INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน 20

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน:จากอดีตถึงปัจจุบัน 20

รศ.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

บทเรียนจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ(ตอนที่สอง)

  1. จากการริเริ่มของประชาชนสู่การกำหนดโยบาย
    นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนบางเรื่องเริ่มต้นมาจากความริเริ่มของประชาชน แต่เมื่อได้นำมาปฏิบัติแล้วประสบผลสำเร็จ รัฐบาลก็จะนำความคิดริเริ่มจากประชาชนนี้มากำหนดเป็นนโยบาย ความสำเร็จประการหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตรในเขตชนบทจีนคือ การใช้นโยบายแบ่งปันผลผลิตโดยระบบการรับผิดชอบในครัวเรือน(家庭联产承包责任制)ซึ่งเป็นการทำข้อตกลงระหว่างรัฐกับเกษตรกรโดยแต่ละครัวเรือนได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินผืนหนึ่ง ผลิตผลที่ได้มา ครัวเรือนชาวนาต้องส่งมอบส่วนหนึ่งให้รัฐบาลตามสัญญา เมื่อส่งมอบครบแล้ว ผลิตผลส่วนที่เหลือเป็นของชาวนา ผลผลิตส่วนที่เหลือจากการบริโภคในครอบครัวก็นำไปขายได้ ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือนนี้มีส่วนในการสร้างความกระตือรือร้นแก่ชาวนา ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในไร่นา และปลดปล่อยแรงงานส่วนเกินที่เดิมทำงานได้ไม่เต็มที่ออกมาประกอบกิจกรรมนอกไร่นา
    การเปลี่ยนแปลงสู่การใช้ระบบการรับผิดชอบในครัวเรือนนี้ ในตอนแรกเกิดจากความคิดริเริ่มของชาวนาเอง ในปีค.ศ. 1978 ชาวนากลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านเสียวกั่ง มณฑลอานฮุย(安微省小岗村)ได้ทำข้อตกลงแบ่งปันผลผลิตในกลุ่มของตนเองซึ่งมีอยู่ 18 ครัวเรือน โดยตกลงกันว่า เมื่อมีการเก็บเกี่ยวแล้วผลผลิตที่ได้นอกจากส่งมอบให้คอมมูญตามข้อกำหนดแล้ว ส่วนที่เหลือจะแบ่งปันกันในหมู่สมาชิก การทำข้อตกลงในลักษณะนี้ขัดกับนโยบายของรัฐและข้อกำหนดของคอมมูนในขณะนั้น แต่ปรากฏว่า ผลผลิตของชาวนากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมามาก ต่อมาเมื่อรัฐบาลได้เห็นความสำเร็จที่เกิดจากการริเริ่มของกลุ่มชาวนานี้ จึงอนุญาตให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นทำข้อตกลงในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ในที่สุด ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือนนี้ก็มีการใช้ในทุกพื้นที่ของประเทศ จนมีการยกเลิกระบบคอมมูนใดย ปริยาย
    การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบแบ่งปันผลผลิตในภาคเกษตรนี้ ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปสู่ระบบตลอด ทำให้มีการเพิ่มผลผลิตในไร่นาและปลดปล่อยแรงงานบางส่วนที่เดิมทำงานในไร่นามาทำการประกอบกิจกรรมอื่น เช่น เลี้ยงสัตว์ ทำพืชสวน และอาชีพเสริมอื่นๆ ที่สำคัญคือทำให้เกิดกิจการนอกภาคเกษตรในเขตชนบท เช่น การค้า และหัตถกรรม ที่เรียกกันว่ากิจการหมู่บ้านและชุมชน(乡镇企业) ซึ่งสร้างความเจริญให้แก่เศรษฐกิจชนบทในช่วงเวลาที่ชาวชนบทยังไม่สามารถอพยพเข้าทำงานในเมืองได้
    การเจริญเติบโตของกิจการอุตสาหกรรมและบริการในเมืองทั่วประเทศในช่วงต้นของการปฏิรูป ก็เริ่มจากจากการต่อสู้ดิ้นรนของประชาชนในการช่วยตนเอง หลังการสิ้นสุดยุคปฏิวัติวัฒนธรรม หนุ่มสาวจำนวนมากที่ถูกส่งไปอยู่กับชาวบ้านในเขตชนบทในมณฑลต่างๆของประเทศ กลับสู่ภูมิลำเนาเดิมของตนเอง แต่คนเหล่านี้กลายเป็นผู้ว่างงาน ต้องดิ้นรนหางาน หรือหาทางทำมาหาเลี้ยงชีพในลักษณะอื่น แต่สถานประกอบการที่จะรับคนทำงานเพิ่มในช่วงต้นของการปฏิรูปทั้งในเมืองและในชนบทมีอยู่ไม่มาก ผู้กลับมาจากชนบทหลายสิบล้านคน จึงพากันตั้งร้านหรือแผงขายสินค้าหรือประกอบกิจกรรมอื่น เช่น ตั้งแผงขายอาหาร น้ำชา ซ่อมรถจักรยาน วิทยุ ฯลฯ ในลักษณะกิจการส่วนบุคคล(个体户)กิจการส่วนตัวจำนวนหนึ่งที่อยู่รอดได้และเจริญเติบโตขึ้น จึงต้องจ้างคนมาช่วยงาน ในระยะแรก แม้รัฐบาลจะอนุญาตให้มีธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ห้ามไม่ให้จ้างคนงานเกินเจ็ดคน เพราะถือว่าเป็นธุรกิจที่มีนายทุนตามตำราของคอมมิวนิสต์ ต่อมา เมื่อรัฐบาลเห็นประโยชน์ของธุรกิจเอกชนที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในความคิดทางการเมือง จึงค่อยๆผ่อนปรนกฎระเบียบด้านขนาดกิจการ อนุญาตให้มีธุรกิจเอกชนมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จนในปัจจุบัน ในประเทศจีนมีสถานประกอบการที่มีการจ้างงานเป็นเรือนร้อยและเรือนพันจำนวนมาก
    ตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศษวรรษปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีการผ่อนปรนกฎหมายและกฎระเบียบในการควบคุมการประกอบการของเอกชน ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนมีความคิดริเริ่มในการทำมาหาเลี้ยงชีพ กิจการส่วนบุคคลจึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ธุรกิจส่วนบุคคลเหล่านี้ในช่วงต้นอาจเกิดจากการริเริ่มของบุคคลเพียงคนเดียวหรือเพียงไม่กี่คน แต่เมื่อประสบผลสำเร็จ ก็จะมีคนเลียนแบบธุรกิจลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นๆของประเทศ กิจการบางรายได้เจริญเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่บีสาขาทั่วประเทศและมีการจ้างคนงานเป็นจำนวนมาก
    ในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี คนที่รู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารและการผลิตสมัยใหม่ ต่างทำการก่อตั้งกิจการ จนถึงปีค.ศ. 2020 กิจการส่วนบุคคลในภาคอุตสาหกรรมและบริการมีกว่า 90 ล้านราย ในเขตชนบท ก็มีกิจการบริการการนำเที่ยว อาหารที่พัก และกิจกรรมเกษตรอื่นๆ โครงสร้างของกิจการก็มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ธุรกิจบางอย่าง เช่น การขายสินค้า อาหาร บริการนำเที่ยวหาและที่พักมีการเจริญเติบโตขึ้น ในขณะที่กิจการบางอย่าง เช่น การซ่อมจักรยาน การลับมีด การซ่อมของใช้ในบ้าน และแผงขายหนังสือได้ลดลงหรือสูญหายไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร และการเกิดขึ้นของการขายสินค้าออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซทำให้ธุรกิจส่วนบุคคลประเภทต่างๆเจริญเติบโตขึ้นมาก
    รัฐบาลจีนปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ประชาชนประกอบธุรกิจส่วนตัวและสร้างนวัตกรรม โดยมีคำขวัญว่า”มวลชนพากันก่อตั้งกิจการและสร้างนวัตกรรม(大众创业 万众创新)” โดยสนับสนุนให้ผู้ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยก่อตั้งกิจการของตนเอง
    ในประเทศจีน มีนโยบายและมาตรการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดเล็กมาก(中小微企业)ในลักษณะต่างๆ เช่น การยกเลิกหรือลดภาษี ให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ข่าวสารข้อมูล ให้คำปรึกษา ธุรกิจขนาดและเล็กในประเทศจีนมีทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการมีอยู่เป็นจำนวนมาก และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างนวัตกรรม มีกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กบางแห่งสามารถอยู่รอดและเจริญเติบโตจนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือใหญ่มากในเวลาต่อมา
  2. ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ
    สิ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมีหลายอย่าง แต่ที่มีผลต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันคือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ความพร้อมของสิ่งสาธารณูปโภค ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    ก. เสถียรภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง
    การที่จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ เนื่องจากมีความมั่นคงทางการเมืองและสังคม แม้มีการถกเถียงกันในแนวทางการพัฒนาประเทศ และมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ในที่สุด นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจก็ดำเนินต่อไปได้ ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 การเปิดเสรีที่เร็วเกินไป ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในกลางปีค.ศ. 1989 มีการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาและประชาชน ที่ไม่พอใจต่อการมีสินค้าราคาแพงและทุจริตคอรัปชั่นในหมู่นักการเมืองและข้าราชการ จนทำให้รัฐบาลต้องเข้าปราบปราม หลังจากนั้น ประเทศตะวันตกมีมาตรการต่อต้านจีน ทำให้เศรษฐกิจจีนซบเซาลง ในเวลาต่อมา สหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปตะวันออกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้านเมืองมีภาวะยุ่งเหยิง เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลแก่ประชาชนบางส่วนที่กลัวว่า การปกครองระบบสังคมในจีนจะต้องถูกทำลายไปด้วย และเห็นว่า จีนควรเลิกนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ และกลับไปให้รัฐบาลควบคุมเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอย่างเข้มงวดเหมือนเดิม
    ในปีค.ศ. 1992 เติ้งเสี่ยวผิง(邓小平)ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญในการปฏิรูป แม้ในเวลานั้น ไม่มีตำแหน่งใดในรัฐบาลแล้ว แต่ยังมีบารมีอยู่ ต้องเดินทางไปเยี่ยมเมืองเซี่ยงไฮ้และเขตเศรษฐกิจพิเศษในมณฑลทางใต้ของจีน ในระหว่างทาง ตั้งได้กล่าวสุนทรพจน์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูป และยืนยันว่า การปฏิรูปเป็นแนวทางถูกต้อง ทำให้ประชาชนจีนซึ่งก่อนหน้านั้นยากจนมากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การเดินทางไปภาคใต้ของเติ้งครั้งนี้ได้รับความสนใจมาก และมีการเผยแพร่โดยมวลชนแขนงต่างๆ ในที่สุด ผู้นำประเทศต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจต้องดำเนินต่อไป วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในเอเชียในปี 1997-1998 และวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ที่เริ่มจากสหรัฐอเมริกา ก็มีผลกระทบต่อจีนไม่น้อย แต่รัฐบาลจีนก็มีนโยบายและมาตรการแก้ไขเยียวยา ทุ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ จนสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ในเวลาต่อมา จีนต้องเผชิญกับภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก การกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา และการระบาดของโรคโควิด แต่เศรษฐกิจและสังคมในประเทศจีนก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากการมีนโยบายและมาตรการแก้ไขที่ทันท่วงที
    ข. สิ่งสาธารณูปโภค
    ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา จีนมีการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง มีแผนพัฒนาภูมิภาคและพัฒนาเมืองและกลุ่มเมืองหลายฉบับ เช่น แผนพัฒนาภาคตะวันตก(西部大开发)เขตเศรษฐกิจแม่นำ้แยงซี(長江三角经济区)เขตเศรษฐกิจเสฉวนและฉงชิ่ง(成渝经济区) กลุ่มเมืองปักกิ่ง เทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย(京津冀城市群)กลุ่มเมืองอู่ฮั่น(武汉城市圈) เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง ฮ่องกงและมาเก๊า(粵港澳大湾区) ฯลฯ ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจต่างๆ ต้องสร้างทางรถไฟ ถนน ชลประทาน แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ส่งเสริมการศึกษา สาธารณสุข อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก
    ในปีค.ศ. 1992 รัฐบาลจีนมีมติสร้างเขื่อนสามผาแม่น้ำแยงซี(長江三峡大坝) เขื่อนอเนคประสงค์ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทาน และป้องกันน้ำท่วม เขื่อนนี้มีการก่อสร้างตั้งแต่ปลายปี 1994 จนถึงปี 2009 จึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ การสร้างเขื่อนสามผานี้ ต้องลงทุนมาก และต้องอพยพครัวเรือนประชาชนจำนวนมาก แต่ก็เป็นสิ่งสาธารณูปโภคที่ใช้ประโยชน์ได้มาก
    จีนเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรน้ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่มาก เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนมีปริมาณน้ำน้อย ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งเนืองๆ ในขณะที่ภาคใต้มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย ในบางปีต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วม น้ำในแม่น้ำไหลจากภาคตะวันตกตกลงสู่ทะเลในภาคตะวันออก แม่น้ำต่างๆเอื้อประโยชน์ต่อการเพาะปลูกและการคมนาคมมาก แต่ก็มีนำ้ปริมาณมากที่ไหลลงทะเลโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา จีนมีโครงการผันน้ำจากทางใต้สู่ทางเหนือ(南水北调工程) ซึ่งเป็นโครงการที่ครอบคลุมเขตลุ่มน้ำแยงซี ฮวงโห และแม่น้ำอื่นที่เป็นสาขาของแม่นำ้ใหญ่ทั้งสองนี้ซึ่งผ่านพื้นที่หลายมณฑล ในการผันนำ้ ต้องสร้างคูคลองและท่อระบายนำ้ในที่ต่างๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก โครงการผันน้ำนี้ดำเนินการมาแล้วหลายปี ผันนำ้ได้ในปริมาณมากแล้ว แต่ยังต้องดำเนินการต่อไป
    ค. เทคโนโลยี
    ในสมัยโบราณ จีนเป็นประเทศที่มีความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสูง แต่หลังศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา จากการปิดกั้นความคิดของประชาชน และละเลยการพัฒนาอุตสากรรม เทคโนโลยีและการค้า ประกอบกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศตะวันตก ที่หลังจากการฟื้นฟูศิลปะวัฒนะธรรมมีความก้าวหน้าทางวิทยาการและต่อมามีการปฏิวัติอุตสาหกรรม จีนจึงกลับกลายเป็นประเทศที่มีความล้าหลังในเทคโนโลยีมากเมื่อเทียบกับประเทศในโลกตะวันตก
    ในสามทศวรรษแรกหลังการยึดครองอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ การพัฒนาเทคโนโลยีของจีนเน้นหนักด้านส่งเสริมอุตสาหกรรมหนักและการสร้างแสนยานุภาพ ที่อวดอ้างกันมาก คือ ระเบิด จรวดและดาวเทียม(兩弹一星)มีการทดลองระเบิดปรมาณู(原子弹)ไฮโดรเจน(氢气弹) ขีปนาวุธ(导弹) และส่งดาวเทียม(卫星)ออกไปโคจรนอกโลกในระหว่างปีค.ศ. 1964 ถึง 1970 ในช่วงปฏิวัตวัฒนธรรม นักวิชาการจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มีส่วนในการพัฒนาระเบิด ขีปนาวุธ และดาวเทียม ก็ถูกกล่าวโทษและถูกทรมาน จนถึงปี 1976 การปฏิวัติวัฒนธรรมจึงได้สิ้นสุดลง ก่อนสมัยการปฏิรูป ระดับความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนจึงยังล้าหลังมาก
    ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนยีมาก แผนพัฒนาประเทศแทบทุกฉบับ มีการกล่าวถึงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีระดับความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลก การพัฒนาเทคโนโลยีจีนมีการครอบคลุมที่กว้างขวาง ทั้งเทคโนโลยีพื้นฐานและประยุกต์ และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคส่วนต่างๆ วิสาหกิจจีนทางด้านเทคโนโลยีหลายแห่งก็ได้ก้าวขึ้นมาเเป็นบริษัทธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ชั้นนำของโลก
    ในสองทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีดิจิตอลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในจีนต่างมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์(人工智能) ฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่(大数据) และการสื่อสารเคลื่อนที่รุ่นห้า(第五代移动通信:5G通信)เทคโนโลยีบางด้านของจีน เช่น การสร้างรถไฟ ถนนและสะพาน หุ่นยนต์ การสำรวจอวกาศและทะเล พลังงานทดแทน เครื่องบินไร้คนขับ และการพิมพ์สามมิติ ล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก การพัฒนาขีปนาวุธเรือดำน้ำก็มีความคืบหน้าไปมาก จีนได้เปลี่ยนสภาพจากประเทศที่ผลิตสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพตํ่าในช่วงแรกของการปฏิรูป มาเป็นประเทศที่มีสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีสูงในการผลิตในปัจจุบัน
    ง. ทรัพยากรมนุษย์
    เหตุหนึ่งที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในจีนก็คือ การพัฒนากำลังคนหรือทรัพยากรมนุษย์ที่ต่อเนื่อง ในช่วงแรกของการปฏิรูป บุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ถูกลงโทษไล่ออกจากงานจำนวนมากในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมได้กลับเข้าทำงาน หลังจากนั้น ก็เป็นการสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาเสริมเติมและทดแทนผู้เกษียณไปแล้ว ในแต่ละปี สถาบันการศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียนอาชีวะมีการสร้างบุคลากรจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจต่างๆ จีนมีนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ช่างเทคนิค และช่างฝีมืสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก ตั้งแต่ประมาณปี 1980 เป็นต้นมา จีนมีการส่งนักศึกษาออกไปศึกษาในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่กลับมาทำงานในประเทศจีน สถานประกอบการภาคเอกชนก็มีส่วนสนับสนุนการสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงงานบางแห่งมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนอาชีวะ และมีโครงการฝึกอบรมคนงาน ในปัจจุบัน จีนมีวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้ทำงานวิจัยพัฒนาจำนวนมาก การผลิตบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถพัฒนาและมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นในหลายทศวรรษทีผ่านมา
    ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากบุคลากรในภาคเอกชนแล้ว บุคคลากรในภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าหรือผู้อำนวยการหน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในสาขางานที่ตนรับผิดชอบอยู่ นอกจากนักวิชาการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ทางด้านสังคมศาสตร์ ก็มีผู้มีความรู้อยู่จำนวนมาก นักเศรษฐศาสตร์จีนที่สูงอายุ ส่วนใหญ่ศึกษาในหลักสูตรที่เน้นลัทธิมาร์คและเศรษฐกิจสังคมนิยม แต่ก็มีความรู้ความเข้าใจในเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมและระบบตลาดเป็นอย่างดี หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970 ในประเทศจีนมีการถกเถียงถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นระยะ นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ศึกษาแนวคิดและประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในโลก และนำความรู้นี้มาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจจีน นักเศรษฐศาสตร์จีนจึงมีการศึกษาปัญหาเศรษฐกิจในโลกความเป็นจริง แทนที่จะเน้นการใช้คณิตศาสตร์สร้างแบบจำลอง แต่ไม่สนใจปัญหาเศรษฐกิจในความเป็นจริง ซึ่งเป็นที่นิยมกันในโลกตะวันตกเวลานี้

    1. การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนทำในลักษณะค่อยไปโดยไม่เปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด
      จากการขยายตัวอย่างที่รวดเร็วของเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูป บางคนอาจเห็นว่าจีนน่าจะมีการดำเนินนโยบายต่างๆอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในเวลาสั้น แต่แท้ที่จริง การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจแต่ละอย่างไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน หากแต่ทำเป็นขั้นตอน ไม่ได้ทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน บางเรื่องทำในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ต่างจากความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกจำนวนมากที่เห็นว่า การเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากการควบคุมโดยรัฐเป็นระบบตลาดต้องทำอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ หากทำช้า ก็จะเกิดความบิดเบือน ซึ่งยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้ นักเศรษฐศาสตร์ในโลกตะวันตกเหล่านี้จึงมีแนวคิด”การรักษาโดยวิธีช็อค(休克疗法) คือต้องดำเนินนโยบายต่างๆโดยรวดเร็วและรุนแรง เช่น ควรยกเลิกการควบคุมราคา ให้ราคาสินค้าบริการเคลื่อนไหวโดยเสรีตามภาวะตลาด เปิดเสรีการค้าการลงทุนต่างประเทศ แปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยให้เอกชนมาเป็นเจ้าของ ฯลฯ กล่าวคือ ถ้าจะให้ระบบตลาดเข้ามาแทนที่ระบบการควบคุมโดยรัฐ ก็ต้องทำอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง หากทำอย่างเชื่องช้าและครึ่งๆกลางๆ ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ และความไม่สมบูรณ์ของตลาดจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ
      แม้ประเทศจีนมีแนวทางการปฏิรูปสู่ระบบตลาด แต่ก็เลือกใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป เช่น มีการใช้ระบบราคาคู่ขนาน(价格双轨制) คือสินค้าที่ผลิตโดยรัฐวิสาหกิจขายในราคาควบคุม แต่สินค้าที่ผลิตโดยสถานประกอบการเอกชน แม้เป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ก็ขายในราคาที่สูงกว่า การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและฉับพลัน ผลปรากฎว่า ประเทศยุโรปตะวันออกที่เชื่อตามคำแนะนำการใช้วิธีรักษาแบบช็อค ต้องประสบกับภาวะเงินเฟ้อและการว่างานที่รุนแรงเป็นเวลานาน แม้ในที่สุดเศรษฐกิจกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี ในประเทศจีน แม้มีภาวะเงินเฟ้อในช่วงกลางทศวรรษ 1980 แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศยุโรปตะวันออกมาก ผลการปฏิรูป ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก็มีความโดดเด่นกว่า
      การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของจีน ก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เดิมรัฐวิสากิจต่างๆถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยรัฐ รัฐบาลนอกจากเป็นเจ้าของกิจการแล้ว ยังเป็นผู้กำหนดนโยบายการบริหารด้านต่างๆ เช่น การใช้ปัจจัยการผลิต การกำหนดปริมาณและราคาผลผลิต ตลอดจนวิธีการผลิตและการจัดจำหน่าย หลังจากการปฏิรูป รัฐบาลมีนโยบายปล่อยอำนาจและลดผลประโยชน์(放权让利)ผ่อนคลายการควบคุมโดยปล่อยให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจมีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆมากขึ้น และยอมให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งเก็บกำไรส่วนหนึ่งเพื่อการลงทุน โดยทำเป็นขั้นตอน เริ่มจากการลดปริมาณผลผลิตที่กำหนดโดยรัฐ อนุญาตให้ปรับขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสให้แก่พนักงาน ลดสัดส่วนกำไรที่ต้องส่งมอบให้รัฐ และให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีส่วนจัดสรรทรัพยากรและวัตถุดิบให้รัฐวิสาหกิจกิจในท้องถิ่น
      การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมีผลทำให้รัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงการบริหารของรัฐวิสาหกิจเพื่อเผชิญกับการแข่งขันของเอกชนซึ่งนับวันทวีความสำคัญมากขึ้น เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก วิสาหกิจจีนก็ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า รัฐวิสากิจหลายแห่งที่ไม่สามารถทัดทานกับการแข่งขันได้ ต้องประสบกับการขาดทุน หรือถึงกับล้มละลาย มีพนักงานจำนวนมากต้องประสบกับการว่างาน ต่อมา รัฐบาลได้ปรับสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน และเปลี่ยนแปลงระบบการถือหุ้น อนุญาตให้รัฐวิสาหกิจขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และให้เอกชนมีส่วนเป็นเจ้าของ
      ในสมัยที่จูหรงจี(朱镕基)มีอำนาจในการบริหารเศรษฐกิจ ยังมีนโยบายแปรรูปรัฐวิสากิจ โดยการขายบางส่วนหรือทั้งหมดให้แก่ภาคเอกชน อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจที่ขายให้แก่เอกชน ส่วนใหญ่มีขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในบางภาคเศรษฐกิจ เช่น การเงิน พลังงาน คมนาคม รัฐยังเป็นเจ้าของอยู่ คือมีนโยบายที่เรียกกันว่า”จับรายใหญ่ ปล่อยรายเล็ก”(抓大放小)เพราะยังต้องมีรัฐวิสาหกิจในบางสาขาเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐ
      การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีน ก็ทำเป็นขั้นตอน เริ่มจากการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ(经济特区)สี่แห่งในมณฑลก่วงตง(广东)และฝูเจี้ยน(福建)เพื่อเป็นประตูทำการค้าการลงทุนต่างประเทศ ตามด้วยการเปิด 14 เมืองในเขตชายฝั่งทะเลตะวันออก เปิดเกาะไหหลำ(海南島)ในเวลาต่อมา จึงขยายการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจในมณฑลต่างๆทั่วประเทศ
      การเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน และการเงิน ใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีการเปิดเสรีเต็มที่ จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปลายปีค.ศ. 2011 แก้ไขกฎระเบียบทางการค้าการลงทุนตามกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก แต่ในตอนแรกยังไม่ได้เปิดเสรีทางการเงินระหว่างประเทศ และมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในระยะเวลาหนึ่ง ต่อมา จึงมีการเปิดเสรีทางการเงิน และให้อัตราแลกเปลี่ยนมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างเสรีมากขึ้น การเปิดเสรีการค้าการลงทุนในภาคบริการก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน
      ในปัจจุบัน แม้ยังมีบางส่วนที่มีการควบคุมอยู่ แต่ก็ถือได้ว่า จีนมีนโยบายด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไม่แตกต่างมากนักกับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเสรีอื่นๆในโลก และได้ปฏิบัติตามกฎองค์การการค้าโลก ในสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้มีการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เปิดเขตทดลองการค้าเสรีหลายแห่งในประเทศ ทั้งยังผักดันให้เงินหยวนจีนมีการใช้มากขึ้นในระดับโลก
      แม้การดำเนินนโยบายของจีนไม่มีความเร่งรีบและทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเก็งกำไรของพ่อค้าที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อในทศวรรษ 1980 การเปิดให้ชาวชนบทอพยพเข้าเมือง จนทำให้มีคนจำนวนมากหลั่งไหลเข้าเมืองโดยชาวชนบทเหล่านี้ ไม่มีที่อยู่อาศัยในเมือง จนคนจำนวนมากต้องนอนข้างถนน การเปิดให้สถานประกอบการเอกชนซื้อขายหุ้นโดยไม่มีการควบคุมที่เพียงพอในระยะแรก ก็ทำให้มีการปั่นหุ้นเก็งกำไร นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 1977 และ 2008 ก็มีส่วนทำให้รัฐบาลในท้องที่ต่างๆใช้เงินจำนวนมากสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและอาคารใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งมีหนี้สินล้นพ้นตัว สาเหตุหนึ่งของการประท้วงรัฐบาลที่เทียนอานเหมินในปีค.ศ. 1989 เกิดจากความไม่พอใจในภาวะเงินเฟ้อและการทจริตของข้าราชการ การกำหนดราคาคู่ขนานที่ทำให้สินค้าที่ผลิตโดยรัฐวิสาหกิจมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดเสรี เปิดทางให้ข้าราชการบางคนรับซื้อสินค้าในราคาควบคุมแล้วขายในตลาดเสรีเพื่อหากำไร การขายของปลอม อาหารที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และพฤติกรรมการช่อฉลต่างๆในหมู่ข้าราชการและประชาชน จนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่โดยรวมแล้ว ในแต่ละเรื่อง รัฐบาลจีนก็ได้ให้ความสนใจและหาทางควบคุมโดยไม่ปล่อยให้ลุกลามจนเกิดความเสียหายมากเกินไป

ความส่งท้าย
การประสบผลสำเร็จจากการปฏิรูปของจีนในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เกิดจากความพยายามในการแก้ปัญหา และมีการลองถูกลองผิด แม้มีการศึกษาจากประสบการณ์และตัวอย่างของประเทศอื่น แต่ก็นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกาลของประเทศจีน อาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนไม่มีพิมพ์เขียว(蓝图)และบางทีเป็นการลองถูกลองผิด แม้จีนจะยืนยันเสมอว่า ประเทศตนยึดถือระบบสังคมนิยม แต่ก็ได้นำวิธีการของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมหลายอย่างมาใช้ คำกล่าวของเติ้งเสี่ยวผิง รัฐบุรุษที่เป็นผู้นำในการปฏิรูปสมัยแรก มีคำพูดอยู่สองคำที่มีผู้กล่าวถึงกันบ่อย คือไม่ว่าแมวขาวแมวดำ ถ้าจับหนูได้ก็เป็นแมวที่ดี(不管白貓黑貓 能捉老鼠就是好貓)และคลำก้อนหินข้ามแม่นำ้(摸着石头过河)ซึ่งหมายความว่าในการปฏิรูปเศรษฐกิจ จีนไม่ได้ยึดถือลัทธิหรือทฤษฎีใดโดยเคร่งครัด แต่ทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ และมีการลองถูกลองผิดปรับปรุงแก้ไขตามสถานการณ์ในระหว่างทาง
ประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับประเทศอื่น ไม่เฉพาะผลสำเร็จ แต่ยังรวมถึงอุปสรรคข้อบกพร่องหรือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิรูป และแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงนโยบายและมาตรการ แต่ไม่เปลี่ยนทิศทางใหญ่ในการปฏิรูปและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจโดยอาศัยกลไกตลาด บางคนเห็นว่า ประสบการณ์ของจีนไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศอื่นได้ เพราะมีสภาพการเมืองการปกครอง ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ประสบการณ์ปฏิรูปของจีน แสดงให้เห็นว่า แม้มีสภาพการณ์ด้านต่างๆที่แตกต่างกับประเทศอื่น แต่จีนก็นำความคิดและประสบการณ์การพัฒนาของประเทศอื่นมาปรับใช้กับประเทศตนได้ สภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของจีนในสมัยก่อนและหลังการปฏิรูป ก็ไม่แตกต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือแนวคิดและนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศอื่นอาจไม่สามารถเลียนแบบประเทศจีนในทุกด้าน แต่นโยบายและมาตรการบางอย่างของจีนก็น่าจะนำมาปรับใช้กับประเทศของเขาได้
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่จนถึงปัจจุบัน การปฏิรูปสู่ระบบตลาดในจีนยังไม่สมบูรณ์ และยังต้องมีการแก้ไขปรับปรุงต่อไปอีก นอกจากนี้ การปฏิรูปทางการเมืองและสังคมในจีน แม้มีความคืบหน้า แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง ซึ่งยังอยู่ในสภาพที่ทีความไม่สมบูรณ์อยู่มาก ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ จีนยังไม่เป็นประเทศมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประชาชนมีสิทธิ์เสรีภาพจำกัด แต่จากความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในประเทศตะวันตกที่อ้างว่าตนเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ และในสองปีที่ผ่านมา โรคโควิดระบาดทั่วโลก ประเทศในโลกตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และราชอาณาจักรอังกฤษ มีโรคระบาดหนัก ถ้ามีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ในขณะที่จีนแม้เป็นประเทศที่มีโรคระบาดโควิดก่อนประเทศอื่น แต่ก็มีคนติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยกว่ามาก จากการควบคุมที่เข้มงวดประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของจีนจึงได้รับความสนใจจากประเทศทั่วโลกอย่างไรก็ตาม การเมืองการปกครองของจีน ยังจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขในนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *