INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รหัสยะนัยแบบลัทธิซูฟี :ว่าด้วยเรื่องมนุษย์ ความรัก และพระเจ้า ตอนที่ 3

 

รหัสยะนัยแบบลัทธิซูฟี :ว่าด้วยเรื่องมนุษย์ ความรัก และพระเจ้า ตอนที่ 3

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา  วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

 

มุมมอง อิบนุ อะรอบี ต่อเรื่องมนุษย์ ความรัก และพระเจ้า

บรรดานักอาริฟหรือนักรัหสยนิยมได้มีจุดยืนต่อแนวทางและการบรรลุถึงมนุษย์ผู้สมบูรณ์(อินซาน อัลกามิล)ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และยังถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางของมนุษย์ที่จะไปให้ถึง ถึงแม้ว่านักวิชาได้อรรถาธิบายว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีหลายระดับอยู่ก็ตามที ดังนั้นความจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนต่างๆที่แน่นอนและเป็นรูปแบบของเหล่าซูฟีชน เพื่อจะบรรลุถึงตำแหน่งทางจิตวิญญาณที่สูงส่งนั้น หากปราศจากผ่านขั้นตอนต่างๆที่แน่นอนจนกว่าจะบรรลุถึงตำแหน่งทางจิตวิญญาณที่สูงส่ง และบรรดานักซูฟีกล่าวว่าหากปราศจากการผ่านขั้นตอนต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุสู่ความเป็นอาริฟหรือบรรลุผู้ประจักษ์แจ้งแห่งพระผู้เป็นเจ้า

ศาสตร์ด้านรหัสยะนัยนิยมและความรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้านั้นมีลักษณะร่วมกันแต่ละอย่างของมันมีลักษณะที่แตกต่างเด่นชัดจากกันและกัน ลักษณะที่ทั้งสองร่วมกันก็คือวิถีทางที่มีจุดมุ่งหมายที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับพระอัลลอฮ์แม้ว่า พื้นฐานวัตถุประสงค์ของวิชาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าจะต้องรับความรู้เกี่ยวกับจักรวาล แต่ในวิถีทางของมันเองนั้นมันมุ่งไปที่การได้รับความรู้ของอัลลอฮด้วยเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นจุดหมายของมันทั้งหมดก็ตาม

ในด้านตรงกันข้ามกับบรรดานักซูฟี ถือว่า ความรู้เกี่ยวกับพระอัลลอฮ์คือ ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการพวกเขาเชื่อว่า ในท่ามกลางแสงสว่างแห่งความรู้ของพระเจ้า จากมุมของความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวนั้นพวกเขารับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในด้านที่แท้จริงของมัน หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งตามความคิดของพวกเขานั้นก็คือว่า การรับรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างอื่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับความรู้เกี่ยวกับอัลลอฮทั้งสิ้น และความแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง ระหว่างความรู้ที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าและการประจักษ์แจ้งในพระเจ้านั้นก็คือว่า ผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องพระเจ้า หรือ นักปรัชญาแสวงหาความรู้ทางด้านปัญญา และสมองซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับความรู้อย่างเช่นที่นักคณิตศาสตร์ได้รับโดยผ่านการพิจารณาในด้านปัญหาคณิตศาสตร์ แต่ความรู้ซึ่งบรรดานักซูฟีผู้แสวงหานั้นวางอยู่บนประสบการณ์ภายในและตัวตนของเขาเองเกิดจากการจาริกประพบเจอเองจากจิตวิญญาณด้านในเท่านั้น ตลอดทั้งความรู้สึกภายในของเขา และการสังเกตต่างๆที่อาจจะเทียบได้กับความรู้ที่นักวิจัยได้รับในห้องทดลองของเขา นักปรัชญาแสวงหาสิ่งที่อาจจะเป็นความรู้ที่แน่นอน และกำหนดเฉพาะลงไป แต่นักรหัสยะนัยนิยมแสวงหาความรู้ที่แท้จริงและสมบูรณ์แบบของจิตและมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก

ความแตกต่างก็คือว่า นักปรัชญาใช้หลักการให้เหตุผล การเสนอข้อโต้แย้งเชิงเหตุผลในขณะที่รหัสยะนัยนิยม ได้รับความรู้โดยการชำระขัดเกลาจิตวิญญาณของเขา ให้บริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลงตัวตนของเขา นักปรัชญาต้องการศึกษาจักรวาลนี้โดยใช้หลักตรรกวิทยาของเขา ในขณะที่รหัสยะนัยนิยมนั้นเร่งเร้าชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมดของเขาให้ถึงซึ่งสัจธรรมและต้องการที่จะสูญสิ้นไปจากตัวตนของเขาโดยเข้าร่วมกับความจริงสูงสุดแห่งจิตวิญญาณ เหมือนอย่างหยดน้ำฝนที่หายลับเข้าปสู่สายธารรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่แยกส่วนว่าเป็นของสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้อะไรทำนองนั้น แต่นักปรัชญาถือว่า ความเข้าใจสัจธรรมเป็นความสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่มนุษย์คาดหวังที่จะเข้าถึงที่เป็นไปได้ด้วยหลักปรัชญาผ่านการมโนภาพและจินตภาพทางปัญญาแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นสารัตถะแห่งปรัชญา แต่ในสายตาของนักรหัสยะนิยมนั้นความสมบูรณ์ของมนุษย์จะต้องได้รับโดยการเข้าสู่สัจธรรมแห่งพระเจ้าเท่านั้นเป็นจิตพิสุทธิ์ เป็นรักบริสุทธิ์ที่ไร้การคำนวณ ปราศจากการต่อรองหรือความคาดหวังใดๆ

บรรดาอาริฟชน ยอมรับการเข้าสู่สัจธรรมเป็นภาวะที่สมบูรณ์ไม่ใช่การรู้และการเข้าใจด้วยตัวอักษร แต่เขาถือว่ามันจำเป็นที่จะต้องผ่านขั้นตอนและตำแหน่งทางจิตวิญญาณหลายระดับเพื่อที่จะถึงเป้าหมาย และได้รับตำแหน่งผู้ประจักษ์แจ้งแห่งพระเจ้าอย่างแท้จริงการผ่านขั้นตอนต่างๆในระดับทางจิตวิญญาณเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า “การเดินทางด้านจิตวิญญาณ หรือการจาริกทางจิตวิญญาณ”

 

 

อิบนุ อะรอบี คือใคร?

มุญุดดีน  หรือที่รู้จักกันในนามว่า “อิบนุ อะรอบี “เป็นนักซูฟีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอิสลามเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์หรัสยะนัยนิยมอิสลามภาคทฤษฎีที่งดงามที่สุดถึงกับถูกยกย่องว่าเป็น”บิดาแห่งหรัสยะนัย”อิสลามเลยทีเดียว อย่างไม่ต้องสงสัยไม่เคยมีอาริฟผู้ใดในอิสลามที่ได้เคยบรรลุถึงตำแหน่งเขาไม่ต้องสงสัย ไม่เคยมีอาริฟผู้ใดในอิสลามที่ได้เคยบรรลุถึงตำแหน่งซึ่งเขาได้ครอบครองอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงถูกขนานนามว่า อัล-เชคุอักบัร-ครูผู้ยิ่งใหญ่-

มุญุดดีน อิบนิ อัล-อะรอบี  ชื่อเต็มๆของเขาคือ อะบูบักร์ มุฮัมมัด บิน อะลี บิน มุฮัมมัด บิน อะหมัด บิน อับดุลลอฮ์ อัฎฎออี อัลฮาติมี ป็นผู้สืบเชื้อสายมาจาก ฮาติมีพื้นเพเดิมเขาเป็นคนชาวเมืองอันดาลุส(สเปนปัจจุบัน) แต่เขาได้ใช้ชีวิตส่วนมากในนครมักกะห์และประเทศซีเรียเขาเป็นลูกศิษย์ของเชค อะบู มัดยาน มัฆริบี ซึ่งเป็นซูฟีในศตวรรษที่6สายสัมพันธ์ของบรรดาครูทางจิตวิญาญณของเขาสามารถนับสืบไปถึงเชคอับดุลฆอดีร อัลจิลานี (เจ้าสำนักซูฟีกอดีรียะฮฺ โด่งดังในอิรัก)

มุญุดดีน อิบนิ อะรอบี ผู้มาปฎิรูปให้วิทยาการด้านรหัสยะนิยมอิสลามเกิดความสมบูรณ์แบบและทำให้นักซูฟียุคต่อมาหันมาศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติอย่างมีระบบยิ่งขึ้น อิบนุ อะรอบีได้กำหนดเป้าหมายใหม่สำหรับนักซูฟีชนและได้วางพื้นฐานในด้านวิชาการด้านตะซัววุฟไว้อย่างน่าสนใจมากพร้อมกับแฝงปรัชญารหัสยนิยมอิสลามที่ทันสมัยให้แก่นักซูฟีทั้งหลาย เพื่อการเข้าถึงภาวะการจาริกทางจิตวิญญาณและสามารถอธิบายต่อปรากฏการณ์และประสบการณ์ทางในได้อย่างมีเหตุมีผล

อิบนุ อะรอบีเป็นวะลียุลลอฮฺ หรือเรียกว่านักบุญแห่งอิสลาม เป็นผู้สมบูรณ์แบบซึ่งได้รับความโปรดปรานจากพระอัลลอฮ์เป็นพิเศษในขณะที่คนบางคนลดระดับเขาลงมาอย่างมากจนถึงกับกล่าวว่า เขาเป็นผู้ปฏิเสธคนหนึ่ง-กาฟิร-และได้ใส่ร้ายเขาอย่างรุนแรงทีเดียวซึ่งทำให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด นักปรัชญามุสลิม อย่างมุลลาศ็อดร์เจ้าสำนักปรัชญาปรีชญาญาณสูงส่ง สังกัดลัทธิชีอะฮฺ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ต่ออิบนุอะรอบี และมุลลาศ็อดรอถือว่าความคิดของอิบนิอะรอบีอยู่ในฐานะสูงส่งยิ่งกว่า อะบูอะลี สินา หรืออัลฟะรอบีเสียอีก  และบางคลกล่าวว่า โลกปรัชญาที่เรายกย่อง อิบนุ สีนา ในโลกหรัสยวิทยา เรายกย่อง อิบนุ อะรอบี คือเบอร์หนึ่ง

หนังสือแต่งโดยอิบนิอะรอบีนั้นมีมากกว่า200เล่มและเกือบทั้งหมดของหนังสือเหล่านั้นต้นฉบับยังมีอยู่ได้รับการตีพิมพ์จำนวนของหนังสือที่จัดพิมพ์ออกมาแล้วประมาณ30ที่นับว่าสำคัญที่สุดคือ เรื่อง อัล-ฟุตุฮัต อัล-มักกียะห์ ซึ่งเป็นหนังสือขนาดใหญ่ซึ่งตามความจริงแล้วก็คือ สารานุรม-เอ็นไซโคลปิเดีย-ที่ว่าด้วยเรื่อง ตะเศาะวู๊ฟหรืออิรฟานนั่นเอง

อีกเล่มหนึ่งของเขาคือ ฟุซูซุลหิกัม นับว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าและสำคัญอย่างมาก แม้ว่าขนาดเล็กก็ตาม หนังสือเล่มนี้ยากต่อความเข้าใจฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงมีคำอรรยาธิบายมากมายเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ที่มีผู้เขียนอรรถาธิบายเอาไว้หลายคน และกล่าวกันว่า บางทีจะมีบุคคลไม่มากไปกว่าสองหรือสามคน ที่สามารถเข้าใจเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้

อิบนุ อะรอบี เป็นนักแสวงหาความจริงและเขาได้เดินทางไปหลายประเทศ จนในที่สุดได้ไปจบชีวิตใน ฮ.ศ.638 ในเมืองดามัสกัส ซึ่งสุสานของเขายังคงปรากฏอยู่และมีการบูรณะอย่างงดงาม และชาวซีเรียยังตั้งชื่อถนนหนึ่งที่ไปยังสุสานของเขาว่า ถนน อิบนุอะรอบี   และในโอกาสต่อไปคงจะนำอิทธิพลทางความคิดของอิบนุอะรอบีมากล่าวกันต่อชาวอาหรับและโลกซูฟีกันครับ

ว่ากันว่า อิบนุ อะรอบีขณะที่ได้อยู่ในเมืองกุรตะบะฮฺ ได้มีโอกาสพบกับ อิบนุ นุชด์ นักปรัชญามุสลิมชื่อดัง เขาได้นำปรัชญาอิสลามสู่สเปนและตะวันตก เป็นนักปรัชญาที่โต้ตอบอิมามฆอซซาลีได้อย่างเผ็ดดุ และเขายังได้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา ณ เมือง กุรตะบะฮ์อีกด้วย แต่ขณะนั้นว่ากันว่า อิบนุ อะรอบีอายุยังเยาว์วัย เป็นหนุ่มวัยรุ่นแต่มากด้วยความรู้ด้านรหัสยะนัยทีเดียว เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงและเป็นซูฟีหนุ่มที่โด่งดัง    อิบนุ รุชด์ได้ยินชื่อเสียงเขามานานแล้วและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพบเจอกับอิบนุ อะรอบีให้ได้สักครั้ง  และเมื่อทั้งสองได้พบเจอกัน สิ่งแรกที่อิบนุ อะรอบีกล่าวทักทายกับ อิบนุ รุชด์  คือคำว่า “ลา”  แปลว่า ไม่  และสักพักหนึ่ง เขากล่าวอีกคำว่า”นะอัม” แปลว่า ใช่  นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่าช่วงขณะที่ อิบนุ อะรอบีกล่าวคำว่า”ลา”  ซึ่งแปลว่า ไม่ นั้น ทำให้ อิบนุ รุชด์ถึงกับใบหน้าถอดสีเลียทีเดียว  แต่พอ อิบนิ อะรอบี กล่าวอีกคำว่า”นะอัม” แปลว่าใช่ ทำให้อิบนุ รุชด์ มีสีหน้าที่ดีขึ้น เห็นรอยยิ้ม และว่ากันว่าขณะนั้นอิบนุ อะรอบีเป็นหนุ่มมีเคลาเพียงเล็กน้อย ส่วนอิบนุ รุชด์ เป็นผู้ใหญ่เคลาขาว   จากการพบปะของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองนั้น ทำให้นักวิชาการด้านรหัสยะนัยต่างนำมาแกะรอยปริศนานั้นว่า เพียงสองคำของอิบนุ อะรอบีมีนัยยะอะไรอย่างไรถึงทำให้ อิบนุรุชด์ผู้โด่งดังท่านนั้นถึงกับถอดสีหน้า   นักวิชาการและนักอรรถาธิบายด้านหรัสยะนิยมอิสลามกล่าวว่า ความหมายของคำว่า”ลา” แปลว่า ไม่ ที่อิบนุ อะรอบีกล่าวเมื่อพบเจอกับอิบนุรุชด์ หมายถึง การใช้ทฤษฎีทางปรัชญาเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถไปถึงองค์สัมบูรณ์เจ้าแบบที่เห็นด้วยตาใจหรอก (ได้เพียงรู้จักพระองค์แค่นิยามเท่านั้น)  ส่วนคำว่า “นะอัม” แปลว่า ใช่  หมายถึงหนทางทางปรัชญา ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียเลย

นิโคลสัน นักบูรพาคดีชื่อดัง ได้ชื่นชมอิบนุอะรอบีอย่างมาก ถึงกับกล่าวว่าผลงานวิชาการของอิบนุอะรอบีคือคุณูปการอันสูงส่งต่อโลกซูฟี และเขาถือว่า อิบนุ อะรอบี เป็นบิดาแห่งศาสตร์รหัสยนิยมอิสลามและเป็นนักซูฟีอาหรับ   นิโคลสันกล่าวอีกว่า ยกเว้น เมาลานา รูมีแล้วที่ทรงอิทธิพลต่อโลกหรัสยนิยมไม่มีใคร นอกจาก มุญุดดีน อิบนุ อะรอบี

ในโลกอิสลามถือว่า อิบนุ อะรอบี เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ มีทั้งมิตรและศัตรู  มีพลังดึงดูดและพลังผลักใส  ถึงกับมีบางคนได้ให้ฉายาว่า”ชัยคุล อักบัร”บรมครูผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว และถูกจัดอยู่ในระดับ”มิตรแห่งพระเจ้า”หรือเรียกว่านักบุญ(เอาลิยาอุลลอฮฺ )และได้รับการยกย่องเกียรติในฐานะรองจากศาสดา  ถึงแม้ว่า จะมีประเด็นในเรื่อง”วะดะตุลวุยูด”ว่าด้วยเรื่องทฤษฎีความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างเอกภพกับพระเจ้า ที่เป็นข้อโต้แย้งอย่างหนักจากนักนิติศาสตร์อิสลามและนักเทววิทยาอยู่ก็ตามได้ต่อต้านอิบนุ อะรอบีอย่างรุนแรง  คือ กลุ่มนักนิติศาสตร์สายอนุรักษ์นิยม ถึงกับกล่าวว่า อิบนุอะรอบี เป็นผู้หลุดออกจากกรอบศาสนา เช่น อิบนุ ตัยมียะฮ์   บุรฮานุดดีน บะกออี   ได้เขียนหนังสือโต้ตอบ อิบนุ อะรอบีอย่างเผ็ดดุทีเดียว ว่าด้วยเรื่องทฤษฎีทางระหัสยนิยม

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *