INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไม่มีใครปลอดภัยจนกว่าทุกคนจะปลอดภัย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ไม่มีใครปลอดภัยจนกว่าทุกคนจะปลอดภัย

ภัยร่วมที่คนทั้งโลกต้องเผชิญหน้าเหมือนๆกันในขณะนี้คือภัยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนอกจากผลกระทบจากโรคระบาดแล้วยังมีภัยเศรษฐกิจตามมาซึ่งมีผลกระทบกับคนทั้งโลก

อย่างไรก็ตามท่ามกลางภัยพิบัติจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ก็มีข้อขัดแย้งหลายประการ เนื่องจากมันเป็นโรคอุบัติใหม่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การแพร่ระบาด การกลายพันธุ์ ตลอดจนประสิทธิภาพของวัคซีนว่าจะมีผลในการป้องกันโรคได้มากน้อยเพียงใด จึงขอสรุปข้อขัดแย้งซึ่งยังไม่ลงตัวดังต่อไปนี้

            1.โควิด-19 นี้เป็นโรคที่เกิดโดยธรรมชาติ หรือมีการตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งถ้าเป็นประการหลังก็หมายความว่ากำลังมีการทำสงครามเชื้อโรค และใครทำ

2.วัคซีนที่ผลิตขึ้นมานี้ ชนิดใดจะมีผลกระทบในระยะยาวมากกว่ากัน และจะเกิดผลข้างเคียงมากน้อยกว่ากันเพียงใด ส่วนประเด็นของประสิทธิภาพก็อาจมีการยอมรับในระดับหนึ่งว่า วัคซีนจากเชื้อตายนั้นมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้น้อยสุด ถัดมาก็เป็นชนิด Viral Vector และสุดท้ายก็คือชนิด MRNA ได้แก่ซิโนแวคเชื้อตาย แอสตราเซเนากา เป็น Viral Vector และไฟเซอร์เป็นประเภท MRNA

บางกลุ่มคนปฏิเสธการฉีดวัคซีน เพราะกลัวอาการข้างเคยงซึ่งก็มีทั้งอาการน้อย และมากในแต่ละบุคคล และไม่มีใครรับรองได้ แม้จะมีแพทย์หลายท่านยืนยันว่าตัวเลขความรุนแรงของอาการข้างเคียงจะมีจำนวนร้อยละต่ำมาก

            บางกลุ่มปฏิเสธการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะชนิด MRNA เพราะมีความเชื่อกันว่ามันจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในระยะยาว

3.วัคซีนกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ประเทศร่ำรวยใช้ในการบริจาคในประเทศยากจน ซี่งทั้ง 2 ขั้วมหาอำนาจต่างใช้ในการแข่งขันกัน

4.มีความแตกต่างกันมากระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน ในการเข้าถึงวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือในระหว่างบุคคลภายในประเทศ

5.มีความเห็นที่ขัดแย้งกันมากว่าการผลิตและจำหน่ายวัคซีนของบริษัทยาทั้งหลาย เป็นการค้ากำไรเกินควร หรือเป็ฯการสร้างข่าวให้ดูน่ากลัวเพื่อกระตุ้นยอดขาย และการผลิตวัคซีนและขายวัคซีนควรจะขายในราคาถูก หรือขายสิทธิบัตรให้รัฐบาลทำการผลิตและจำหน่ายในราคาถูกหรือแจกฟรีสำหรับคนยากจน ซึ่งค่าวัคซีนนี้นับเป็นภาระหนักของรัฐบาลในประเทศยากจน

6.มีข้อโต้แย้งว่าการฉีดวัคซีนในภาวะปัจจุบันนั้นควรจะฉีดกี่เข็มและทิ้งระยะเวลากันนานแค่ไหนระหว่างเข็ม

7.เชื่อกันว่าในที่สุดโรคระบาดโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกนั้นในที่สุดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่ก็ไม่มีคำตอบได้ว่าเมื่อไร

8.ภาระการดูแลรักษาโควิด-19 นั้นมีผลกระทบต่องบประมาณสาธารณสุขของแต่ละประเทศ ที่ต้องโยกงบมาดำเนินการทางด้านนี้

9.ในการดูแลป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสภาพปัจจุบัน ควรจะหันไปล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดหรือควรจะเปิดเสรีทางกิจกรรมทั่วไป โดยเพียงแค่ติดตามเฝ้าระวังเท่านั้น เพราะมันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการยังชีพของประชาชนอย่างสำคัญ

            10.การกลายพันธุ์ของโควิด-19 เป็นปัญหาต่อการควบคุมการระบาดอย่างยิ่ง และการกลายพันธุ์ล่าสุดคือโอไมครอนนั้นจริงหรือไม่ว่ามันระบาดได้รวดเร็ว แต่ไม่รุนแรงถึงตาย จึงจะมีผลทำให้ผู้คนมีภูมิคุ้มกันเชื้อโควิด-19 ได้ดีขึ้น อันจะทำให้โรคหายไปหรือกลายเป็นโรคธรรมดา เหมือนไข้หวัดใหญ่ ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันและก่อให้เกิดการกังขาอย่างยิ่ง ทั้งในวงการแพทย์ และในหมู่ประชาชนโดยทั่วไป

ที่สำคัญมีบริษัทผลิตวัคซีนบางบริษัทอ้างว่าได้ทำการปรับปรุงวัคซีน รุ่นใหม่แล้วอันมีผลที่จะป้องกันโควิด-19 ชนิดโอไมครอนได้ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แม้จะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วก็ตาม ด้วยมันเป็นการอนุมัติแบบฉุกเฉินเพื่อเผชิญเหตุเฉพาะหน้า ผลระยะยาวยังไม่มีใครรู้จริงๆ

อย่างไรก็ตามมีข้อน่าคิดที่สำคัญคือโรคนี้เป็ฯโรคที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก อย่างไร้พรมแดน เชื้อโรคไม่มีตาที่จะพิสูจน์สัญชาติหรือฐานะยากดีมีจน ฉะนั้นหากโรคนี้ยังไม่สูญพันธุ์หมดไปหรือกลายเป็นโรคประจำถิ่น แบบไข้หวัดใหญ่ที่ปัจจุบันนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตโดยทั่วไปแล้ว ตราบนั้นคนทั้งโลกก็ยังไม่พ้นภัย ไม่ว่าจะมีการฉีดวัคซีน 3 เข็ม 4 เข็ม 5 เข็มหรือกี่เข็มก็ตาม

อีกประเด็นคือ การฉีดวัคซีนที่ไม่ทั่วถึงเพราะสาเหตุความยากจน หรือสาเหตุจากความกลัวด้วยเหตุต่างๆในการฉีดวัคซีนจะได้รับการแก้ไขได้อย่งไร เพราะถ้าวัคซีนมีผลในการระงับการระบาดได้จริง แต่มีคนยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การแพร่ระบาดก็คงยังไม่หมดไป และจะเกิดการประทุของเชื้อโรคได้อีกทุกเมื่อ คนทั่งโลกก็คงยังไม่พ้นภัยอยู่ดี

คำถามโลกแตกนี้คงยากที่จะตอบหรืออธิบายอย่างเป็นตรรกได้ทั้งหมด เพราะบางอย่างมันเป็นความเชื่อ บางอย่างมันอาจเป็นการฉ้อฉลในวงการอุตสาหกรรมผลิตวัคซีน ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้ง่ายๆจนกว่าจะได้มีการฉีดวัคซีนแล้วเป็นวงกว้าง และเป็นเวลานานพอสมควร

ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกามีกรณีความข้ดแย้งที่เกิดระหว่างรัฐบาลและบริษัทผลิตวัคซีนโมเดอร์นา นั่นคือรัฐบาลต้องการซื้อสิทธิบัตรการผลิตวัคซีนของโมเดอร์นามาทำการผลิตและแจกจ่ายให้ประชาชน หรือส่งไปช่วยเหลือประเทศยากจนแบบที่เรียกว่า “วัคซีนการทูต”

องค์กร Oxfam America ได้กล่าวหาโมเดอร์นา ว่าได้ให้ข้อมูลผิดๆกับผู้ลงทุน เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าควรจะแบ่งปันสิทธิบัตรการผลิตวัคซีนกับรัฐบาลหรือไม่

โดย Oxfam ได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ในข้อหาที่ว่าโมเดอร์นาไม่ยอมรับบทบาทของนักวิทยาศาสตร์ 3 ท่านจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติในเรื่องการพัฒนาวัคซีน

ทั้งนี้ Oxfam America มีความเห็นว่ารัฐบาลกลางเป็นเจ้าของสิทธิในการออกใบอนุญาติให้โรงงานผลิตวัคซีน และยังกล่าวว่ามันไม่เป็ฯการเพียงพอที่จะทำการฉีดวัคซีนเฉพาะในสหรัฐฯ หรือเฉพาะในประเทศร่ำรวย โดยนาย Robbie Silverman ผู้จัดการอาวุโสของ Oxfamกล่าวว่า เชื้อโควิด-19 ไม่รู้จักเส้นเขตแดน ดังนั้นเขาจึงมองว่าโมเดอร์นา มิได้ทำอะไรเลยที่จะตอบสนองความต้องการวัคซีนของประเทศยากจน และนั่นจะเป็นผลกระทบในทางลบต่อเรา

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสหรัฐฯ ย่อมต้องรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ย้อนกลับมาสู่สหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้นผลกระทบทางการเมืองก็เป็นอีกประเด็นที่จะตามมา ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงควรมีสิทธิในการผลิตวัคซีนราคาถูกออกใช้ในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งจะไม่เป็นภาระหนักกับรัฐบาลสหรัฐฯ

นั่นก็เป็นอีกหนึ่งข้อโต้แย้งที่มีบางรัฐบาลเห็นว่าเพื่อมนุษยธรรมและเพื่อเป็นการป้องกันภัยเฉพาะหน้า รัฐบาลในแต่ละประเทศก็ควรมีสิทธิที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรยา ซึ่งจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอได้อย่างดี แต่ปัญหาอื่นๆที่ตั้งประเด็นไว้คงต้องแก้ไขกันต่อไป

สวัสดีปีใหม่ ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญผ่านทุกข์ภัยที่เกิดขึ้นทั้งโรคระบาด และเศรษฐกิจตกสะเก็ดไปได้ตามสมควร

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *