INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อ

รศ.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

1.สาเหตุของเงินเฟ้อ

​เงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ราคาสินค้าทั่วไปมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งหรือบางชนิดมีการขึ้นราคา ในขณะที่สินค้าส่วนใหญ่ยังไม่สูงขึ้น ก็ไม่ถือว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การที่ราคาสินค้าขยับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่มีความสำคัญในการบริโภค ประชาชนทั่วไปย่อมได้รับผลกระทบ

​เงินเฟ้ออาจเกิดได้จากปัจจัยทางด้านอุปสงค์หรืออุปทาน ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟู ประชาชนมีรายได้สูง มีความต้องการซื้อสินค้าและบริการมาก ทั้งเพื่อการบริโภคและการลงทุน แต่สินค้าและบริการไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็จะผลักดันให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นได้ ในประเทศที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วมและความแห้งแล้งมีผลทำให้ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ทำให้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะอาหารขาดแคลน มีราคาสูงขึ้นและทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น

​ถ้าสินค้าบางอย่างที่มีความจำเป็นต่อการผลิตและการบริโภคมีราคาสูง ก็อาจผลักดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ เช่น ในกรณีของราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งแพงขึ้น ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ ทำให้สินค้าต่างๆมีราคาสูงขึ้นจนเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น

​หากปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไป ก็จะส่งผลทำให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เงินเฟ้อที่รุนแรงมาก (hyper inflation) ทั้งในอดีตและปัจจุบันซึ่งราคาสินค้าอาจพุ่งสูงขึ้นไปเป็นหลายสิบ หลายร้อย จนกระทั่งเป็นหลายพันเท่าตัว ล้วนเกิดจากการปั๊มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจในปริมาณมหาศาล ในบางประเทศรัฐบาลมีการใช้จ่ายสูงแต่เก็บภาษีได้ไม่มาก ก็เร่งพิมพ์ธนบัตรออกมามากๆ จนทำให้เงินตรามีค่าน้อยลง จนถึงขนาดที่ประชาชนไม่มีความเชื่อถือในคุณค่าของเงินที่ตนถืออยู่ และอยากแลกเงินเป็นสิ่งของให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งผลักดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

​อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันซึ่งเศรษฐกิจของประเทศต่างๆมีความเชื่อมโยงกันมาก การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศหนึ่ง อาจไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นในประเทศนั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น เช่น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของสหรัฐอเมริกา ที่มีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่มีเงินทุนไหลออกสู่ประเทศต่างๆในปริมาณมาก โดยเงินเฟ้อในสหรัฐไม่สูงขึ้น แต่กลับไปสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศอื่นๆ นักเศรษฐศาสตร์บางคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าสหรัฐอเมริกามีการส่งออกเงินเฟ้อสู่ประเทศต่างๆทั่วโลก

2.ทำไมเราจึงต้องให้ความสนใจต่อปัญหาเงินเฟ้อ?

​การควบคุมภาวะเงินเฟ้อถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งในการบริหารเศรษฐกิจ สิ่งน่ากังวลของปัญหาเงินเฟ้อคือ เงินเฟ้อเมื่อมีการก่อตัวขึ้นแล้วมักจะควบคุมได้ยาก และหากเงินเฟ้อมีความรุนแรงมากก็จะทำให้เกิดปัญหาทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองต่างๆตามมา ความไม่สงบในประเทศตะวันออกกลาง เช่น อียิปต์และเยเมน ในหลายปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนไม่พอใจในราคาอาหารที่แพงขึ้นมาก

​เหตุที่มีความจำเป็นต้องควบคุมภาวะเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลาม คือ

​ก) เงินเฟ้อมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เนื่องจากรายได้ที่เป็นตัวเงินเท่าเดิมซื้อสินค้าและบริการได้ในปริมาณน้อยลง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนมีรายได้ที่แท้จริงลดลง ผู้ที่ประสบความเดือดร้อนมากคือ ผู้มีรายได้ต่ำที่ไม่สามารถปรับรายได้ให้สูงขึ้นตามราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดยเฉพาะในค่าใช้จ่ายค่าอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนสูงในการครองชีพ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการหรือผู้ที่ต้องพึ่งเงินออมหรือเงินบำนาญ ก็ต้องประสบกับความยากลำบากมากเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ปัญหา “ของแพง” จึงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ต้องเร่งแก้ไข

​ข) มาตรการควบคุมเงินเฟ้อแต่ละอย่างล้วนส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น เพื่อให้เกิดการชะลอตัวในการลงทุนและการบริโภค ก็ย่อมส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยตลาด ทำให้ผู้ที่จะลงทุนหรือผู้บริโภคต้องรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การควบคุมราคาสินค้าก็จะทำให้ผู้ผลิตได้รับผลกระทบ เพราะแม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ก็ไม่สามารถขายสินค้าในราคาแพงขึ้นได้

​ค) ปัญหาการคาดคะเน การคาดคะเนเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำและมีส่วนซ้ำเติมให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เมื่อต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ผู้ผลิตย่อมต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ถ้าทางการควบคุมราคาสินค้าในระดับที่ต่ำกว่าต้นทุน ผู้ผลิตก็ต้องประสบการขาดทุน จึงต้องลดการผลิตหรืออาจถึงกับเลิกผลิตสินค้านั้นไปเลย และถ้าเขาคาดคะเนว่าราคาสินค้าจะขยับตัวสูงขึ้นในอนาคต เขาก็จะกักตุนสินค้าไม่นำออกสู่ตลาดโดยเก็บไว้ขายในเวลาที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและผลักดันให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นไปอีก

​ส่วนผู้บริโภค เช่น กลุ่มแรงงาน เมื่อประสบกับภาวะราคาสินค้าแพง ก็จะเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าจ้าง ผู้บริโภคเมื่อคาดว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้น ก็จะรีบแย่งกันซื้อสินค้าทำให้เกิดอุปสงค์เทียม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนเพิ่มความรุนแรงของเงินเฟ้อให้สูงขึ้นไปอีก

​สิ่งที่ผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศเกรงกลัวอย่างหนึ่งคือ การเกิดวงจรหรือวงกตเงินเฟ้อ (Inflationary Spiral) ที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ เมื่อต้นทุนสูงขึ้นราคาสินค้าก็ต้องขายแพงขึ้น และเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น คนทำงานก็จะเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าจ้าง เมื่อราคาสินค้าและวัตถุดิบแพงขึ้นคนก็จะกักตุน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาสินค้าต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีความรุนแรงมาก ปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงมากในขนาดหลายร้อยหลายพันหรือหลายหมื่นเปอร์เซ็นต่อปี ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตในหลายประเทศ

​ง) เงินเฟ้อที่รุนแรง ย่อมบั่นทอนพื้นฐานทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ประชาชนและธุรกิจต่างๆจะไม่มีแรงจูงใจในการออม การลงทุนหยุดชะงัก ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดน้อยลง เพราะสินค้าที่ผลิตได้มีต้นทุนและราคาสูงแข่งกับสินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลขาดแคลนงบประมาณในการบริหารประเทศ และหากรัฐบาลเพิ่มปริมาณเงินเพื่อใช้จ่าย ก็จะกระหน่ำซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้นไปอีก จนอาจทำให้ค่าของเงินตกต่ำลงจนมีธนบัตรเหมือนมีเศษกระดาษอยู่ในมือ ทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเกิดความหายนะไปทั่ว

3.นโยบายการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

​ภาวะเงินเฟ้อถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างหนึ่ง นโยบายการแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้นเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคทางด้านนโยบายการเงินและการคลัง แต่ก็อาจเสริมด้วยมาตรการทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเงินเฟ้อนั้นจำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากปัจจัยทางด้านอุปสงค์หรืออุปทาน เป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากช็อคอย่างฉับพลันทางด้านอุปทาน (supply shock) และจะบรรเทาลงเมื่อเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อนั้นผ่านพ้นไป หรือเป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ในอดีตภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในบางประเทศเกิดจากการอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับสูง หรือมีการใช้จ่ายที่เกินตัวของรัฐบาลซึ่งทำให้มีการขาดดุลในงบประมาณในระดับสูงมาก ในประเทศที่ประสบปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงเรามักจะพบว่า รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไม่ยั้งมือ บางครั้งถึงกับมีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในอัตราสูง

​นโยบายการเงินและการคลังที่ใช้กันเพื่อสกัดเงินเฟ้อมักเป็นนโยบายที่มีขึ้นเพื่อให้มีการลดการใช้จ่ายในภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหรือการเข้มงวดกวดขันในการกู้ยืม เพื่อไม่ให้มีการลงทุนหรือการบริโภคในระดับที่สูงเกินไป ซึ่งเป็นแนวทางนโยบายทางการเงินที่รัดตัว ทางด้านนโยบายการคลังก็เป็นไปในทางการเพิ่มรายได้ เช่น การเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น หรือการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐบาล แต่การใช้นโยบายการเงินหรือการคลัง ถ้าทำในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาก็จะสร้างปัญหาทำให้เศรษฐกิจตกต่ำมากขึ้น

​ทางด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ก็มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง เช่น เมื่อสินค้าเกิดขาดแคลน มีราคาสูงขึ้น รัฐบาลก็อาจใช้นโยบายชะลอการส่งออกในสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ หรืออาจมีการส่งเสริมให้มีการนำเข้าสินค้าที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน ส่วนในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น ถ้าค่าเงินของประเทศสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศเมื่อคิดเป็นเงินในประเทศแล้วจะมีราคาที่ถูกลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

​มาตรการอย่างหนึ่งที่มีการใช้กันในเวลาที่สินค้ามีราคาแพงคือ การควบคุมราคาโดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน แต่การควบคุมราคาเป็นมาตรการที่ไม่สู้มีประสิทธิภาพในการลดภาวะเงินเฟ้อ ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาการเก็งกำไรและกักตุนสินค้า ทำให้สินค้าที่จำเป็นเกิดการขาดแคลนยิ่งขึ้น กล่าวคือ เมื่อทางรัฐบาลควบคุมสินค้าให้ขายในราคาต่ำกว่าต้นทุน ผู้ผลิตก็ไม่ยินดีที่จะขายสินค้านั้นและจะใช้วิธีการต่างๆในการหลีกเลี่ยงการควบคุม เมื่อสินค้าเกิดขาดแคลนแม้ราคาจะถูกควบคุมอยู่ ผู้บริโภคจำนวนมากก็จะไม่สามารถซื้อสินค้าในราคาที่ควบคุมได้ สำหรับสินค้าที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในการผลิต เมื่อผู้ผลิตสินค้าลดหรือเลิกผลิต ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตวัตถุดิบ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่วัตถุดิบขายได้ในราคาต่ำ แต่สินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบนั้นกลับมีการขายในราคาสูง หรือถ้ารัฐบาลพยายามพยุงราคาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบให้สูงขึ้น แต่กลับไปควบคุมราคาสินค้าอุตสาหกรรมที่ใชวัตถุดิบนั้นในการผลิตให้อยู่ในราคาต่ำ ก็จะสร้างความไม่สมดุลในราคาวัตถุดิบกับราคาสินค้าอุตสาหกรรมขึ้น และผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอาจลดการผลิตลง

​จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ามาตรการต่างๆที่มีส่วนช่วยในการบรรเทาภาวะเงินเฟ้อนั้นล้วนมีข้อจำกัด และมาตรการควบคุมเงินเฟ้อในลักษณะที่ฝืนกลไกตลาดจะทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา นอกจากนี้หากเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยทางด้านอุปสงค์ในยามที่เศรษฐกิจมีความร้อนแรง ประชาชนมีความต้องการในสินค้าและบริการสูง การใช้นโยบายทางเศรษฐกิจรัดตัวอาจช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อได้ แต่หากเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยทางด้านอุปทานหรือปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นโยบายมหภาคแบบรัดตัวก็จะมีผลในการสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อน้อย

​ในระยะยาว การส่งเสริมการเพิ่มผลผลิต การสร้างประสิทธิภาพให้สูงขึ้น การลดต้นทุนให้ต่ำลง โดยทำให้มีการผลิตสินค้าและบริการที่ประชาชนใช้ในการบริโภคได้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม ประกอบกับการมีวินัยทางการเงินและการคลัง จะเป็นแนวทางสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กล่าวกันว่า เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแล้ว ประเทศในละตินอเมริกามักมีเงินเฟ้อในระดับที่สูงกว่า ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศในเอเชียมีการใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบระมัดระวัง โดยพยายามไม่ใช้จ่ายเกินตัว นอกจากนี้ ประชาชนมีระดับการออมและการลงทุนสูง มีการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจต่างๆจึงทำให้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูง

​ส่วนประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศ กลับทำในสิ่งตรงข้ามคือ มีการใช้จ่ายเกินตัว และมีการคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศระดับสูง ทำให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังขาดวินัยทางการเงินและการคลัง จึงมีปัญหาเงินเฟ้อในระดับที่สูงกว่า

4.นโยบายการแก้ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศไทย

​หากพิจารณาปัจจัยที่มีส่วนในการสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศไทยจะพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางด้านอุปทาน เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอาหารในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง การลดลงของผลิตผลทางการเกษตรที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ฯลฯ ส่วนปัจจัยทางด้านอุปสงค์ก็มีอยู่บ้าง เช่น ความต้องการบริโภคและการลงทุนที่สูงขึ้นหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นปัจจัยทางด้านอุปทานที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล

​เนื่องจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่เป็นปัจจัยทางอุปทาน ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จึงมีนักเศรษฐศาสตร์การเงินบางคนที่คัดค้านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะคิดว่านโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งยังอาจมีผลทำให้การลงทุนและการบริโภคลดน้อยลง จนทำให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจได้

ในช่วงที่มีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยมาก นักเศรษฐศาสตร์บางคนถึงกับแนะนำว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับประเทศอื่นๆให้น้อยลง เพื่อสกัดการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่มีผลทำให้เงินบาทมีค่าแข็งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆแล้ว การทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะที่เกิดภาวะเงินเฟ้อน่าจะเป็นสิ่งที่มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลหลายประการคือ

ก) หากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะทยอยปรับขึ้นมาบ้าง ครั้งละ 0.25 % ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนและการบริโภคมากนัก สำหรับนักธุรกิจที่ต้องการจะลงทุน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจไม่มีผลต่อการลดการลงทุน หากเขามีการใช้กำลังการผลิตเต็มที่แล้วและจำเป็นต้องเพิ่มทุน และถ้าอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนักซึ่งเขาคาดว่าอาจจะขยับตัวสูงขึ้นไปอีกในอนาคต เขาก็จะไม่ชะลอการลงทุน

ข) การมีอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำหรือมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (อัตราดอกเบี้ยตลาดเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ) ติดลบเป็นเวลานานจะไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เพราะประชาชนขาดแรงจูงใจในการออมและอาจมีการบริโภคมากขึ้น

ค) การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง เพราะนักธุรกิจและประชาชนมองเห็นว่ารัฐบาลจะมีการใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อการสกัดเงินเฟ้อ

ง) การลดอัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะมีผลสกัดกั้นการไหลเข้าของเงินทุนได้มากนัก โดยเฉพาะเงินทุนที่ไหลเข้ามาเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทในอนาคต เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 จะต้องใช้เวลานาน 1 ปี แต่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นร้อยละ 1 ในเวลาอันสั้นได้

​ทางด้านนโยบายการคลัง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นโยบายการคลังที่รัดตัวมักไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการสกัดเงินเฟ้อ เพียงแต่มีการใช้มาตรการต่างๆในทางการลดค่าครองชีพของประชาชน เช่น การตรึงราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซล การช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยในเรื่องค่ารถ ค่าน้ำและค่าไฟ มาตรการเหล่านี้มีส่วนทำให้รายรับสุทธิที่จะเข้าสู่ภาครัฐลดลง แต่รัฐบาลก็ให้เหตุผลว่า หากปล่อยให้ราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ราคาสินค้าอื่นๆและค่าขนส่งจะเขยิบตัวสูงขึ้น นอกจากนั้นจำนวนเงินที่ช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภคต่อผู้มีรายได้น้อยก็มีไม่มาก จึงมีผลกระทบต่อฐานการคลังภาครัฐไม่มากนัก

​ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์มีการใช้มาตรการต่างๆในการควบคุมราคาสินค้าเพื่อสกัดไม่ให้มีการขึ้นราคา หรือเพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูก เช่น กำหนดราคาขั้นสูงโดยไม่ให้ขายเกินราคานี้ ขอความร่วมมือจากผู้ผลิตไม่ให้มีการขายสินค้าในราคาสูงขึ้นแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น มีโครงการ “ธงฟ้า” เพื่อขายสินค้าในราคาถูกตามสถานที่ต่างๆ มาตรการควบคุมราคานี้มีผลต่อการสกัดกั้นการขึ้นราคาสินค้าและช่วยเหลือประชาชนซื้อสินค้าราคาถูกได้ไม่มากนัก แต่การประโคมข่าวว่าสินค้าจะเกิดการขาดแคลนและอาจมีการปรับราคาขึ้นในอนาคต อาจมีส่วนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตกใจพากันไปซื้อสินค้ามาเก็บไว้ ส่วนผู้ผลิตก็จะรีรอในการนำสินค้าออกสู่ตลาด โดยรอจังหวะให้มีการปรับขึ้นราคา ส่วนทางการก็ต้อง่วุ่นอยู่กับการออกตรวจสอบราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตและการเก็บสต๊อกสินค้า เพื่อป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร

5.ตัวอย่างเรื่องน้ำมันปาล์ม

​ตัวอย่างการควบคุมสินค้ามิให้มีราคาแพงที่มีการกล่าวขวัญกันมากคือ กรณีราคาน้ำมันปาล์มในปี ค.ศ. 2010 แม้ราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอื่นมากนัก แต่ในช่วงเวลานั้นสินค้าอื่นๆก็มีราคาสูงขึ้น เรื่องปัญหาเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมากในช่วงนั้น รัฐบาลจึงเข้าแทรกแซง โดยหวังว่าจะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มถูกลง ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการขึ้นราคาน้ำมันปาล์มเป็นบทเรียนของการควบคุมราคาสินค้าของรัฐบาล

​ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2010 สต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศลดลงไปมาก รัฐบาลให้เหตุผลว่า จากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยมีฝนแล้งในช่วงต้นปีและน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2010 ทำให้ปาล์มออกสู่ตลาดน้อยลง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ปริมาณผลผลิตปาล์มในปี 2010 มีอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าปีก่อนหน้า แต่ปรากฏว่าในช่วงปลายปี 2010 ถึงต้นปี 2011 กลับเกิดการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในประเทศ สาเหตุการขาดแคลนน้ำมันปาล์มนั้นมีอยู่หลายประการ แต่ที่สำคัญคือ การบริหารที่ผิดพลาด แม้บางคนจะกล่าวว่าการใช้ปาล์มน้ำมันมาผลิตไบโอดีเซลในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นมีส่วนทำให้สต๊อกปาล์มดิบในประเทศลดลง แต่เมื่อมีการวิเคราะห์โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆแล้วจะพบว่า การควบคุมราคาน้ำมันปาล์มของกระทรวงพาณิชย์นั้น มีส่วนสำคัญต่อการขาดแคลนน้ำมันปาล์ม

​จากสถิติที่รวบรวมโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่าในปี 2010 ประเทศไทยมีการส่งออกน้ำมันปาล์มในปริมาณที่สูงกว่าปีก่อนหน้านั้น (ปี 2009) มาก โดยมีการส่งออกถึง 2.23 แสนตัน แม้ในช่วงที่มีการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในประเทศก็มีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มพยายามขออนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ให้มีการปรับขึ้นราคา แต่ไม่ได้รับการอนุมัติจึงหันไปส่งออกเพราะได้ราคาที่ดีกว่า

​ต่อมาแม้มีการอนุมัติให้ขึ้นราคาขายปลีกจากลิตรละ 38 บาทเป็น 47 บาท แต่การคาดคะเนว่าจะมีการปรับขึ้นราคา ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้ามีการกักตุนสินค้าไม่นำออกสู่ตลาดเพื่อรอราคาใหม่ นอกจากนั้นในการควบคุมราคากระทรวงพาณิชย์มุ่งเฉพาะควบคุมราคาขายปลีกเป็นสำคัญ โดยละเลยการควบคุมราคาที่โรงกลั่นและไม่ได้ตรวจสอบว่าทางโรงงานมีการส่งสินค้าให้ผู้ค้าเต็มจำนวนที่กำหนดไว้หรือไม่ตั้งแต่แรก ในส่วนผู้บริโภคเมื่อมีการประโคมข่าวว่าจะมีการขาดแคลนน้ำมันปาล์ม และมีการจำกัดการซื้อไม่ให้ซื้อเกินครั้งละ 2 ขวด จึงมีการเวียนเทียนกันมาซื้อ เพื่อป้องกันการขาดแคลนในอนาคต ซึ่งมีผลต่อการทำให้มีการขาดแคลนสินค้าที่รุนแรงขึ้น

​โดยทั่วไปการเลือกที่จะตรึงราคาสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค แนวทางหนึ่งที่ทำได้คือ ลดการส่งออกและส่งเสริมการนำเข้า สิ่งนี้รัฐบาลก็ทำแต่ก็ทำด้วยความล่าช้า กล่าวคือ จนถึงเดือนมกราคมปี 2011 รัฐบาลจึงตัดสินใจอนุมัติให้มีการนำเข้าปาล์มดิบ 30,000 ตัน เพื่อนำมากลั่นในประเทศ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์จึงมีการอนุมัติให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มแยกไขเพิ่มขึ้น 120,000 ตัน ภายในเดือนมีนาคมปี 2011 โดยมีการพิจารณานำเข้าเป็นงวดๆ หากมีการผลิตในประเทศที่เพียงพอแล้วก็จะไม่นำเข้าอีก เมื่อนำเข้าแล้วจะให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) จัดสรรให้แก่ผู้ผลิต นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบสต๊อกสินค้าและปริมาณการผลิตของโรงงานต่างๆ และเนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มสูงกว่าราคาควบคุม รัฐบาลจึงจ่ายค่าชดเชยให้ที่โรงกลั่นในอัตราที่สอดคล้องกับต้นทุน

​บทเรียนการจัดการในเรื่องน้ำมันปาล์มมีอยู่ว่า

ก) การควบคุมราคาสินค้าและการประกาศล่วงหน้าว่าสินค้านั้นจะมีการอนุมัติให้ขึ้นราคา โดยไม่มีมาตรการรองรับย่อมทำให้มีการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร และทำให้ประชาชนเกิดความแตกตื่นจึงแห่กันไปซื้อสินค้า จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถซื้อสินค้าในราคาควบคุม

ข) แม้ปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากปัจจัยทางด้านอุปทาน แต่ประเทศไทยในฐานะผู้ที่เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกในสินค้าเกษตรหลายอย่าง ก็มีความสามารถที่จะควบคุมราคาสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศหรือที่ต้องใช้วัตถุดิบที่เรามีอยู่ในการผลิต หากเราเลือกที่จะขายสินค้าในประเทศในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก เราก็สามารถชะลอหรือจำกัดปริมาณการส่งออกได้ เพื่อให้สินค้านั้นมีเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศหรือในในสินค้าบางอย่างที่เราผลิตได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค เราก็สามารถเพิ่มการนำเข้าในสินค้านั้นได้เช่นกัน

ค) กระทรวงพาณิชย์มีความหวังดีต่อประชาชนที่จะตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพให้อยู่ในระดับต่ำ แต่การจัดการของกระทรวงฯกลับมีส่วนทำให้สินค้าที่ควบคุมราคาขาดตลาด เช่นมีสินค้าบางรายการที่ทางกระทรวงฯได้ขอความร่วมมือกับผู้ผลิตไว้ไม่ให้ขึ้นราคาเป็นเวลาหลายเดือน และจะมีการพิจารณาเพื่ออนุมัติให้มีการปรับราคาหลังจากนั้น โดยจะมีการศึกษาต้นทุนในรายละเอียด การจัดการในลักษณะนี้แม้จะสามารถทำให้ราคาสินค้าที่จำเป็นแก่การครองชีพของประชาชนไม่ให้มีการปรับสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาสินค้าราคาแพง ทั้งยังสร้างภาระแก่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯในการตรวจเช็คสต๊อกสินค้า ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนเป็นรายสินค้าและคอยตรวจสอบว่าสินค้านั้นมีการขายเกินราคาที่ได้อนุมัติหรือไม่ เมื่อกระทรวงฯไม่อนุมัติให้ผู้ผลิตขึ้นราคาสินค้าตามที่เขาเรียกร้อง โดยเห็นว่าตัวเลขต้นทุนที่เสนอมานั้นยังสูงเกินไป และแม้ต้นทุนจะสูงกว่าราคาควบคุมที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น แต่ก็อนุมัติให้ขึ้นราคาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องได้รับความเดือดร้อน หากเป็นเช่นนั้นปัญหาการขาดแคลนสินค้าในลักษณะของน้ำมันปาล์มก็อาจเกิดขึ้นได้

ง) ในสินค้าที่มีการใช้ในประเทศและส่งออก การเลือกที่จะขายสินค้านั้นในประเทศในราคาต่ำกว่าราคาที่ส่งออกขายในตลาดโลก จำเป็นต้องพยายามทำให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ การจำกัดการส่งออก การป้องกันไม่ให้มีการลักลอบการส่งออกจึงมีความจำเป็น เช่นเดียวกันในสินค้าที่มีการนำเข้าให้มีเพียงพอแก่การบริโภค ก็ต้องมีการตรวจสอบในขั้นตอนต่างๆของการกระจายสินค้าในระดับต่างๆอย่างถี่ถ้วน

​อย่างไรก็ตาม การควบคุมราคาสินค้าในลักษณะที่ฝืนกลไกตลาดนั้น เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการตรึงราคานั้นต้องมีการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการอุดหนุน

จ) การควบคุมราคาสินค้าให้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหรือให้มีราคาต่ำกว่าที่ซื้อขายกันในตลาดโลกนั้น ถือได้ว่าเป็นการสร้างความบิดเบือนในกลไกราคาอย่างหนึ่ง แต่หากทางการเลือกที่จะมีการควบคุมราคา ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสถิติข้อมูลของปริมาณอุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้นๆในแต่ละช่วงเวลาอย่างครบถ้วนและทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากสินค้าแต่ละชนิดมีลักษณะการบรรจุหีบห่อและมีรูปแบบที่หลากหลาย การควบคุมราคาจึงจำเป็นต้องครอบคลุมสินค้าชนิดนั้นที่ออกสู่ตลาดในรูปแบบต่างๆอย่างครบถ้วน นอกจากนั้นสินค้าอุตสาหกรรมชนิดต่างๆมีขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน การควบคุมราคาจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่มูลค่าสินค้า

​การมีข้อมูลสถิติการผลิตและการใช้ในแต่ละช่วงเวลาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มจะไม่เกิดขึ้นหากกระทรวงพาณิชย์มีสถิติการผลิตและการบริโภคที่ชัดเจน และมีมาตรการป้องกันการขาดแคลนตั้งแต่ต้น เช่น ลดการส่งออกและเพิ่มการนำเข้า แทนที่จะไปควบคุมราคาสินค้า ถ้าทำเช่นนั้นแล้วภาวะการขาดแคลนน้ำมันปาล์มก็จะไม่เกิดขึ้นเลย

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *