิลีเวอร์ จอหนสัน แอนด์ จอห์นสัน และวอลลมาร์ท ได้เริ่มต้นที่จะดำเนินการสร้างคุณค่าร่วม แต่ความเข้าใจศักยภาพของคุณค่าร่วมของเราจะเป็นเพียงการเริ่มต้น เราจะมีวิถีทางที่สำคัญสามอย่างที่บริษัทสามารถสร้างโอกาสของคุณค่าร่วม ด้วยการคิดใหม่ผลิตภัณฑ์และตลาด ด้วยการะบุใหม่ประสิทธิภาพภายในลูกโ๋ซ่คุณค่า และด้วยการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น
บริษัททุกบริษัทควรจะมองการตัดสินใจและโอกาสผ่านเลนซ์ของคุณค่าร่วม นี่จะนำไปสู่วิถีทางใหม่สร้างนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและการเจริญเติบโตต่อบริษัท และเป็นประโยชน์มากขึ้นต่อสังคม
คุณค่าร่วมจะเป็นกลยุทธ์ธุรกิจอย่างหนึ่งที่จะแก้ปัญหาทางสังคมอย่างมีกำไร คุณค่าร่วมกระทำสิ่งนี้โดยพลังของทรัพยากรและนวัตกรรมของภาคเอกชนที่จะสร้างข้อแก้ปัญหาใหม่แก่ปัญหาที่กดดันมากที่สุดของสังคม ภายในการกระทำสิ่งเหล่านี้ คุณค่าร่วมจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เจริญมากขึ้นที่จะดำเนินงาน การทำให้ธุรกิจยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยกำเนิดคุณค่าร่วมจะเป็นแนวคิดทางวิชาการ
ความคิดได้ถูกสร้างร่วมกันโดยนักวิชาการของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไมเคิล พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ และได้ถูกแนะนำภายในบทความของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว Creating Shared Value
การสร้างคุณค่าร่วมจะไม่ใช่ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท การสร้างคุณค่าร่วมจะเลยพ้นไปจากการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท การสร้างคุณค่าร่วมจะเท่ากับคุณค่าทางสังคมบวกคุณค่าทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าร่วมจะจัดการความท้าทายและความต้องการทางสังคมด้วยโมเดลธุรกิจ และการสร้างคุณค่าร่วมจะขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเจริญเติบโต การสร้างคุณค่าร่วมจะขับเคลื่อนคลื่นลูกต่อไปของนวัตกรรมและประสิทธิภาพภายในเศรษฐกิจโลก
เราจะมีวิถีทางหลายอย่างที่การจัดการความห่วงใยทางสังคมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพแก่บริษัทได้ ตัวอย่างเช่น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทได้ลงทุนภายในโครงการสุขภาพที่ดี สังคมจะได้ประโยชน์เพราะว่าบุคคลและครอบครัวของพวกเขากลายเป็นสุขภาพดีขึ้น และบริษัทจะลดการขาดงานของบุคคลและการสูญเสียประสิทธิภาพลง
ลูกโช่คุณค่าของบริษัทจะกระทบและถูกกระทบโดยปัญหาทางสังคมหลายอย่าง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติและการใช้น้ำ สุขภาพและความปลอดภัย สภาวะการทำงาน และผลประโยชน์ของคนงาน แนวคิดของคุณค่าร่วมจะแสดงการเชื่อมโยงระหว่างความก้าวหน้าทางสังคมและประสิทธิภาพภายในลูกโซ่คุณค่า รูปจะชี้ให้เห็นความคิดของการมองแต่ละด้านจะแสดงวิถึทางที่คุณค่าร่วมสามารถปฏิรูปลูกโซ่คุณค่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประสิทธิภาพต่อบริษัท
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์และธุรกิจหลายคนได้โต้แย้งว่าไม่มีอะไรใหม่เกี่ยวกับแนวคิดของคุณค่าร่วม แต่กระนั้นเราคิดว่าคุณค่าร่วมจะเป็นกรอบความคิดสามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง

มาร์ส อิงค์ ได้รับการยกย่องอย่างมากต่อเป้าหมายของการสร้าง “การร่วมกัน” ของผู้มีส่วนได้เสียทุกคน เป็นข้อหนึ่งของหลักการธุรกิจห้าข้อของพวกเขา สิ่งนี้ได้ถูกถ่ายทอดเป็นคุณค่าร่วมท่ามกลางลูกค้า ลูกโซ่คุณค่า หุ้นส่วน ชุมชน และเพื่อนร่วมงานทั่วโลก
ครอบครัวมาร์สจะนั่งอยู่บนสูงสุดของอาณาจักรแห่งความอร่อย พวกเขาจะเป็นทายาทแห่งบัลลังก์ชอคโกแลตคือมาร์ส อิงค์ ผู้ผลิตของซนิคเกอร์ มาร์ส บาร์ มิลกี้ เวย์ บาร์ ทวิกซ์ เอ็ม แอนด์ เอ็ม และอย่างอื่น – ไม่ได้กล่าวถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์ เครื่องดื่ม และหมากฝรั่ง และอย่างอื่น บริษัท 106 ปี ได้ช่วยให้ครอบครัวมาร์สสร้างความร่ำรวยอย่างมากมาย ความร่ำรวยของครอบครัวมาร์สจะมีรากฐานจากอาณาจักรชอคโกแลตของครอบครัว มาร์ส อิงค์ ผู้ก่อตั้ง แฟรงค์ มาร์ส ได้เรียนรู้ที่จะทำชอคโกแลตตอนเยาว์วัย เมื่อ ค.ศ 1911 เขาได้เริ่มต้นขายชอคโกแลตจากครัวของเขาภายใน ทาโคมา วอชิงตัน
มาร์ส ได้ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1911 โดยแฟรงค์ ซึ มาร์ส มาร์ส จะเป็นบริษัทที่รู้จักกันจากลูกอมที่พวกเขาได้ทำขึ้นมา แฟรงค์ มาร์ส ได้ขายลูกอมเมื่ออายุ 19 ปี เขาได้เริ่มต้นโรงงานลูกอมมาร์ส เมื่อ ค.ศ 1911 ภายในทาโคมา วอชิงตัน เรียกว่า มาร์ส แคนดี้ แฟคตอรี่ แต่เมื่อ ค.ศ 1920 แฟรงค ได้ย้ายโรงงานไปที่มินนิโซต้าภายใต้ชื่อ มาร์-โอ-บาร์ แต่ชื่อไม่ได้บันดาลใจความจงรักภักดีต่อตราสินค้าและได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นมาร์ส อิงค์ เมื่อได้ถูกก่อตั้งเป็นรูปบริษัทไม่กี่เดือนต่อมา มาร์สจะมีชื่อเสียงจากแท่งชอคโกแลตมิลกี้ เวย์ เมื่อ ค.ศ 1920 ที่ค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะภายในเวลานั้นที่ชอคโกแลตส่วนใหญ่จะเป็นแท่งชอคโกแลตแข็งเรียบง่าย ชอคโคแลตมิลค์ เวย์ ขายได้ดีและทำให้บริษัทเจริญเติบโตด้วยจำนวนบุคคลหลายร้อยคน
มาร์ส จะเป็นบริษัทอาหารใหญ่ที่สุดรายหนึ่งภายในโลก บริษัทจะดำเนินกลุ่ม
ธุรกิหกกลุ่ม ชอคโกเลต สัตว์เสี้ยง อาหาร เครื่องดื่ม ริกลีย์ และซิมไบโอไซแอนด์ บริษัทยังคงเป็นเจ้าของโดยครอบครัวของมาร์ส นานกว่าห้าช่วงอายุคน มาร์สได้วิวัฒนาการที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่บุคคล – และสัตว์เลี้ยงของพวกเขา – ชอบ ประวัติเรื่องราวของเราได้เริ่มต้นภายในครัวเมื่อชายคนหนึ่งได้ค้นพบความลุ่มหลงของพวกเขาต่ออาหารและทำลูกอมที่
ได้รับความนิยมตลอดเวลา แต่กระนั้นนับแต่นั้นมานานกว่า 100 ปี เราได้มองเห็นการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นแก่บุคคลและสัตว์ เราได้ใช้พลังจากวิทยาศาสตร์และความกล้าหาญที่จะสร้างโลกที่ดีกว่าแก่เราทุกคน ในฐานะของธุรกิจโลกที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ เรามีความสามารถพิเศษที่จะมีผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อโลก
สิ่งนี้ได้สร้างความรับผิดชอบแก่เรา การรับรองว่าเราได้ทำอย่างถูกต้องแก่หลายชุมชุนที่เราดำเนินงานและอาศัยอยู่ เพื่อร้อยปีข้างหน้าและเลยพ้นไป
มาร์สจะเป็นธุรกิจที่นำด้วยหลักการอยู่เสมอ ในขณะที่เราภูมิใจต่ออดีตของเรา เราจะมีสายตามองอนาคตของเราด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะกระทำด้วยวิสัยทัศน์ที่จะมีส่วนช่วยที่ดีต่อบุคคลและสถานที่ที่ธุรกิจของเราสัมผัสอยู่ และมันไม่ได้เพียงแต่พูด เราจะมีการกระทำ ไม่เพียงแต่เราพยายามที่จะช่วยสร้างและค้นพบข้อแก้ปัญหาเพื่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเท่านั้น เรากำลังทำงานมุ่งไปสู่การก้าวกระโดดทางวิทยาศาสตร์ภายในโภชนาการและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง และการค้นหาวิถีทางใหม่และสร้างสรรค์ที่จะเลี้ยงดูโลกด้วย เราจะผูกพันต่อการเป็นผู้นำที่ค้นพบและขับเคลื่อนข้อแก้ปัญหาท้าทายที่กระทบโลก
มาร์ส บริัษัทช็อคโกเล็ต จะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมโกโก้อย่างมาก เพื่อที่จะบรรลุความสำเร็จ บริษัทได้ริเริ่มการปรับปรุงรายได้ของเกษตรกรภายในไอวอรี่ โคสท์ ด้วยการส่งเสริมผลผลิตเฉลี่ยเป็นหนึ่งพันกิโลกรัมต่อเอเคอร์ และบรรลุประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ พวกเขาได้มุ่งหมายที่จะปรับปรุงการเพาะปลูกและการบริหารดิน ส่วนหนึ่งด้วยการฝึกอบรมและมีส่วนร่วมกับเกษตร มาร์ส ได้นำทางกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัทตามหลักการห้าข้อ ข้อหนึ่งคือ
การร่วมกัน ความเชื่อว่าผู้กระทำทุกคนภายในลูกโซ่อุปทานควรจะร่วมภายในประโยชน์ ด้วยผู้ปลูกโกโก้จำนวนมากดำรงชีวิตไม่เกิน 2 เหรียญต่อวัน เราได้เปิดตัวการริเริ่มโกโก้อย่างยั่งยืนที่จะส่งเสริมการร่วมกันเพื่อเกษตรกรที่เราอาศัยอยู่เพื่อธุรกิจช็อคโกเลตของเรา เราเชื่อว่าธุรกิจของเราควรจะได้
ประโยชน์จากจากเกษตรกรวันนี้และวันพรุ่งนี้ นั่นคือทำไมหลักการนำทางของเรา เกษตรกรต้องมาก่อน ถ้าอุตสาหกรรมโกโก้จะยั่งยืนอย่างแท้จริงแล้ว เกษตรกรรายย่อยห้าถึงหกล้านคนของโลกจะต้องมาก่อน เพื่อที่พวกขาสามารถมีโอกาสทำให้การเกษตรของพวกเขาเป็นอาชีพ เพิ่มรายได้ของพวกเขา ขยายการเพาะปลูกของพวกเขา และเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา
การเพิ่มประสิทธิภาพของผู้เพาะปลูกจะเป็นวิถีทางมีประสิทธิภาพที่จะเพิ่มรายได้ของเกษตรกร และการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรจะเป็นวิถีทางสำคัญที่จะให้อำนาจเกษตรกรและชุมชนของพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน แม้ว่ามาร์สได้ลงทุนสิบล้านเหรียญทุกปีทำการวิจัยการพัฒนาของโกโก้ ความมุ่งหมายที่จะรับรอง 100% ของอุปทานโก้โก้ของเรา และเข้าถึงเกษตรกร 150,000 คนภายในไอวอรี่ โคสท์ ภูมิภาคการเพาะปลูกโกโก้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เรารู้ว่าเราไม่สามารถบรรลุความสำเร็จได้ ถ้าเราไม่ร่วมมือกับรัฐบาล สังคม และเกษตรกรของเราอย่างมีประสืทธิภาพ
มาร์ส ได้สนับสนุนการตัดสินใจของไอวอรี โคสท์และกาน่าที่จะกำหนดราคาต่ำสุด เพื่อการส่งออกโกโก้ของพวกเขา มารได้กลายเป็นหนึ่งของบริษัทช็อคโกเลตรายแรกที่สนับสนุนการริเริ่ม เราเชื่อว่าผู้ปลูกโกโก้ควรจะได้รายได้เพียงพอที่จะรักษามาตรฐานการดำรงชีวิตที่เหมาะสม ผู้บริหารของมาร์ได้บอกแก่รอยเตอร์ ความเป็นจริงในขณะนี้บุคคลจำนวนมากจะอยู่ห่างไกลจากสิ่งนี้ เราสนับสนุนการกระทำของรัฐบาลที่จะแทรกแซง เพื่อการบรรลุราคาที่สูง การนำไปสู่รายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกร และสนับสนุนด้วยการควบคุมที่จะรับรองไม่มีการขยายที่ดินต่อไปอีกที่จะปลูกโกโก้
มาร์สได้กล่าวว่าไอวอรี่ โค้สท์และกาน่าจะเป็นแหล่งที่มาของโกโก้ที่สำคัญต่อธุรกิจของพวกเขา นักวิเคราะห์ได้ประมาณว่าบริษัทได้ใช้โกโกของอัฟริกันตะวันตกประมาณ 430,000 เมตริกตันต่อปี
การริเริ่มที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ การปรับปรุงการบริการทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐาน และการสำรวจรายได้ทางเลือกจะจำเป็น แต่ไม่น่าจะเพียงพอโดยไม่มีการเพิ่มราคาที่เกษตรกรจะได้รับต่อการเพาะปลูกของพวกเขา
นานกว่า 100 ปีมาแล้ว แฟรงคลิน มาร์ส ได้เริ่มต้นทำชอคโกแลตภายในครัวของเขา ทาโคมา วอชิงตัน จากการเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ลูกชายของเขา
ฟอร์เร็สท์ มาร์ส ได้สร้างมาร์ส อิงค์ ให้เป็นชื่อครัวเรือนปัจจุบันนี้
วิคตอเรีย มาร์ส จะเป็นรุ่นที่สี่ของเจ้าของครอบครัวมาร์ส เธอได้กล่าวว่า ตัวเชื่อมที่แท้จริงระหว่างครอบครัวและบริษัทคือ หลักการห้าข้อของเราทำธุรกิจอย่างไร หลักการห้าข้อ จะเป็นกาวที่ยึดเราเข้าด้วยกัน
จากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไป หลักการห้าข้อจะเกี่ยวกับเราทำธุรกิจอย่างไรอยู่เสมอ ไม่ใช่อะไรที่เราทำเป็นธุรกิจ และหลักการห้าข้อจะมาจากมรดกนั้น
มาร์ส จะดำเนินงานตามหลักการห้าข้อที่ได้ฝังลึกภายในวัฒนธรรมบริษัท วิคตอเรีย มาร์ส ได้ยืนยันว่าความสำคัญของการรักษาหลักการเหล่านี้ “ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ แสดง แสดง แสดง” หลักการห้าข้อตลอดเวลา มันจะจำเป็นที่เราต้องไม่ลืมเกี่ยวกับหลักการห้าข้อเหล่านี้
มาร์ส จะเป็นธุรกิจเอกชนเป็นเจ้าของใหญ่ที่สุดรายหนึ่งภายในโลก หลักการห้าข้อของบริษัทจะถูกแสดงให้เห็นภายในแต่ละสถานที่ื รวมเพื่อนร่วมงาน
มาร์สทั่วทั้งพื้นที่ ภาษา วัฒนธรรม และรุ่นเข้าด้วยกัน
ความสำเร็จของผู้ผลิตชอคโกแลต มาร์ส จะอยูบนรากฐานค่านิยมของครอบครัวที่ได้นำมาสู่ชีวิตภายในบริษัทเป็น “หลักการห้าข้อ” วิตตอเรีย มาร์ส
ประธานบริษัท มาร์ส อิงค์ ได้อธิบายหลักการห้าข้อ : คุณภาพ ความรับผิดชอบ การร่วมกัน ประสิทธิภาพ และอิสรภาพ ได้วางรากฐานแก่วิถีทาง
ของมาร์สต่อธุรกิจและให้อำนาจแก่บุคคลของมาร์ส เพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมสถานที่ทำงาน
ที่เฉพาะ เปิดกว้าง และเสมอภาค หลักการห้าข้อจะเกี่ยวกับ “อย่างไร” กับ “อะไร” ณ มาร์ส และหลักการห้าข้อจะเป็นรากฐานที่แข็งแรงที่เราได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง
การผสมกับความรู้สึกของการผจญภัยทางผู้ประกอบการที่แทรกซึมธุรกิจตั้งแต่ตอนเริ่มต้น มาร์สได้สร้างสถานที่ทำงานที่เพื่อนร่วมงานของเราสามารถภูมิใจและธุรกิจสามารถเจริญเติบโต วิคตอเรีย มาร์ส ได้กล่าวว่าครอบครัวเป็นเจ้าของและหลักการชี้นำจะเป็นรากฐานต่อความสำเร็จของธุรกิจ และทำให้มาร์สทำการตัดสินใจเพื่อระยะยาว มันทำให้ครอบครัวรักษาอิสรภาพ
ที่จะดำเนินงานข้ามช่วงอายุคน และลงทุนใหม่ภายในธุรกิจเพื่อการเจริญเติบโตอย่างแท้จริงภายในวัฒนธรรมที่สร้างโดยปู่ของเธอ
มาร์ส บริษัท 35 พันล้านเหรียญจะภูมิใจตัวเองกับการเป็นธุรกิจที่ใส่ใจ เช่น แผนความยั่งยืนของบริษัทจะให้ความสำคัญตลอดทั่วทั้งลูกโซ่อุปทานของบริษัท
ตั้งแต่การรับรองว่าผู้ปลูกโกโก้ภายในประเทศที่กำลังพัฒนาได้โอกาสของเขาที่จะเจริญเติบโต ไปจนถึงการคิดใหม่บรรจุภัณฑ์ที่จะรับรองว่า 100% ของบรรจุภัณฑ์ต้องกลับมาใช้ใหม่ มาร์สได้สร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความแตกต่าง หลักการห้าข้อจะเป็นกระดูกสันหลังของวัฒนธรรม หลักการเหล่านี้จะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับบริษัท
หลักการห้าข้อของมาร์สจะสร้างรากฐานของเราทำธุรกิจอย่างไรวันนี้และทุกวัน ด้วยเพื่อนร่วมงานมาร์ส 125, 000 คนทำงานภายใน 80 ประเทศทั่วโลก ทิศทางที่ชัดเจนและเข็มทิศทางศีลธรรมจะสำคัญ อนาคตระยะยาวของธุรกิจของเราและโลกขึ้นอยู่กับเราที่จะสนับสนุนมากขึ้นและมีการกระทำอย่างกล้าหาญ
นั่นคือทำไมเราใช้ทุกโอกาสที่จะสร้างผลกระทบทางบวกภายในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยการใช้พลังปรัชญาชี้นำของเราที่ทำให้เราแตกต่างอยู่เสมอ – หลักการห้าข้อ
1 คุณภาพ
ลูกค้าคือนายของเรา คุณภาพคืองานขอเรา และคุณค่าของเงินคือเป้าหมายของเรา เราจะผูกพันกับคุณภาพของงานและการมีส่วนช่วยต่อสังคม หลักการข้อนี้ได้กำหนดมาตรฐานของพฤติกรรม ณ บริษัท มันจะประกอบด้วยความต้องการที่จะทำงานดี เลยพ้นความคาดหวังของลูกค้า และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ
2 ความรับผิดชอบ
เราได้รับเอาความรับผิดชอบของเราเข้าไว้ที่จะกระทำเดี๋ยวนี้ ในฐานะของบุคคล เราได้เรียกร้องความรับผิดชอบทุกอย่างจากตัวเราเอง ในฐานะของเพื่อนร่วมงาน เราจะสนับสนุนความรับผิดชอบของบุคคลอื่น หลักการข้อนี้พูดถึงการกระทำ มาร์สได้คาดหวังบุคคลทุกคนรับผิดชอบโดยตรงต่อผลลัพธ์
ใช้การริเริ่มและดุลยพินิจที่จะทำการตัดสินใจเมื่อต้องการ
3 การร่วมกัน
เราจะวางรากฐานการตัดสินใจของเราบนการร่วมกันของประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียของเรา หลักการข้อนี้จะเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรม บริษัทต้องการที่จะส่งคุณค่าแก่ลูกค้า การให้ผลตอบแทนที่ดีแก่บุคคลและผู้ถือหุ้นของบริษัท
4 ประสิทธิภาพ
เราจะใช้ประโยชน์พลังของประสิทธิภาพใช้ทรัพยากรของเราให้มีผล
กระทบสูงสุด เราจะใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ ไม่สูญเสียอะไรเลย และทำสิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุด หลักการข้อนี้จะเกี่ยวกับนวัตกรรมภายในทั้งเครื่องมือและเทคนิค มันจะพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในขณะที่ลดต้นทุน
5 อิสรภาพ
เราต้องการอิสรภาพที่จะกำหนดอนาคตของเรา เราต้องการกำไรที่จะยังคงเป็นอิสรภาพอยู่ เรามีอิสรภาพทางการเงินที่จะทำการตัดสินใจของเราเอง ไม่จำกัดด้วยแรงจูงใจของบุคคลอื่น หลักการข้อนี้จะเกี่ยวกับการรักษาการเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นเจ้าของเอกชนได้ให้ความเป็นอิสระแก่มาร์ที่จะใช้มุมมองระยะยาวบนการลงทุน การสร้างธุรกิจ และการให้ความเป็นอยู่ที่ดีแก่บุคคลของพวกเขา

มาร์ส จะเป็นองค์การกระจายอำนาจที่บุคคล – เรียกว่าเพื่อนร่วมงาน – ได้รับความเป็นอิสระที่จะกระทำด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เพื่อการทำงานของพวกเขา ภายในสถานที่ทำงาน สิทธิพิเศษที่แบ่งแยกจะถูกหลีกเลี่ยง และ
จิตวิญญานของความเสมอภาคจะถูกกระตุ้น
ภายใต้หลักการของการร่วมกัน บริษัทจะยึดถือว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจของพวกเขาควรจะถูกวัดโดยระดับที่มันได้สร้างประโยชน์ร่วมกันต่อบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียของพวกเขา ความสำเร็จจะบรรลุได้ถ้าคุณภาพและคุณค่าได้ถูกให้แก่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ผู้จัดจำหน่าย และชุมชน
หลักการข้อที่ห้า อิสระภาพ ได้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกอย่างเจตนาที่
มาร์ส จะเป็นบริษัทเอกชน อิสรภาพจากสิ่งที่มาร์สเรียกว่า ข้อจำกัด ของการที่จะเกิดหนี้สินของการเจริญเติบโต – ดังที่บริษัทมหาชนทำอยู่ – บริษัทจะมีการควบคุมธุรกิจของพวกเขาได้มากขึ้น พวกเขามีความเป็นอิสระที่จะลงทุนใหม่ของกำไรแต่ละปี ตราบเท่าที่มาร์สยังคงเป็นอิสระอยู่ ความเป็นอยู่ที่ดีของเราจะมาก่อนลำดับความสำคัญทางการเงินอะไรใดก็ตาม
วิคตอเรีย มาร์ส ได้กล่าวว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่บริษัทจะสร้างธุรกิจได้บรรลุความสำเร็จโดยไม่มีหลักการห้าข้อ จากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป หลักการห้าข้อจะเกี่ยวกับเราทำธุรกิจอย่างไรไม่ใช่อะไรที่เราทำเป็นธุรกิจ และหลักการห้าข้อจะมาจากมรดกนั้น
ค่านิยมที่ฝังอยู่ภายในหลักกการจะมาจากปู่ของมาร์ส ฟอร์เรสต์ มาร์ส
พ่อของเขาคือ แฟรงค์ มาร์ส ผู้ก่อตั้งมาร์สเป็นบริษัลูกอมเมื่อ ค.ศ 1911 ปู่ของฉันจะเป็นผู้มีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ต่อเราทำธุรกิจอย่างไร ประมาณ 15 ปีที่แล้วเราได้พบจดหมายฉบัีบหนึ่งเขียนโดยเขาเมื่อ ค.ศ 1947 ที่ได้พูดเกี่ยวกับความคิดของการร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานของเรา ชุมชนของเรา และความสัมพันธ์ทางธุรกิจทุกอย่างของเราเป็นวัตถุประสงค์ต่อการดำรงอยู่ของบริษัท สิ่งนี้ได้กำหนดค่านิยมและหลักการของครอบครัว และได้ถูกขยายต่อไปเมื่อพ่อของฉัน ลุงของฉัน ป้าของฉัน ได้ประมวลหลักกการห้าข้อเมื่อต้น ค.ศ 1980 หลักการห้าข้อได้ถูกปรับปรุงไม่กี่ครั้ง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือหลักการตัวมันเอง

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *