INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปัญหานิวเคลียร์อิหร่านกับเกมการเมืองสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 1

ปัญหานิวเคลียร์อิหร่านกับเกมการเมืองสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 1

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา  วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

 

ปัจจุบันอิหร่านได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่และผงาดขึ้นเป็นประเทศที่กล้าเปิดโปงความจริงหลายๆเรื่องเกี่ยวกับชาติมหาอำนาจและถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจอย่างง่าย ๆโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกบางประเทศที่ทำตัวเป็นนักสร้างสันติภาพแก่ชาวโลก หรือทำตัวเป็นตำรวจโลกที่จะเข้าไปจับผิดประเทศต่างๆ

ในขณะเดียวกันอิหร่านก็มิได้แสดงท่าทีแข็งขืนกับเวทีนานาชาติกับนานาประเทศ อิหร่านแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในเวทีโลก ว่าสร้างโรงงานนิวเคลียร์เพื่อเตรียมชดเชยแหล่งพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนั่นคือเป้าหมายเดิมที่อิหร่านยืนยันมาตลอดว่า เป็นพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ  และอิหร่านกำลังดำเนินการคือ สิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือ การแสวงหาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ โดยใช้สโลแกนว่า”พลังงานนิวเคลียร์สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์สำหรับใครบางคน” และตลอดช่วงก่อนการถูกลงโทษทางเศรษฐกิจ อิหร่านแสดงความบริสุทธิ์ใจมาตลอดว่ามิได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์และยินดีจะเจรจาพูดคุยกับนานาประเทศและพร้อมที่จะให้องค์กรพลังงานนิวเคลียร์ (IAEA)มาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธ์ในเรื่องนี้

สหรัฐอเมริกาได้แสดงความเป็นศัตรูและหันมาเล่นงานอิหร่านทางเศรษฐกิจแทนโดยใช้กลไกต่าง ๆ ที่มี เช่น  องค์กรระหว่างประเทศ สหประชาชาติ ยุโรป  ให้ร้ายอิหร่านว่าเป็น “รัฐสนับสนุนการก่อการ้าย” และกล่าวหาว่า อิหร่านพยายามแสวงหา การครอบครองอาวุธร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่นในเดือนกันยายน 2001 องค์กรจารกรรมกลางของสหรัฐรายงานว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธร้ายแรงและขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย  และในเดือนตุลาคม 2007 สหรัฐเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ  ต่ออิหร่านในข้อหา “ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย” และพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์  ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอันชัดแจ้งหรือเป็นที่ยืนยัน แต่เป็นเพียงข้อกล่าวหาและการสงสัยเพื่อเป็นข้ออ้างในการรังแกอิหร่าน  แต่ทว่ากลับกันในขณะที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่างมีอาวุธร้ายแรงไว้ข่มขู่ประเทศเล็ก ๆ ในตะวันออกกลาง แม้แต่ สหรัฐอเมริกาเองก็เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์มาแล้วที่ญี่ปุ่นและเอกสารลับเผยว่ามีการเตรียมการใช้ในสงครามเวียดนาม และเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว นายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ยังสนับสนุนให้อิหร่านสร้างโรงงานนิวเคลียร์เพื่อเตรียมชดเชยแหล่งพลังงานจากน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งนั่นคือเป้าหมายเดิมที่อิหร่านยืนยันมาตลอดว่า เป็นพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

นางเฮลลารี คลินตัน ได้ออกหนังสือพ๊อกเค๊ดบุคชื่อ”Hard Choices by Hillary Clinton”ได้วิจารณ์อิหร่านและพูดถึงปัญหาและอุปสรรคของการไม่บรรลุการเจรจาปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านว่าเนื่องจากความกร้าวและความไม่มีบุคลิกการประณีประณอมของอิหร่านและความไม่จริงใจของอิหร่านเอง    เธอกล่าวว่า”ไม่มีเหตุผลเลยในการจะไว้วางใจอิหร่าน และอิหร่านจะฉวยโอกาสนี้เตะถ่วงและเบี่ยงเบนความสนใจ การเจรจาครั้งใหม่อาจกลายเป็นเหมือนเขาวงกต ที่อิหร่านจะใช้เพื่อซื้อเวลาในขณะที่เข้าใกล้เป้าหมายของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่จะเป็นภัยคุมคามต่ออิสราเอล บรรดาประเทศเพื่อนบ้านและต่อโลกด้วย”

เธอกล่าวต่ออีกว่า”หากเราอ่อนข้อให้ในครั้งนี้ ก็อาจทำลายงานที่สู้อุตส่าห์ทำมาลายปี จนสามารถสร้างฉันทามติในหมู่ประเทศต่างๆให้ดำเนินมาตรการคว้ำบาตรและเพิ่มแรงกดดันอิหร่าน”

เมื่อปี พ.ศ.2553 องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และชาติอื่นๆ ได้มีมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อต่อต้านการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ประกอบด้วย การคว่ำบาตรด้านพลังงาน การประกันภัย การขนส่ง การธนาคาร และการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นหลักที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอิหร่านมากที่สุด เพราะรายได้กว่าร้อยละ 80 ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมดมาจากการส่งออกน้ำมัน การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจส่งผลให้อิหร่านสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ อิหร่านยังเกิดปัญหาค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ปัญหาเงินเฟ้อสูงกว่าร้อยละ 30 และปัญหาการว่างงานสูงกว่าร้อยละ 15 ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนี้ ทำให้ประชาชนอิหร่านเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่และให้รัฐบาลเร่งเจรจากับชาติมหาอำนาจให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงชั่วคราว (Joint Plan of Action) กับสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ P5+1 (สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน + เยอรมนี) ณ กรุงเจนีวาโดยข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้อิหร่านระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ภายใต้ข้อตกลงมีสาระสำคัญโดยสังเขป คือ

– อิหร่านจะต้องหยุดเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อยละ 5 (แร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 5 เป็นระดับความเข้มข้นสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้า) และต้องเจือจางแร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อยละ 20 (แร่ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไปเป็นระดับความเข้มข้นที่อาจสามารถนำไปพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้) ที่มีอยู่ในคลังทั้งหมดของอิหร่านให้เหลือความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 5 ด้วย

– อิหร่านจะต้องไม่เปิดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์น้ำมวลหนัก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การผลิตกัมมันตภาพรังสีพลูโตเนียมที่ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

– อิหร่านต้องให้คณะผู้สังเกตการณ์จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (The International Atomic Energy Agency: IAEA) เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ที่เมืองนาทานซ์ (Natanz) และโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดที่อยู่ใกล้กับเมืองกุม (Qom) นับตั้งแต่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้

– กลุ่มประเทศ P5+1 จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและจะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรใดๆ เป็นระยะเวลา 6 เดือน หากอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด

– ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน อิหร่านจะได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเป็นมูลค่า7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบคลุมถึงรายได้จากการส่งออกน้ำมันที่ถูกอายัดไว้ที่ธนาคารในต่างประเทศมูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การระงับการคว่ำบาตรบริการประกันภัยและบริการขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน ทองคำ โลหะมีค่า และการส่งออกยานยนต์และปิโตรเคมีของอิหร่าน

ที่ผ่านมาการที่อิหร่านเข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศ P5+1  แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่โอนอ่อนของอิหร่านที่มีต่อนานาชาติ และการบรรลุข้อตกลงชั่วคราว (Joint Plan of Action) นับว่าเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีเจตนาที่จะเจรจา และจะสานสัมพันธ์มิตรไมตรีอันดีกับนานาชาติ และเพื่อเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อิหร่านเผชิญอยู่ เนื่องจากถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลานาน แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การแสดงเจตจำนงอย่างบริสุทธิ์ของอิหร่านจะยืนยันในความชอบธรรมของโครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติไม่ใช่เพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และแท้จริงแล้วการกล่าวของสหรัฐอเมริกาและชาติมหาอำนาจต่ออิหร่านนั้นเป็นเพียงข้อสงสัยหนึ่ง ซึ่งยังพิสูจน์ความจริงไม่ได้เลยจนถึงวันนี้ว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรงซึ่งนั่นคือเป็นเรื่องลวงโลกและมีอคติต่ออิหร่าน

และวันนี้ประชาคมโลกและนานาประเทศต่างจับจ้องอิหร่านในสายตาของความเป็นมนุษยธรรม มองด้วยความเป็นธรรมและเป็นประจักษ์พยานว่า แท้จริงสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านกับปัญหานิวเคลียร์และการคว้ำบาตรทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นความไม่ชอบธรรมที่ชาติมหาอำนาจได้ปฎิบัติเช่นนั้น และการดำเนินโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน และไม่ได้เป็นภัยคุกคามแก่ชาวโลกและแก่ภูมิภาคตะวันออกกลางเลย เพราะอิหร่านยึดหลักนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ”รักษาความสัมพันธ์ต่อนานาประเทศอย่างสันติและไม่ก่อสงคราม” ซึ่งเป็นหลักสันติวิธี และเป็นหลักการอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้อย่างสันติสุข

เราจะค่อยแกะรอยและสังเคราะห์ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์อิหร่านในยุคประธานาธิบดี รออีซี่กันว่า จะไปในทิศทางใดและสหรัฐฯภายใต้การนำของ ไบเดน มีท่าทีอย่างไรกับปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ(ต่อตอนหน้า)

อ้างอิง

www.hamshari.ir

www.presstv.ir

นิตยสารวิเคราะห์การเมือง hamshari ฉบับภาษาเปอร์เซีย

นิตยสารวิเคราะห์การเมืองรายสัปดาห์ Panjaereh weekly

Hillary Rodham Clinton : ชีวิตและทางเลือก   สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการที่ปรึกษา

 

บทสัมภาษณ์

 

พับลิกโพสต์    กรุณาแนะนำตัวและศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ผมเป็นนศ.ไทยคนหนึ่งที่ได้ผ่านการศึกษามาจากประเทศอิหร่าน  ณ เมืองกุม  มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสตอฟา  ส่วนศูนย์อิสลามศึกษามีความเป็นมา เมื่อต้นปี๔๗ นี้เอง เนื่องจากทางวิทยาลัยตั้งใจจะรองรับนศ.มุสลิมทั่วประเทศเข้ามาศึกษาในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท  ศูนย์อิสลามศึกษาจะทำหน้าที่และมีบทบาทในให้บริการทางวิชาการและศาสตร์อิสลามที่เป็นวิชาพื้นฐานแก่นักศึกษา  ส่วนศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย ก็ได้รับการประสานงานระหว่างวิทยาลัยฯกับทางศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูต อิหร่าน ในกรุงเทพฯเพื่อให้บริการทางด้านภาษาเปอร์เซียและการศึกษาด้านศิลปะวัฒนธรรมของอิหร่านที่เคยมีสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับอิหร่านตลอดมา

พับลิกโพสต์  ท่านมีวิสัยทัศน์อย่างไรในการเปิดศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา ภาษาเปอร์เซีย?

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งการเรียนรู้และได้ประกาศการต่อสู้กับความอวิชชา  ดังนั้นการเปิดศูนย์อิสลามศึกษา จะตอบโจทย์ต่อผู้แสวงหาความรู้และผู้ที่จะศึกษาต่อศาสตร์อิสลาม อันดับแรกถือเป็นการพัฒนาวิทยาลัยฯ นำไปสู่การเพิ่มพูนความสามารถของวิทยาลัย และสร้างสมรรถนะของนักวิชาการของวิทยาลัยในอนาคต อีกทั้งในแง่ของการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้น และเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องศาสตร์อิสลามในเชิงสหวิทยาการ โดยจะนำศาสตร์อิสลามมาตีแผ่และให้เห็นถึงคุณค่าของศาสตร์อิสลาม ที่เคยยิ่งใหญ่มาในอดีต และจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ศาสตร์อิสลามสามารถบูรณาการ นำไปสู่ภาคปฎิบัติเพื่อเกิดความศานติได้อย่างแท้จริง  ส่วนศูนย์อิหร่านศึกษา ภาษาเปอร์เซีย เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อิสลามศึกษา เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่อผู้สนใจอารยธรรมเปอร์เซีย และวิทยาการที่เป็นแหล่งกำเนิดองค์ความรู้ หรือศึกษานักคิดมุสลิมที่เป็นชาวเปอร์เซีย อีกทั้งให้บริการทางด้านภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งที่มีความน่าสนใจทีเดียว

พับลิกโพสต์ ศูนย์อิสลามศึกษาและอิหร่านศึกษามีขอบข่ายแค่ไหน?อย่างไร?ครับ

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษาจะมุ่งมั่นที่จะทำและให้เกิดเป็นรูปธรรม ๓ ด้าน คือ๑.ด้านเปิดหลักสูตรอิสลามศึกษาเพื่อการพัฒนา  มีจุดมุ่งหมายในการจะสร้างและพัฒนาหลักสูตรอิสลามศึกษาเพื่อการพัฒนาให้มีประสิทธิผลทั้งทางด้านจิตภาพ กล่าวคือให้ผู้เรียนสามารถเกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณแบบอิสลาม และพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างแนวคิดและแนวทางในการบูรณาการเชิงสหวิทยาการ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ในระดับบัณฑิตศึกษาจบไปแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ด้านที่๒ ด้านวิจัย  มุ่งเน้นไปที่ประเด็นปัญหาการวิจัยด้านอิสลามและวิถีชีวิตกับการศึกษาศาสตร์อิสลาม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่และสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชนมุสลิม ด้านที่๓  ด้านศาสนสัมพันธ์และนิกายสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน และเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยยึดหลัก “ความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย” โดยการจัดประชุม สานสนทนาระหว่างศาสนิกชน(Interfaith Dialogue) และสานสนทนาระหว่างนิกายต่างๆแบบสันติวิธี เ เพื่อการแสวงหาข้อยุติที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกัน ด้วยความสามัคคีปรองดอง

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *