INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทาน

เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทาน(Supply-side Economics)

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลในประเทศต่างๆ มักจะเน้นนโยบายและมาตรการที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทางด้านอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่น การดำเนินนโยบายการเงิน การคลัง และการค้าต่างประเทศเพื่อให้เกิดผลต่ออุปสงค์มวลรวม ซึ่งมีตัวแปรที่สำคัญคือ การบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาล ตลอดจนส่งเสริมให้มีอุปสงค์ต่อสินค้าออกมากขึ้น และการกีดกันการนำเข้าด้วยมาตรการต่างๆเพื่อให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น

ความหมายอีกอย่างหนึ่งของการจัดการทางด้านอุปสงค์คือ การใช้วิธีการหรือมาตรการทางด้านประสงค์ เพื่อทำให้มีการใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ในการใช้น้ำมันหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อาจใช้มาตรการทางด้านราคาและการให้ข่าวสารข้อมูลแก่ผู้บริโภคเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองอย่างประหยัด

อย่างไรก็ตาม ในประเทศต่างๆ ก็มีนโยบายและมาตรการทางด้านอุปทาน เช่น การส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่นโยบายด้านอุปทานมักถูกมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่อาจเห็นผลได้ชัดเจนในระยะเวลาสั้นและไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องประเชิญอยู่ในขณะใดขณะหนึ่งได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนั้น โยบายทางด้านอุปทาน ก็ไม่ได้รับการพิจารณามากนักในวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป แม้เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานจะมีการศึกษากันในวิชาเฉพาะในแขนงต่างๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรมนุษย์ การเกษตรและอุตสาหกรรม แต่แนวคิดและข้อสรุปของเศรษฐศาสตร์อุปทานนี้ มักไม่มีการนำมาเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ การกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาการว่างงาน

สำหรับนักการเมืองที่มีส่วนในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ก็มักจะเน้นนโยบายและมาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของประเทศที่เผชิญอยู่โดยมักจะละเลยการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว แม้ในเรื่องการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างสมรรถภาพทางเศรษฐกิจของประเทศทางด้านอุปทานในระยะยาว ก็มักนำมาใช้เพื่อการกระตุ้นอุปสงค์ทางด้านการลงทุนและการส่งเสริมการจ้างงาน คืออาศัยการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคมากระตุ้นอุปสงค์มวลรวมโดยมุ่งหวังที่จะทำให้มีการบริโภคและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ในหลายประเทศถึงกับมีการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคบางอย่างที่ไม่มีความจำเป็น หรือมีประโยชน์ใช้สอยไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ทุ่มเทลงไป

การสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจการด้านอุปทานบางอย่างเช่นการพัฒนาเทคโนโลยีและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อาจต้องใช้เวลานานพอควรจึงเห็นผลได้ชัดเจน ผู้บริหารเศรษฐกิจที่เป็นนักการเมืองซึ่งมุ่งหวังที่จะได้คะแนนเสียงจากประชาชน จึงมักไม่ให้ความสนใจ เพราะไม่สามารถที่จะแสดงผลงานได้ในช่วงเวลาที่ตนมีส่วนในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศอยู่

ในแวดวงวิชาการ แม้มีผู้เห็นความสำคัญของเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทาน แต่ก็ยังไม่มีการพัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทางด้านนี้อย่างเป็นระบบ ในลักษณะเช่นเดียวกันกับการส่งเสริมการบริโภคการลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มีความสำคัญต่อความเจริญเติบโตและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานที่มีการกล่าวขวัญกันมากคือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในสมัยประธานาธิบดีเรแกน(Ronald Reagan)ของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งมีการใช้นโยบายที่เรียกกันว่าเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทาน(supply-side economics) หรือเศรษฐศาสตร์ของเรแกน(Reaganomics) ซึ่งมีสาระสำคัญคือการลดภาษีให้แก่สถานประกอบการและปัจเจกบุคคล และการลดกฎระเบียบและขั้นตอนในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเรแกนเชื่อว่าการใช้นโยบายและมาตรการทางด้านอุปทาน สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งการลดปัญหาเงินเฟ้อและการลดอัตราการว่างงาน เพราะเชื่อว่าการเก็บภาษีในอัตราสูง จะเป็นการบั่นทอนกำลังใจของธุรกิจและประชาชน การลดภาษีและกฎระเบียบในการทำธุรกรรม ทำให้เกิดผลดีต่อการลดภาวะเงินเฟ้อและเพิ่มการจ้างงาน เพราะเมื่อมีการลดอัตราภาษีและลดขั้นตอนในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจก็จะมีการลงทุนมากขึ้น คนทำงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระก็ยินดีที่จะทำงานมากขึ้น ทำให้มีสินค้าและบริการมาก ราคาสินค้าก็จะไม่แพงเพราะมีการผลิตในปริมาณมากขึ้น การจ้างงานในระบบเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น คนทำงานก็จะมีรายได้มากขึ้นและมีอำนาจซื้อสูงขึ้น การใช้ในโยบายทางด้านอุปทานนี้จึงสามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อและการว่างานได้ ทั้งยังไม่ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง เพราะแม้มีอัตราภาษีลดลง แต่รัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากขึ้นเพราะเมื่อมีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น เงินภาษีที่เก็บได้ก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาของรัฐบาลเรแกน แม้ไม่ทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาเกิดการถดถอย แต่ก็สร้างปัญหาหลายประการตามมา เพราะการลดภาษีขนานใหญ่ในขณะที่ไม่ได้ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล(ทั้งยังมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายทางด้านการป้องกันประเทศ) มีผลทำให้รัฐบาลอเมริกาต้องมีการขาดดุลในงบประมาณ และต้องทำการกู้เงินจากตลาดเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ การสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมีผลทำให้เงินทุนจากประเทศต่างๆ ไหลเข้าสู่อเมริกาเป็นจำนวนมากเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย การไหลเข้าของเงินทุนแม้มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจในอเมริกา แต่ก็มีผลทำให้ค่าเงินดอลล่าร์เพิ่มสูงขึ้นมามาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในช่วงเวลานั้น อเมริกาจึงต้องประสบกับสภาวะที่เรียกว่า”ขาดดุลคู่ขนาน”(twin deficits) คือมีการขาดดุลทั้งในงบประมาณและดุลการค้า

หลังจากยุคประธานาธิบดีเรแกน ในอเมริกาก็ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานอีก แม้บรรดานักการเมืองของพรรครีพับริกัน(Republican Party)ยังเชื่อในทฤษฎีการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีการเสนอให้ลดอัตราภาษีลงมาหลายครั้ง และในปัจจุบันประธานาธิบดีทรัมป์(Donald Trump)ก็มีการลดอัตราภาษีลงมาขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานได้มีการกล่าวขวัญกันอีกครั้งหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศจีนซึ่งเวลานี้เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก มีการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่มีการเน้นปัจจัยทางด้านอุปทาน

เศรษฐกิจจีนมีการเจริญเติบโตในอัตราที่สูงมากเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ในระหว่างปีค.ศ. 1980-2010 เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนได้ชะลอตัวลงไปมาก คือมีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ6-7ต่อปี การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการแข็งค่าของเงินหยวนซึ่งส่งผลต่อการส่งออกของจีน การรักษาอัตราความเจริญเติบโตในระดับร้อยละ 10 ต่อปีอย่างแต่ก่อนทำได้ยากขึ้นเมื่อฐานเศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่ขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องประสบกับข้อจำกัดจากค่าจ้างแรงงานและปัจจัยการผลิตอื่นๆที่มีราคาสูงขึ้น ประเทศจีนจึงต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจในขั้นต่อไปก็ทำได้ด้วยความยากลำบาก

รัฐบาลจีนจึงเห็นว่า ประเทศจีนควรมีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยหันมาส่งเสริมความต้องการการบริโภคภายในประเทศ การพัฒนาเมือง และการส่งเสริมกิจกรรมในภาคบริการ ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนมีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ที่เรียกว่าการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน(supply-side structural reform)

สาระสำคัญของเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานของจีน มีความแตกต่างกันกับนโยบายทางเศรษฐกิจที่ใช้ในอเมริกาในทศวรรษ1980 ซึ่งมุ่งที่จะให้มีการเจริญเติบโตและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยการลดภาษีและลดกฎระเบียบในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจจีนมีปัญหาที่แตกต่างกัน แม้มีการชะลอตัวลงไปบ้าง และเงินเฟ้อก็มีระดับต่ำ แต่จีนมีความจำเป็นในการปรับปรุงสร้างฐานเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพื่อให้สภาวะทางด้านอุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการมีความสมดุลย์มากขึ้น

โดยสรุป การปรับปรุงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทานของจีน ก็คือการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในเวลานี้ ทั้งการมีกำลังผลิตที่ล้นเกิน มีสินค้าที่ไม่สามารถระบายออกสู่ตลาดจำนวนมาก ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรัฐวิสากิจและรัฐบาลท้องถิ่นมีหนี้สินในระดับสูง ในขณะเดียวกันในบางท้องที่ ก็มีอุปทานของสินค้าและบริการ สิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

นักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหารของรัฐบาลจีนอธิบายว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทานมีภารกิจอยู่ห้าด้านคือ 1.ขจัดกำลังการผลิตที่ล้นเกิน 2. ขจัดสินค้าคงคลัง หรือสินค้าที่มีการตกค้างอยู่มาก 3.ขจัดภาระหนี้สินของภาคธุรกิจและรัฐบาลท้องถิ่น 4.ลดต้นทุนการผลิตและการจำหน่ายสินค้าและบริการ 4. เสริมเติมสิ่งที่ยังมีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ (3ขจัด 1ลด 1เสริมเติม)

1. การขจัดอุปทานส่วนเกิน ปัญหาของเศรษฐกิจจีนคือมีสินค้าและบริการที่ล้นเกินอยู่มากในบางภาคเศรษฐกิจ เช่น เหล็ก ถ่านหิน แผนพลังงานแสงอาทิตย์ และบ้านพักที่อยู่อาศัย จากที่มีอุปทานส่วนเกิน ทำให้วิสากิจจำนวนมาก มีการใช้กำลังการผลิตในระดับต่ำ จึงต้องขจัดอุปทานที่ล้นเกินในภาคธุรกิจเหล่านี้

2. การขจัดสินค้าคงคลัง เมื่อสินค้าขายไม่ออก ก็ย่อมมีสินค้าที่ตกค้างอยู่มาก จึงตั้งมุ่งขจัดสิ่งที่ยังตกค้างอยู่ให้หมดสิ้นไป

3. การขจัดภาระหนี้สิน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นในประเทศจีน มีภาระหนี้สินอยู่มากเนื่องจากระบบการเงินมีการปล่อยกู้ให้แก่วิสาหกิจที่ประสบกับภาวะขาดทุน การให้กู้ของระบบธนาคารมีส่วนทำให้ให้วิสากิจที่ประสบกับการขาดทุนสามารถอยู่ต่อไปได้ แต่ก็มีหนี้สินพอกพูน ในปัจจุบันในประเทศจีนมีวิสาหกิจหลายแห่งที่กลายเป็น”วิสาหกิจผีดิบ”ที่อยู่ได้ด้วยการอุดหนุนของรัฐบาลและเงินกู้ของธนาคาร จึงต้องมีมาตรการที่จะขจัด”วิสาหกิจผีดิบ”เหล่านี้ออกจากระบบเศรษฐกิจ หรือไม่ก็มีการเยียวยาให้”ผีดิบ”ฟื้นคืนชีพขึ้นมาโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาลและระบบธนาคาร การขจัดการพยุงหรือการเกื้อหนุนวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่น จึงเป็นนโยบายที่สำคัญส่วนหนึ่งของการปรับปรุงสร้างทางด้านอุปทาน

4. การลดต้นทุน ถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญมากของการปรับโครงสร้างทางด้านอุปทาน วิธีการที่สำคัญคือการส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกิดใหม่ และปรับปรุงอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ภารกิจการลดต้นทุนนี้มีความสำคัญต่อการเพิ่มอุปทานของสินค้าและบริการ ซึ่งส่งผลต่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลางและระยะยาว

นอกจากการลดต้นทุนการผลิตแล้ว การลดต้นทุนยังหมายรวมถึงการลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าโลจิสติกส์และค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า อัตราภาษีและกฎระเบียบ ตลอดจนการกำกับควบคุมของหน่วยงานในภาครัฐฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นทุนในระบบเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากต้นทุนการผลิตโดยตรง

5. การเสริมสร้างสิ่งที่ยังขาดแคลนอยู่ สร้างสิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน เช่น ปรับปรุงบริการการศึกษา สาธารณสุข ผลิตสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ยากจนและผู้สูงอายุ

นโยบายทางด้านอุปทานต่างๆของจีนมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และมีความเชื่อมโยงกับนโยบายทางด้านอุปสงค์ด้วย การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทางด้านอุปทานและอุปสงค์นั้น มิได้หมายความว่า เราจำเป็นต้องเลือกนโยบาย ในด้านใดด้านหนึ่ง หรือเน้นหนักไปในด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราอาจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทางด้านอุปทานและอุปสงค์พร้อมพร้อมกันไปได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งเศรษฐศาสตร์ ทางด้านอุปทานที่ดำเนินการในประเทศจีนในปัจจุบัน และที่มีการใช้ใน สหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1980 ยังไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานที่มีแนวคิดที่มีการพิจารณาถึงสภาพและปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งด้านอุปทานที่มีการครอบคลุมอย่างรอบด้าน และยังไม่อาจถือว่าเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์ ในตอนต่อไป จะกล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์ และองค์ประกอบต่างๆของนโยบายเศรษฐกิจตั้งด้านอุปทาน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *