INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประเทศไทย จะถึงทางตันทางการเมืองแล้วหรือ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ประเทศไทย จะถึงทางตันทางการเมืองแล้วหรือ

จากผลการเลือกตั้ง แม้จะยังไม่ประกาศเป็นทางการ แต่ก็คาดคะเนได้ว่า พรรคไหน ฝ่ายใดจะได้จำนวนส.ส.ทั้งเขต และปาตีลิสต์เท่าไร ซึ่งพอเห็นตัวเลข ที่ยังไม่นิ่งแต่ก็คงเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่การรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลนี่ซิยาก และแม้จะตกลงกันได้ก็ไม่อาจจะมีรัฐบาลที่มั่นคงได้ เช่น ปีก พปชร. ต้องรวมให้ได้เกิน 250 เสียง ซึ่งก็เป็นไปได้แต่ก็คงเกินไม่มากนัก อันสุ่มเสี่ยงต่อการดำเนินการบริหารประเทศ เพราะเสียงเกินกึ่งในสภาผู้แทนราษฎรไม่มาก แม้จะได้เปรียบ คือ มีส.ว.สนับสนุนก็ไม่อาจช่วยได้ เพราะหน้าที่ ส.ว.ถูกจำกัดให้เน้นไปในทางกลั่นกรอง ยกเว้นการเลือกนายก

ครั้นฝ่ายเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาล ก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีก เพราะต้องรวมคะแนนให้ได้ถึง 375 เสียง เพื่อเอาชนะฝั่งพปชร. รวมกับ ส.ว. ซึ่งก็หมายถึงว่าต้องรวมพรรคการเมืองทั้งหมดให้ได้ ยกเว้นพปชร.บวกรวมพลังประชาชาติไทย อย่างนี้มั่นคงแน่ และถ้าจะให้เป็นไปได้พรรคที่จะเป็นกุญแจสำคัญก็คือภูมิใจไทย และหวยก็จะมาออกที่เสี่ยหนูอนุทิน คือ มีเทียบมาเชิญเป็นนายกฯ ทั้งนี้เพราะพรรคนี้จะมีเงื่อนไขน้อยที่สุด และไม่ติดเงื่อนไขที่พรรคอื่นๆประกาศไว้ ถ้าเป็นดังนี้ ก็อาจเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รับการเสนอให้เป็นประธานรัฐสภา แม้ว่าจะลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้วก็ตาม ก็ยังมีสภาพเป็นส.ส.ปาตีลิสต์ และยังมีบารมีพอสมควร

ในสภาพนี้ก็จะมีพลังพอที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้มั่นคงพอสมควร และสามารถทำให้ทหารกลับเข้ากรมกองได้ นอกจากสูตรนี้การเมืองไทยก็คงอยู่ในสภาพชะงักงันทีเดียว ยกเว้นอีกด้านหนึ่ง คือ รวมกันหมดยกเว้น พ.ท. อนค. ประชาชาติ และเสรีรวมไทย เป็นฝ่ายค้าน ก็แน่นไปอีกอย่าง แต่ทหารก็ยังคงอยู่คู่รัฐบาล มาถึงจุดนี้พอดี นึกได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ความดีไม่มีสูญ” ที่รวบรวมโดย ผู้ใช้นามแฝงว่า ศ.ศิลาแลง ที่ท่านพิมพ์เผยแพร่ด้วยทุนส่วนตัว ซึ่งหากใครเห็นว่าดีควรสนับสนุนก็ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 08-1123-8791

ส่วนเนื้อหาของเรื่องที่จะนำเสนอในบทความนี้ชื่อว่า “ไอ้ตี๋คนเก่ง” ดังจะนำมาถ่ายทอดต่อไปนี้

มีครอบครัวชาวจีนอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีเตี่ย ตี๋ และแม่ของไอ้ตี๋ เตี๋ยเป็นคนรักลูกชายประดุจหัวแก้วหัวแหวน และตั้งใจจะเลี้ยงให้สมกับที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย และต้องไม่เป็นรองใคร จะต้องเป็นหนึ่งเสมอ

“ไอ้ตี๋ ลื้อเกิกเป็งลูกผู้ชาย ลื้อจะต้องเข้มแข็ง อ่อนแอไม่ล่ายเลดขาด ลื้อจะต้องเปิงหนึ่งคงเลียวเท่านั้น” ในที่สุดไอ้ตี๋ก็เป็นหนึ่งจริงๆ แพ้ใครไม่เป็นเพราะมันเป็นลูกเตี่ย เตี่ยได้พยายามพร่ำสอนทุกเช้าค่ำให้เต็มไปด้วยความยะโสโอหัง เมื่อไอ้ตี๋โตขึ้นเป็นหนุ่มก็เริ่มว้าเหว่ เพราะไม่มีใครคบเป็นเพื่อนเล่นด้วย คงมีเพียงเตี่ยของไอ้ตี๋เท่านั้นที่ยังคงเป็นแรงผลักดันไอ้ตี๋ตลอดเวลา

วันหนึ่งแม่ไอ้ตี๋ไม่สบาย มีอาการหนักมาก ฐานะครอบครัวก็ไม่สู้ดีนัก เตี่ยจึงใช้ไอ้ตี๋ไปซื้อยาที่ตลาด เพราะไม่มีเงินพอจะตามหมอมาบ้าน ส่วนเตี่ยก็เฝ้าไข้แม่ไอ้ตี๋ ตลาดก็อยู่ไม่ห่างจากบ้านมากนัก แต่หนทางที่ไปนั้นต้องข้ามคลอง มีสะพานทอดข้ามที่เป็นสะพานไม้แผ่นเดียวไม่แข็งแรงนัก

ไอ้ตี๋ไปซื้อยาตั้งแต่เช้าจนเวลาล่วงเลยไปจนเที่ยงก็ยังไม่กลับ จนเตี่ยร้อนใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจไปตาม พอเดินไปถึงสะพานข้ามคลองพบไอ้ตี๋ยืนอยู่บนสะพาน จ้องหน้ากับผู้ชายอีกคนที่มาจากฝั่งตรงข้าม ต่างคนต่างไม่ยอมถอยไม่ยอมหลีกให้กัน โดยต่างคิดว่าการถอย การหลีกทางให้เป็นการเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ฝ่ายเตี่ยไอ้ตี๋พอเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย ว่าแล้วเตี่ยก็จับมือไอ้ตี๋กระชากกลับพูดด้วยเสียงอันดังว่า

“ไอ้ตี๋ลื้อกลับบ้าน ยืนนานเกินไปแล้ว อั๊วจะยืนสู้กับมันเอง” การดำเนินชีวิตของคนเราย่อมมีสักครั้งหนึ่งที่จะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้บนทางแคบของวิถีชีวิต ซึ่งไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการถอย การรู้โอนอ่อนผ่อนตามเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ผลทางใจอันยิ่งใหญ่ การถอยมิใช่การเสียหน้า แต่เป็นการถอยเพื่อได้มากกว่า เป็นการได้ทางใจ เป็นการชนะใจตัวเอง

ครับนิทานดังกล่าวอาจจะให้แง่คิดมุมมองในการแก้ปัญหาทางการเมืองของไทยได้ ขึ้นกับว่าใครจะเกิดจิตสำนึกที่จะทำเพื่อชาติบ้านเมือง แต่ก็อย่างว่า ผลประโยชน์เดิมพันมันมาก เหมือนอย่างที่เคยมีปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “มันยากที่จะทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่มันเอื้อประโยชน์ให้เขา”

ส่วนสังคมไทยทุกวันนี้เราต่างก็ตกเป็นเหยื่อของการผลิตซ้ำทางความคิดเพื่อล้างสมองให้เกิดฝักฝ่าย ทั้งนี้อริสโตเติลได้เคยกล่าวไว้ว่า “เราคือผลผลิตซ้ำจากการที่ได้ประพฤติซ้ำๆกัน (หรือได้รับข้อมูลซ้ำๆกัน)หลายๆครั้ง หลังจากนั้นมันจะกลายเป็น(ความเชื่อ) หรือไม่ใช่ แค่ความประพฤติแต่กลายเป็นสันดานไปเลย”

การแก้ปัญหาของประเทศไทยจึงยากยิ่งหากเราไม่เปลี่ยนแปลงตนเองให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ลดมิจฉาทิษฐิของตัวตน ซึ่งความจริงอาจจะถูกมอมเมาด้วยการผลิตซำทางความคิดก็ได้

ตกมาถึงวันนี้ มีข่าวแพลมออกมาว่าการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จเรียบร้อยแล้วในค่ายทหาร เพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาชาติและเสรีรวมไทยจึงกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านไปโดยปริยาย

ในกรณีนี้ตัวจริง พรรคเพื่อไทย ควรใช้โอกาสในการปรับตนเองให้เป็นพรรคของมวลชน ไม่ใช่พรรคครอบครัว เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าไปไม่รอด ส่วนพรรคอนาคตใหม่นั้นมีโอกาสดีในการเป็นฝ่ายค้านที่จะขยายฐานไปสู่คนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต หากจับประเด็นทางการเมืองดีๆโดนใจประชาชน การเลือกตั้งครั้งหน้าคงโกยคะแนนได้เพิ่มขึ้นอีกมาก

ล่าสุดกลุ่มพรรคเพื่อไทยประกาศรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียง 255 แต่ถ้าฝั่งพปชร.จะดึงดันส่งประยุทธเข้าประกวดชิงนายก ก็มีโอกาสชนะแบเบอร์ด้วยคะแนนส.วที่ตุนไว้250 และมีทางเลือก2ทางคือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยไปตายเอาดาบหน้า หรือไม่ยอมตั้งรัฐบาลปล่อยให้คาราคาซัง เพราะไม่มีกฎหมายกำหนด แล้วเป็นนายกของคสช.ไปเรื่อยๆพร้อมม.44 อย่างนี้จะยุ่งไหมนี่ ไอ้ตี๋

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *