INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

บทบาทสตรีกับกระแสวิพากษ์โลกปัจจุบัน

บทบาทสตรีกับกระแสวิพากษ์โลกปัจจุบัน

ประเสริฐ  สุขศาสน์กวิน

 

โลกวันนี้ได้นำเสนอบทบาทสตรีอย่างกว้างขวางจนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อชุดความรู้และหลักคิดหรือมุมมองของอิสลามต่อสตรีว่า อิสลามได้กดขี่สตรีเพศหรือได้ละเมิดสิทธิสตรีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกระวิพากษ์วิจารณ์สังคมมุสลิมของอัฟกานิสถานโดยการปกครองของรัฐบาลตอลิบานหรือแม้กระทั้งในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

ชุดความรู้เกี่ยวกับผู้หญิงหรือสตรีภายใต้ชุดคำอธิบายที่เป็นกระแสหลัก ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยนักวิชาการจากฝั่งตะวันตกก็ดีหรือจากนักการศาสนาอิสลามหรือจากผู้รู้ที่อาศัยการตีความตัวบทจากแหล่งอ้างอิงมาจากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ศาสดา(ศ)หรือจากประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลามในมุมหนึ่งได้ถูกถ่ายทอดออกมาเหมือนประหนึ่งว่าเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของอิสลามว่า แท้จริงผู้หญิงในอิสลามได้ถูกโยงระหว่างเรื่องวินัยหรือเรื่องสิ่งต้องห้ามหรือสิ่งควรปฏิบัติเท่านั้น  โดยเป็นมายาคติว่าความเป็นผู้หญิงต้องเป็นผู้อยู่กับบ้านกับเรือน  เป็นภรรยาที่ดี อยู่ในโอวาทของผู้ปกครองและสามี หรือได้ถ่ายทอดเป็นภาพซ้ำอยู่ทุกยุคทุกสมัยว่าสตรีในอิสลามคือเพศที่อยู่ภายในบุรุษ ไม่มีสิทธิทางการเมือง ทางสังคมใดๆอะไรทำนองนั้น

ทั้งๆที่ว่าคำอธิบายในเอกสารประวัติศาสตร์ศาสนาและคัมภีร์อัลกุรอน หรือแม้แต่ในซุนนะฮ์ของศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้กล่าวถึงสตรีในหลากหลายสถานะและหลายบทบาท  เช่น ราชินีบิลกีส เป็นผู้นำทางการปกครองเมืองซาบาอ์แห่งเยเมนในยุคก่อนศาสดามุฮัมมัด   หรือพระนางมาเรีย หรือท่านหญิงมัรยัม มารดาพระเยซูของชาวคริสต์ ได้แสดงถึงความเป็นหญิงในฐานะมารดาบริสุทธิ์ของศาสดาอีซา เป็นผู้ต่อสู้กับคำกล่าวหาและให้ร้ายจากสังคมเมื่อเธอให้กำเนิดบุตร โดยปราศจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือ พระนางอาซียะฮ์ ภรรยาของฟาโรห์ผู้อหังการ แต่เธอผู้เปี่ยมล้นความเมตตา ได้เป็นผู้ดูแลศาสดามูซา  และยังมีท่านหญิงฟาติมะฮ์ บุตรตรีแห่งศาสดาอิสลาม ผู้สูงศักดิ์และได้รับการย่กย่องว่า “อุมมุ อะบีฮา”มารดาของบิดาของเธอ” เธอผู้มีบทบาททั้งในบ้านและในสมรภูมิสงคราม  ฟาติมะฮ์ เป็นนักท่องจำฮะดีษ  เป็นปราชญ์ และเป็นครูสอนประชาชนชาวมะดีนะฮ์  เป็นนักต่อสู้ และเรียกร้องสิทธิต่างๆในสังคม

การให้ความสนใจในเรื่องการนิยามและการปลุกระดมด้านสตรีนิยมได้ส่งแรงส่งเสียงที่ดังเริ่มต้นที่ฟากฝั่งยุโรป ทำให้คนในยุโรปให้ความสนใจและวิเคราะห์ในเรื่องสตรีและบุรุษมากยิ่งขึ้น  และคำว่า”สตรีนิยม”(Feminism)ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยให้ความหมายเดิมคือ “การปลอดปล่อยผู้หญิง”(Women ‘s emancipation)   ส่วนในความหมายของชาวอเมริกันที่ได้นิยามในช่วงแรกๆของสตรีนิยมคือ”สิทธิสตรี”(rights of Women) มากกว่าการให้นิยามว่า”สิทธิความเสมอภาคระหว่างผู้ชาย”(ทบทวนสถานะความคิดสตรีนิยมอิสลาม   ,อัมพร หมาดเด็น   วารสาร ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ 2559)

ถ้าหากว่าเรามองในเชิงทฤษฎีและกรอบความเชื่อโดยการวิเคราะห์ที่มีวิธีคิดของลัทธิสตรีนิยมและวิธีดำเนินการของลัทธินี้นั้นมีทิศทางที่เฉพาะโดยที่มุ่งมั่นไปสู่การปลดปล่อยผู้หญิงให้พ้นจากการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบ หรือการเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษ  แต่ลึกๆของลัทธิสตรีนิยมมีประเด็นของการสร้างพลังอำนาจให้กับสตรีที่แฝงตัวอยู่ โดยเพียรพยายามที่จะนำเสนอและแสดงออกในการอยู่เหนือนิยามใดๆของความเป็นสตรีในมุมของศาสนาหรือของศาสนพิธี เพียงต้องการสนองถึงความมีเสรีภาพและความมีอิสรภาพที่เสมอเหมือนกับบุรุษในทุกๆด้าน  ซึ่งจะเห็นได้ว่า อิทธิพลของลัทธิสตรีนิยมได้ไหลเข้ามาสู่สตรีมุสลิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั้งเกิดผลสะท้อนที่ทำให้การยอมรับกลุ่มสตรีนิยมมุสลิม พยายามเรียกร้องในสิทธิและเสรีภาพเกินขอบเขตของการที่จะเป็นในบรรทัศฐานทางศาสนากำหนด เช่นการจะแสดงออกถึงการเป็นอิหม่ามในการนำละหมาดของสตรีแก่บุรุษ หรือการขึ้นอ่านคุฎบะฮ์วันศุกร์ของสตรีมุสลิม  และรายละเอียดในเรื่องนี้ คงจะนำมากล่าวในตอนต่อไปเกี่ยวกับลัทธิสตรีมุสลิม

ส่วนประเด็นในเรื่องความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์มนุษย์หรือระหว่างเพศของมนุษย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นโครงสร้างทางชีววิทยา  และความต่างไม่ใช่แค่เรื่องเพศสภาพ แต่ยังมีความต่างระหว่างสีผิว ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า…

และบางส่วนจากสัญลักษณ์แห่งพระเจ้า คือการสร้างชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน  และให้มีความแตกต่างในภาษา สีผิวของพวกเจ้า  แท้จริงในสิ่งนั้น มันคือสัญลักษณ์ต่างๆให้แก่ผู้รู้ทั้งหลาย(ได้เพ่งพินิจ)”(บทที่๓๐  โองการที่ ๒๒)

ความเป็นจริงแล้วในเรื่องนี้นั้น ถ้าหากสมมติฐานว่า ในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน  ไม่ว่าเรื่องเพศสภาพ สีผิว  ภาษา  ชาติพันธุ์  ปัญหาต่างๆคงจะตามมามากมาย ดังนั้นความแตกต่างที่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ไม่ได้เป็นตัวแบ่งความต่ำความสูงทางสังคมหรือการมีเกียรติหรือการต่ำต้อย  แต่ทว่าวาทกรรมความแตกต่างของมนุษย์นี้สร้างความลำบากให้ในการคิดไม่ตรงกันตลอดมา(จนเป็นปัญหาทางความเชื่อ)  ดังนั้นความแตกต่างไม่ได้เฉพาะอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง  แต่ทว่าได้เกิดขึ้นทุกๆสังคม แม้แต่ในสังคมประชาธิปไตย  ก็ยังเห็นถึงความแตกต่าง แต่ก็สามารถจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้  ดังนั้นความต่างทางเพศสภาพที่ลัทธิสตรีนิยมได้พยายามนำเสนอและพยายามเรียกร้องให้เห็นคือว่า แท้จริงพวกเธอเองก็ยอมรับในความต่างในเรื่องเพศสภาพ แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นและจุดน่าสนใจของพวกเธอคือการเรียกร้องสู่ความยุติธรรมและความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษ และให้สิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน และพยายามจะลบล้างมายาคติบางอย่างในสังคมที่เคยมีฐานคิดในเรื่อง”บุรุษใหญ่”  ซึ่งในประเด็นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ลัทธิสตรีนิยมได้แสดงออกที่ตรงกับฟิตเราะฮ์และโครงสร้างของความเป็นมนุษย์ ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ผ่านมา

ถ้าเราได้เจาะลึกและเพ่งพินิจอย่างละเอียดจะพบว่าแท้จริงทฤษฎีสตรีนิยมเน้นความสำคัญของการกำหนดและระบุให้ชัดเจนว่าทัศนคติเกี่ยวกับสตรีเป็นอย่างไร ความคาดหวังคืออะไร สิทธิประเภทไหน พฤติกรรมอย่างใด และการจัดการทางสังคมชนิดใดที่นำไปสู่การกดขี่เอารัดเอาเปรียบและการทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นคนชายขอบ ทฤษฎีสตรีนิยมจะมีความคล้ายคลึงและหยิบยืมเนื้อหาบางส่วนมาจากทฤษฎีความขัดแย้งของมาร์กซ์ ทว่าทฤษฎีสตรีนิยมมีความแตกต่าง เมื่อรวมศูนย์การวิเคราะห์ไปที่การครอบงำและการเลือกปฏิบัติอันมีผลต่อการทำให้เกิดการกดขี่นั้น ทฤษฎีสตรีนิยมตั้งคำถามเชิงลึกต่อภววิทยา (Ontology) และญาณวิทยา (Epistemology) อย่างแตกต่างจากแนวคิดมาร์กซ์ โดยรากเหง้าสำคัญของการแสวงหาความรู้และการปฏิบัติที่มีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบและเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงก็คือ ลัทธิผู้ชายเป็นศูนย์กลาง (Androcentrism) และเพื่อจะโต้ตอบกับแนวคิดในเรื่องเพศชายเป็นใหญ่(บทความเรื่อง ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจ www.baanjomyut.com)

การมีมุมมองในเชิงอภิปรัชญาและญาณวิทยาของลัทธิสตรินิยมนั้น มีประเด็นน่าสนใจ นั่นคือว่า โดยสารัตถะและแก่นของกรอบความคิดทางปรัชญา ถือว่า ภวันต์ใหม่ หรือเรียกว่า สิ่งมีชีวิตที่อุบัติขึ้นมาในฐานะภวันต์ใหม่  มีความสมบูรณ์และความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเภทหรือแต่ละชนิด  ซึ่งเรียกว่าความต่าง  และหนึ่งจากความต่าง คือเรื่องเพศสภาพ ในมุมมองทางปรัชญาถือว่าความต่างในเรื่องเพศสภาพ ไม่ได้เป็นที่มาของความแตกต่างในด้านสิทธิหรือด้านความเป็นแก่นแท้ของความเป็นภวันตภาพ

ความแตกต่างทางเพศสภาพ

ไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงระหว่างเพศชายกับเพศหญิงมีความแตกต่างกัน  และขณะเดียวกันระหว่างสองเพศนี้ก็มีความเหมือนกัน   สำหรับศาสนาอิสลามได้กำหนดสิทธิทั้งสองไว้อย่างละเอียดทั้งสิทธิสตรีและสิทธิบุรุษ  หรือเรียกว่าสิทธิทางด้านกฎหมาย และสิทธิทางด้านจริยะ ซึ่งศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลทางด้านปัจเจกบุคคลหรือทางด้านสังคม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสตรีและครอบครัว   และประเด็นที่น่าสนใจคือว่าในมุมมองของอิสลาม ถือว่าสตรีและบุรุษมีสิทธิที่เหมือนกันและเท่าเทียมกันและบางสิทธิมีความต่างกันแต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการกดขี่เพศใดเพศหนึ่ง เช่นในเรื่องมรดกระหว่างสตรีกับบุรุษที่มีความต่างกัน เราคงจะนำรายละเอียดมากล่าวในตอนต่อไป   และในความไม่เหมือนกัน  อิสลามได้ให้คุณค่าแก่สตรีในทุกๆ สิทธิ เพียงแต่จะมีรายละเอียดของประเภทหรือประเด็นปลีกย่อยเนื่องจากความต่างทางเพศ ขึ้นอยู่กับทางธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งทางสรีระและทางจิตวิญญาณต่อความต่างนั้น  โดยอัลกุรอานได้กล่าวถึงความมีเกียรติและการมีคุณค่าของมนุษย์อย่างเท่าเทียม

อายาตุลลอฮ์ มุเฎะฮารี นักวิชาการชาวอิหร่านได้กล่าวถึงตัวอย่างความแตกต่างระหว่างคำว่า”ความเท่าเทียม กับความเหมือนทางด้านสิทธิระหว่างชายกับหญิง”ไว้ว่า…

เป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม  โดยจะไม่คำนึงในการแบ่งสัดส่วนที่มาจากความเหมือนกัน  เช่นตัวอย่าง บิดาอาจจะมีลูกๆ ที่มีอาชีพหลายรูปแบบแตกต่างกัน  บางคนอาจจะทำธุรกิจส่วนตัว  หรือ บางคนเป็นเจ้าของสวนผลไม้ไร่นา  และบางคนอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริการเช่าจำนอง  หรือว่าเป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดานั้นอาจจะได้พิจารณาถึงความสามารถของลูกๆ ทุกคนในการจะแบ่งทรัพย์สิน   แต่ทว่าสำหรับผู้เป็นบิดาแล้ว ด้วยหลักการและความถูกต้องนั้นเมื่อเขาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกๆ   เขาจะต้องแบ่งในฐานะของความเป็นลูกทุกๆคน  นั่นคือให้ความยุติธรรมตามคุณค่า(ในความเป็นลูก) ไม่ใช่ให้แบ่งสมบัติในกฏเกณท์ของความเหนือกว่าหรือพิเศษกว่าของอาชีพและการงาน  ไม่ได้ดูว่าลูกคนไหนทำงานอะไร   ดังนั้นอิสลามไม่ได้ต่อต้านความเท่าเทียมทางด้านสิทธิระหว่างบุรุษกับสตรี(แต่มองระหว่างสตรีกับบุรุษนั้นมีคุณค่าและเกียรติที่เท่าเทียมกัน)(หนังสือ สิทธิสตรีในอิสลาม)

สตรีกับสังคม

นอกจากสตรีจะมีสถานภาพที่สูงส่งทางด้านครอบครัวแล้ว ในทัศนะอิสลามยังถือว่าสตรีมีสถานภาพที่เฉพาะอยู่ในสังคมเช่นเดียวกัน อิสลามได้ยกย่องสตรีในสังคมว่าจำเป็นที่จะต้องให้เกียรติแก่พวกนางและสิทธินี้จะต้องไปถูกลิดรอนไปจากนาง ผู้นำสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายาตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี คามาเนอี กล่าวว่า : “จะต้องไม่ปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ขัดกับศักดิ์ศรีและคุณค่าของสตรี และการดูถูกพวกนางถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ  ส่วนในมิติศาสนาได้พูดถึงขอบเขตและบทบาทของสตรีทางด้านการเมือง สังคม การเรียนรู้และเศรษฐกิจ อิสลามได้ให้สิทธิแก่สตรีและเคารพต่อสิทธิดังกล่าวอย่างยิ่งยวดทีเดียว

อิสลามเป็นศาสนาที่เปิดประตูให้สิทธิแก่สตรีสามารถเรียนรู้และทำงานในด้านสังคม เศรษฐกิจ ความรู้และอื่นๆ และถ้าหากว่าใครก็ตามที่เขาพยายามขัดขวางไม่ให้สตรีได้สิทธิต่างๆเหล่านี้ถือว่าเขาคือผู้ที่กำลังปฏิบัติสิ่งที่ขัดกับพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นสตรีที่มีความเพียบพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจอิสลามอนุญาตให้ในขอบเขตของความจำเป็น และอิสลามสอนให้สตรีรู้จักสิทธิมนุษยชนของพวกเขา ให้พวกเขามีสถานภาพและเสรีภาพ แท้จริงอิสลามมาปลดปล่อยสตรีให้พบอิสระจากประเพณีที่โง่เขลาและล้าสมัยก่อนการมาของอิสลาม

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *