INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กวีนิพนธ์และภาษาอาหรับ ตอนที่ 1

กวีนิพนธ์และภาษาอาหรับ ตอนที่ 1

จรัญ มะลูลีม

ภาษาอาหรับแพร่ขยายไปพร้อมๆ กับศาสนาอิสลามหรือในบางแห่งก็แพร่ขยายไปก่อนอิสลามก็มี   ที่ตอนในของซีเรียและอิรักตะวันตกนั้นประชาชนส่วนใหญ่พูดภาษาอาหรับอยู่แล้วในตอนที่มุสลิมเข้าพิชิต  เมืองใหม่ๆ พร้อมกับประชากรที่อพยพเข้ามาและรัฐบาลของพวกเขามีชาวอาหรับอยู่มากและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแพร่ขยายภาษาออกไปอย่างกว้างขวาง

ภาษาอาหรับได้แพร่ขยายออกไปทั้งในฐานะที่เป็นภาษาพูด  เป็นภาษาท้องถิ่นต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาเดิมที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน  และในฐานะที่เป็นภาษาเขียนในรูปแบบที่มีเอกภาพและยังคงได้รับการสืบทอดต่อไปโดยพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน  ซึ่งถูกส่งลงมาเป็นภาษาอาหรับ

ในด้านที่เกี่ยวกับภาษาพูดนั้น  ภาษาอาหรับได้เข้ามาปะทะกับพรมแดนในอิหร่านซึ่งยังคงมีการใช้ภาษาเปอร์เซียอยู่ต่อไป   อย่างไรก็ตามภาษาอาหรับมิได้พบเครื่องกั้นพรมแดนอะไรภายในโลกอิสลาม  ศาสนาได้นำเอาภาษามากับศาสนาด้วย  ผู้เปลี่ยนศาสนาที่มิได้มีเชื้อสายอาหรับ      โดยเฉพาะชาวอิหร่านก็อ่านกุรอานด้วยภาษาอาหรับและได้เป็นส่วนสำคัญในการอธิบายระบบความคิดและกฎหมายซึ่งได้มาจากกุรอานให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนผู้ที่มิได้เปลี่ยนศาสนาก็ยังคงใช้ภาษาของพวกเขาอยู่ต่อไป   เพื่อความมุ่งหมายทางศาสนาและวรรณกรรม  คือพิธีสวดของคริสตจักรตะวันออกบางแห่งยังคงเป็นภาษาซีรีแอกและคอปติก   ส่วนภาษาฮิบรูและอารามาอิกนั้นเป็นภาษาในการสักการบูชาและภาษาในความรู้ทางศาสนาของชาวยิว

ตัวอักษรของผู้นับถือลัทธิโซโรแอสเตอร์ได้เป็นรูปเป็นร่างขั้นสุดท้ายในภาษาปาห์ลาวี   อันเป็นรูปแบบของภาษาเปอร์เซียที่ใช้ก่อนการพิชิตของชาวมุสลิมหรือหลังการเข้ามาของอิสลาม

อย่างไรก็ตาม  แม้แต่ที่นี่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ภาษาอาหรับกลายเป็นภาษาสำหรับแสดงความเคารพสักการะและเป็นภาษาในวรรณกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาในคริสต์จักรตะวันออกบางแห่ง    ชาวยิวในสเปนก็ใช้ภาษาอาหรับสำหรับเรื่องราวทางปรัชญาวิทยาศาสตร์และกวีนิพนธ์

การยับยั้งอย่างจริงจังต่อการแผ่ขยายของภาษาอาหรับเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่เก้าเมื่อภาษาเปอร์เซียเริ่มปรากฎตัวขึ้นมาเป็นภาษาทางวรรณกรรมในรูปแบบที่เป็นอิสลาม  แต่ในอิหร่านภาษาอาหรับยังคงเป็นภาษาหลักในความรู้ทางศาสนาและกฎหมายอยู่ด้วย

ดังนั้นในการเขียนของสมัยดังกล่าวคำบางคำเช่น คำว่า “อาหรับ” และ “ภาษาอาหรับ” จะมีความหมายกว้างขวางจนบดบังคำเก่าแก่เสียหมด    คำเหล่านี้อาจพาดพิงถึงผู้ที่ต้นกำเนิดของพวกเขาอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ  โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่สามารถอ้างว่าตนเป็นของเผ่าชนเร่ร่อนต่างๆ ที่มีประเพณีชอบสู้รบ   หรือมันอาจใช้ในการติดต่อกับคนเหล่านั้นที่มาจากโมร็อกโกและสเปนไปจนถึงพรมแดนของอิหร่าน  ผู้ซึ่งรับเอาภาษาอาหรับมาเป็นภาษาในชีวิตประจำวันของพวกเขา    หรืออีกอย่างหนึ่งคำเหล่านี้อาจขยายออกไปไกลกว่านั้น  จนรวมถึงผู้ที่ภาษาอาหรับได้กลายเป็นสื่อสำคัญในการแสดงออกถึงวัฒนธรรมทางวรรณกรรมอันสูงส่งด้วย

ภายใต้ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Umayyah) หรือที่ตะวันตกเรียกว่าอุมัยยาด (Umayyad) ประเพณีการแต่งบทกวียังคงรุ่งเรืองอยู่ต่อไปและกวีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยแรกยังคงเป็นชาวอาหรับเชื้อสายเบดูอินคืออัคตัล (Akhtal)  ฟาราชด๊าก (Farazdaq) และญารีร (Jarir)   อย่างไรก็ตามมีความแตกต่างในเรื่องของการอุปถัมภ์จากราชสำนักคือของราชวงศ์อุมัยยะฮ์เองในกรุงดามัสกัส    และรวมถึงพวกผู้นำชาวเผ่าที่มีอำนาจด้วย

คนเหล่านี้ได้ขยายระยะทางทางภูมิศาสตร์ของกวีนิพนธ์ออกไปและยังชอบเปลี่ยนลักษณะของมันอีกด้วย   การยกย่องสรรเสริญผู้ปกครองและผู้มีอำนาจอย่างมากมายกลายเป็นสิ่งที่เด่นมากขึ้น  และในเวลาเดียวกันกาซัล (qhazal) คือบทกวีรักก็ได้กลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้นเช่นกัน

ในสมัยหลังของราชวงศ์อุมัยยะฮ์และในสมัยต้นของการปกครองของราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ (Abbasiyah) หรือที่ตะวันตกเรียกอับบาสิด (Abbasid) นั้น  การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นมูลฐานมากขึ้นได้เกิดขึ้น  การเข้ามาของอิสลามได้เปลี่ยนแปลงทรรศนะซึ่งประชาชนมีต่อภาษาอาหรับ

กุรอานเป็นคัมภีร์เล่มแรกที่ใช้ภาษาอาหรับและชาวมุสลิมเชื่อว่ากุรอานเป็นภาษาที่ได้รับการเปิดเผยจากพระผู้เป็นเจ้า   กุรอานถูกกล่าวด้วยภาษาชั้นสูงซึ่งเคยเป็นภาษาที่ใช้แต่งบทกวีเมื่อก่อนนี้   แต่บัดนี้ถูกใช้ด้วยความมุ่งหมายที่แตกต่างออกไป

มันเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ที่ยอมรับกุรอานว่าเป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าที่จะต้องเข้าใจภาษาในกุรอาน   สำหรับพวกเขา  บทกวีสมัยโบราณมิได้เป็นเพียงที่พึ่งพิงหรือดิวานของชาวอาหรับเท่านั้น  แต่ยังเป็นบรรทัดฐานของภาษาที่ถูกต้องอีกด้วย

บัดนี้ภาษาอาหรับได้กลายเป็นสื่อของการแสดงออกไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่มาจากอาณาจักรต่างๆ ของคาบสมุทรอาระเบียเท่านั้น   แต่สำหรับผู้ที่มีเชื้อสายอื่นๆ ที่ยอมรับศาสนาอิสลามหรือผู้ที่อย่างน้อยก็จำเป็นที่จะใช้ภาษาเพื่อความมุ่งหมายของงานหรือชีวิต    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการชาวเปอร์เซียและอื่นๆ ที่ทำงานให้แก่ผู้ปกครองใหม่อีกด้วย

ศูนย์กลางแห่งกิจการทางวรรณกรรมได้ย้ายไปจากเมืองที่มีแหล่งน้ำหรือโอเอซิสและมีการตั้งค่ายของชนเผ่าไปยังเมืองใหม่ๆ  คือบัศเราะฮ์และคูฟะฮ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอิรักก่อน  ครั้นแล้วก็ไปยังนครแบกแดด (บัฆดาด) อันเป็นเมืองหลวงใหม่ของอาณาจักร

สิ่งแวดล้อมทางวรรณกรรมได้เปลี่ยนแปลงและขยายตัวออกไป  จนรวมเอาเคาะลีฟะฮ์ (กาหลิป) หรือผู้ปกครองและข้าราชสำนักของพระองค์   ข้าราชการชั้นสูงและชนชั้นนำใหม่ๆ ในเมืองที่มีเชื้อสายผสมด้วย  ถึงแม้ว่าการฝึกฝนการแต่งบทกวีด้วยวาจาและการอ่านบทกวียังคงมีอยู่ต่อไปด้วยดี  แต่งานวรรณกรรมก็เริ่มใช้วิธีเขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษร  และจากตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่เก้าการเผยแพร่งานเขียนได้รับการสนับสนุนด้วยการนำเอากระดาษมาใช้

แต่เดิมมีการใช้กระดาษปาปิรัสและแผ่นหนัง   แต่ในระยะหลังของคริสต์ศตวรรษที่แปด  ได้มีการนำเอาเทคนิคการทำกระดาษมาจากประเทศจีน   มีการผลิตครั้งแรกในคูรอซาน (อิรักในปัจจุบัน) แล้วขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของอาณาจักร  และในตอนกลางของคริสต์ศตวรรษที่สิบ  กระดาษที่ผลิตขึ้นนี้ก็ได้เข้ามาแทนที่กระดาษปาปิรัสไม่มากก็น้อย

นับเป็นผลตามธรรมชาติของการเผยแพร่ของภาษาอาหรับที่ผู้ใช้ภาษานั้นบางคนจะต้องมีความปรารถนาที่จะเข้าใจมัน   ศาสตร์ของภาษาจึงถูกสร้างขึ้นอย่างกว้างขวางสำหรับผู้ที่ต้องใช้ภาษาอาหรับ  ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคิดถึงเรื่องภาษานี้

การเขียนพจนานุกรมอันเป็นการรวบรวมและจำแนกถ้อยคำต่างๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิชาการที่เข้าไปในตลาดที่มีชาวเบดูอินเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง

ไวยากรณ์ที่กล่าวถึงการใช้ภาษาอาหรับได้รับการอธิบายอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกโดยผู้ทีมิใช่ชาวอาหรับ คือซิบาเวห์ (Sibawayh- เสียชีวิต ค.ศ. 793)  งานในสมัยต่อมาทั้งหมดก็ได้มาจากงานเขียนของเขา    แรงกระตุ้นเช่นเดียวกันทำให้นักวิชาการทั้งหลายรวบรวมและศึกษาบทกวีโบราณของชาวอาระเบีย

พวกเขาคงจะเปลี่ยนแปลงบทกวีเหล่านั้นไปบ้างในระหว่างที่รวบรวมเรียบเรียงบทกวีเหล่านั้น และในเวลาเดียวกันก็มีการต่อเติมรูปแบบที่เป็นหลักการของการแต่งบทกวีให้ซับซ้อนมากขึ้น   และสิ่งเหล่านี้คงต้องมีอิทธิพลอย่างมากต่อนักกวีในเวลาต่อมา

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *