สงครามการค้า สงครามโลก : ไทยจะทำอย่างไร

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สงครามการค้า สงครามโลก : ไทยจะทำอย่างไร
วันที่ 2 เมษายน ทรัมป์เรียกว่า “วันแห่งเสรีภาพ” LIBERTY DAY” แต่ชาวโลกอาจเรียกว่า “วันประกาศสงครามโลก” เพราะมันเป็นวันที่ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่มีอัตราสูงกับประเทศต่างๆ โดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าเป็นภาษีตอบโต้ ซึ่งในเวลากะทันหันและด้วยอัตราที่ปรับสูง เช่น ไทยจากที่เคยเสียโดยเฉลี่ยประมาณ 2% เป็น 37% ย่อมมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง
แต่ในมุมมองของสหรัฐฯ และผู้สนับสนุนที่เชื่อตามคำอธิบายของทรัมป์ต่างก็ปลื้มปิติกันทั่วหน้า เพราะทรัมป์ประกาศว่าประเทศทั้งหลายเอาเปรียบสหรัฐฯในด้านการค้ามาโดยตลอด เพราะสหรัฐฯขาดดุลประเทศต่างๆมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ชนิดของสินค้าที่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการในสหรัฐฯต้องการ
นอกจากนี้ทรัมป์ยังอธิบายว่าราคาสินค้านำเข้าจะไม่เพิ่มสูงขึ้น จากภาษีศุลกากรนี้ เพราะผู้ส่งออกจะยอมชดเชยหรือลดราคาสินค้าลงเพื่อให้ขายสินค้าในราคาเท่าเดิมในสหรัฐฯ พูดง่ายๆก็คือผู้ส่งออกจะยอมจ่ายภาษีแทนผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นได้ในสินค้าบางรายการ แต่โดยทั่วไปภาษีศุลกากรจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น
อนึ่งมันมีความขัดแย้งในด้านนโยบายของสหรัฐฯด้วยการที่สหรัฐฯ ใช้เงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักในการค้าขายทั่วโลก (KEY CURRENCY) แต่เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแพร่กระจายออกไปทั่วโลกได้ก็ต้องเกิดจากการขาดดุลการค้า หรือการส่งออกการลงทุนจำนวนมาก
อนึ่งการที่เงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักในการค้าการลงทุนในโลก ทำให้สหรัฐฯมีอำนาจควบคุมเศรษฐกิจการเงิน และการเมืองโลกในระดับหนึ่ง ผ่านองค์การระหว่างประเทศตามข้อตกลง BRETTON WOODS
นี่ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมจีนไม่ยอมให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักในการค้าโลก แต่พยายามส่งเสริมให้ใช้เงิน BRICS แทนเมื่อถึงเวลา
กลับมาดูผลกระทบจากแผนเศรษฐกิจของทรัมป์ เมื่อเงินดอลลาร์ขาดแคลนเพราะสหรัฐฯมีนโยบายจะขายมากกว่าซื้อ นั่นคือเปลี่ยนจากขาดดุลเป็นเกินดุล เงินก็จะไหลเข้าสหรัฐฯ ทำให้เงินดอลลาร์มีค่าสูงขึ้น ในขณะที่ค่าเงินประเทศอื่นๆตกต่ำ สินค้าออกสหรัฐฯก็จะแพงขึ้น สินค้าเข้าจะถูกลง แล้วสหรัฐฯจะทำอย่างไรต้องขึ้นภาษีศุลกากรอีกต่อไปหรือ แล้วมันจะจบตรงไหน
อนึ่งที่ผ่านมาเงินดอลลาร์ก็มิได้มีทองคำหนุนหลัง แต่ใช้พันธบัตรค้ำประกัน ซึ่งก็คือกระดาษค้ำกระดาษดอลลาร์ แล้วเอาไปซื้อสินค้าได้ทั่วโลก แล้วทรัมป์จะปรับเรื่องนี้ไหมคือเอาทองคำมาค้ำประกัน
อีกเรื่องที่ทรัมป์อธิบายเหตุผลว่าการขึ้นภาษีศุลกากรจะช่วยให้บริษัทสหรัฐฯที่ไปลงทุนต่างประเทศกลับเข้ามาลงทุนภายในประเทศและอาจรวมกับต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งจะทำให้คนอเมริกันมีงานทำมากขึ้น
เรื่องนี้มีความเป็นไปได้แต่จะต้องใช้เวลาหลายปี ด้วยการลงทุนนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาในหลายด้าน รวมทั้งความไม่แน่นอนและความชัดเจนของนโยบายทรัมป์ นอกจากนี้แรงงานในสหรัฐฯต้องใช้เวลาปรับตัวในเรื่อง Reskill หรือ Upskill เพราะฐานรากอุตสาหกรรมของสหรัฐฯเสื่อมโทรมลงมากแล้ว ด้วยโครงสร้างธุรกิจของสหรัฐฯเน้นไปที่ธุรกรรมการเงิน ธุรกิจของซิลิคอนวอลเล่ ธุรกิจบริการค้าส่ง และการค้าปลีก
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาคนทำงานในร้านอาหาร ในศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือ Wall Mart ไปทำงานในโรงงาน หรือไปทำเกษตรกรรม ที่กำลังขาดแคลนแรงงานเพราะทรัมป์เนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายออกไปเป็นจำนวนมาก
ในขณะที่สถานการณ์ทางการเงินของสหรัฐฯก็กำลังตึงเครียด เริ่มจากหนี้สาธารณะจำนวนมาก ประมาณ 36 ล้านล้านดอลลาร์ จ่ายดอกเบี้ยปีละ 8-9 แสนล้านดอลลาร์ และที่สำคัญจะมีพันธบัตรที่ครบกำหนดในเร็วๆนี้อีก 3 ล้านล้านดอลลาร์ จะทำการระดมทุนมาจ่ายได้อย่างไร เงินที่ทรัมป์คาดว่าจะเก็บจากภาษีศุลกากรจะพอหรือทันไหม อย่าลืมว่ามีหลายประเทศที่มีกำลังเศรษฐกิจเข้มแข็ง เช่น จีน ยุโรป แคนนาดา ก็พร้อมจะตอบโต้ทรัมป์
ยิ่งไปกว่านั้นตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ก็กำลังถอยลงอย่างรุนแรง ถึงไม่พังก็ทรุด ในขณะที่การค้าโลกจะหดตัว ทำให้เศรษฐกิจโลกหดตัว รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิด Recession เศรษฐกิจถดถอยพร้อมกับเกิดภาวะเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากร จนทำให้สหรัฐฯเผชิญกับภาวะ Stagflation ซึ่งแก้ไขได้ยากมากไม่ว่าจะใช้นโยบายการเงินโดยเฟด หรือนโยบายการคลังคือใช้จ่ายงบขาดดุลอีกจำนวนมาก หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นเป็นภาระรัฐบาลที่ทรัมป์ประกาศจะลดภาษีเงินได้
ทางออกของทรัมป์ตามแนวทางที่สหรัฐฯทำในอดีต คือ ยุค 1930 เศรษฐกิจตกตกครั้งใหญ่ จนสหรัฐฯต้องใช้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนเอง ครั้งนี้ทรัมป์อาจใช้วิธีเดียวกันนี้ เพื่อล้างหนี้ของสหรัฐฯ โดยอาจเริ่มต้นด้วยการโจมตีอิหร่าน และขยายสงครามในตะวันออกกลาง หรือยุโรปต่อไป โดยเบื้องต้นพยายามไม่ออกมาเผชิญหน้า สร้างสงครามให้ไกลตัวเอง การที่ทรัมป์อ้างว่าจะสร้างสันติภาพจึงดูขัดแย้ง โดยเฉพาะการเพิ่มงบทหารถึงกว่าล้านๆดอลล่าร์
ปัญหาของทรัมป์คืออาจเกิดจลาจลในสหรัฐฯเพื่อประท้วงทรัมป์ก่อนเกิดสงครามก็ได้ เพราะประชาชนทนกับภาวะเศรษฐกิจเงินเฟ้อและตกงานไม่ไหว จากความล้มเหลวในนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์
ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมีการวางแผนวางยุทธศาสตร์ในการรับมือกับภาวะสงครามและสงครามกายภาพที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่นานมานี้ โดยขอให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้
1.หาที่มาให้ได้ว่าสหรัฐฯ คิดภาษีศุลกากรเรา 37% มีที่มาหรือมีฐานคำนวณอย่างไร เพื่อวางแผนตั้งรับหรือเจรจาได้ถูก โดยเฉพาะหน้าขอยืดเวลาไปเตรียมตัวก่อน 3 เดือน
2.ต้องมีการวางแผนให้รอบคอบรัดกุม เพราะสหรัฐฯอาจมีข้อเรียกร้องอย่างอื่นที่มิใช่การค้า เช่น การขอตั้งฐานทัพ
นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าความเข้มข้นทางการค้านั่นคือ การพึ่งพาการค้าของไทยต่อสหรัฐฯ มีค่าประมาณ 3.11 ในขณะที่สหรัฐฯมีความเข้มข้นเพียง 1.47 ดังนั้นเราจึงมีน้ำหนักในการต่อรองน้อย จึงควรมีการรวมกลุ่มเจรจาโดยเริ่มจากกลุ่ม ASEAN และ BIMSTEC
3.ภาวะสงครามมีโอกาสสูง เราจึงควรวางแผนตั้งรับให้พร้อม เช่น การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงพลังงาน และการเตรียมใช้สมุนไพรเพื่อทดแทนยาจากต่างประเทศเท่าที่สามารถทำได้ รวมทั้งพลังงานที่ลดการพึ่งพาน้ำมัน
4.ทำการรุกทางการเมืองด้วยการประสานงานให้ ASEAN และ BIMSTEC ที่มีไทยอยู่ทั้ง 2 กลุ่ม ทำการประชุมสุดยอดและประกาศให้เขตของทั้งสองกลุ่มเป็นเขตการค้าเสรีและเขตสันติภาพ
ข้อควรพิจารณาอีกประการ คือ สินค้าออกที่เราส่งออกต้องพิจารณาถึงรายละเอียด เช่น การประกอบรถยนต์เรามีมูลค่าเพิ่มเท่าไร เพราะส่วนใหญ่นำเข้ามาประกอบ เหมือนสินค้าอิเลคโทรนิค เซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ ไม่ควรให้การเยียวยา แต่ให้พิจารณาเยียวยาในสินค้าที่เรามีส่วนเพิ่มมูลค่ามาก เช่น สินค้าเกษตร และโปรดระวังอย่าให้พ่อค้าส่งออกไปถือโอกาสกดราคาผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร เช่น ข้าว ยางพารา ข้าวโพด เป็นต้น
(รายละเอียดโปรดอ่านตอนหน้า)







