INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การแก้ปัญหาโควิดแบบปัดสวะหรือการวางแผนอย่างแยบยล

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

การแก้ปัญหาโควิดแบบปัดสวะหรือการวางแผนอย่างแยบยล

เมื่อมีข่าวว่าสบค.จะประชุมกันเพื่อตัดสินใจว่าจะปิดล๊อกกทม.หรือไม่ และนายกประยุทธ์ออกมาถามสื่อว่า ถ้าล็อกแล้วปัญหาจะจบไหม ผู้เขียนก็คาดการณ์ได้เลยว่าคงไม่ล็อก

แต่เมื่ออ่านประกาศจากสบค.แล้ว ก็ต้องบอกว่ามึนงงมาก เพราะมันเหมือนกับว่าไม่ล็อกแต่ดูแลบางพื้นที่เป็นกรณีพิเศษและเข้มงวด

ก็พอเข้าใจได้ว่าถ้าล็อกทั้งกทม.ก็จะเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและถ้าอย่างนั้น รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบเยียวยา (ซึ่งก็ไม่เคยเห็นเยียวยาอะไรเป็นรูปธรรมสักที) เลยออกมาในรูปว่าไม่ล็อกแต่ล็อกเป็นจุดๆ อย่างการปิดแคมป์คนงานทั่วกทม. ประมาณ 60 แห่ง และปิดร้านอาหารห้ามนั่งกิน ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด (ถ้าไม่จำเป็น) ก็ไม่รู้มีข้อวินิจฉัยอย่างไรและจะทำได้อย่างไร ที่จะไปตั้งจุดตรวจรถเข้า-ออก 24 ชม. เพื่อตรวจรถที่วิ่งเข้าออก รวมทั้งรถขนสินค้ารวมนับล้านคัน ซึ่งจะทำให้รถติดมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาฟังเหตุผลของท่านรมต.มหาดไทย อดีตผบ.ทบ. แล้วก็ทำให้ยิ่งวังเวงหนัก โดยขอยกเอาข้อความส่วนหนึ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์สื่อดังนี้

“ทั้งนี้การล็อกกทม.สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดโควิดได้แน่นอน รวมทั้งแก้ไขปัญหาเตียงไม่พอ เพราะเมื่อประชาชนเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด และติดโควิดก็จะมีเตียงและการรักษาพยาบาลรองรับเพียงพอในแต่ละพื้นที่”

แรกๆฟังดูก็รู้สึกแยบยล แต่ที่วังเวงเพราะท่านไม่มีแผนอะไรเลยรองรับในฐานะรมต.มหาดไทยที่สั่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งประเทศ และในฐานะอดีตผบ.ทบ. ท่านไม่มีแผนอะไรเลยที่จะสนธิกำลังของเหล่าทัพและกระทรวงคมนาคมในการวางแผนการขนส่งคน เพื่อไม่ให้คนที่จะเดินทางไปต่างจังหวัด เพราะถูกปิดแคมป์ ปิดงานงดจ้างต้องออกไปต่างจังหวัดแบบผึ้งแตกรัง อันจะทำให้เชื้อโควิดยิ่งแพร่กระจายไปทั่วประเทศ หรือนี่จะเป็นแนวคิดเพื่อสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกันก็ไม่ทราบได้ จะได้มีโอกาสติดโควิดได้โดยเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้การไปฝากความหวังไว้กับระบบของอสม. ขอบอกว่าคิดผิดมาก เพราะระบบอสม.มิได้เข้มแข็งอย่างที่คิด ก็จ้างเขาเดือนละ 1 พันบาท จะหวังอะไรมาก อย่าคิดว่าพอมีคนมาจากกทม.หรือพื้นที่สีแดงจะมีอสม.ไปคอยประกบให้กักตัว หรือมีผู้ใหญ่บ้าน กำนันไปกำกับ คงมีบ้างแต่ส่วนใหญ่ไม่ มันจึงเหมือนแหขาด จะไปดักปลาอะไรได้

ที่สำคัญคนงานเหล่านั้นเป็นลูกจ้างรายวันที่ไม่มีสวัสดิการอะไรรองรับ เขาจะกินอยู่อย่างไร คิดว่ากลับบ้านไปหากินเอาในพื้นที่ คำถามคือให้ทำอะไร ในเมื่อชนบทกำลังประสบกับปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ข้าวโพด มันสำปะหลังกำลังจะแห้งตาย หรือไม่ให้ผลผลิตที่สมบูรณ์ ส่วนราคาก็ถูกพ่อค้าคนกลางกดจนแทบไม่คุ้มต้นทุนอยู่แล้ว

หลายคนกลับมาบ้านก็มากู้เงินหมู่บ้านเปิดร้านค้าโชห่วยหรือขายอาหาร เปิดไปเปิดมากลายเป็นต้องมานั่งกินกันเองของกงสี ทุนที่กู้มาก็ค่อยๆหดหาย ครั้นมีคนมาเพิ่มจะอยู่กันอย่างไร

อีกเรื่องคือการผลักภาระให้ต่างจังหวัด โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข เพื่อรับศึกโควิดที่กทม.ระบายออกมานั้น ได้คำนึงถึงการส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสมไหม ขออย่าปล่อยให้เขาพึ่งตนเอง ช่วยตัวเอง หรือเป็นอย่างกลุ่มแพทย์ชนบทเขาโพสต์ว่า ขอปืนใหญ่ได้ปืนแก๊ป เพราะมันเท่ากับว่าจะทำให้โรคโควิดกระจายไปทั่วประเทศ เกิดพื้นที่สีแดงเหมือนๆกัน

การประกาศปิดแคมป์ในวันศุกร์ แล้วให้มีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้คนงานช่วยตัวเอง ด้วยการหนี หรือเดินทางออกจากแคมป์ไปต่างจังหวัด โดยที่รัฐบาลไม่รับผิดชอบอะไรเลย ถ้าจะกักเขาในแคมป์รู้สภาพไหมเขาจะอยู่กันอย่างไร ควรปรับปรุงสถานที่หรือไม่

กระนั้นก็ตามงานทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ภาระของกระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว มันต้องเชื่อมโยงกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งแน่นอนมันคือหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และประธานของสบค. ซึ่งจะเป็นผู้ออกมาตรการต่างๆเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด และท่านนายกฯยังเป็นประธานกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยามโควิดแพร่ระบาดนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเยียวยา ความรับผิดชอบทั้งหมดจึงเป็นของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาลทั้งคณะ

อนึ่งเมื่อได้พูดถึงแผนอันแยบยลแล้ว คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงการปิดแคมป์คนงาน ซึ่งแน่นอนก็จะต้องเชื่อมโยงกับบริษัทรับเหมารายใหญ่ทั้งหลาย ที่รับงานก่อสร้างสาธารณูปโภคในกทม. หากไม่มีคนงานบริษัทก่อสร้างก็ต้องหยุดงาน เมื่อหยุดงานเงินงวดต่างๆที่จะได้รับจากรัฐบาลก็พลอยชะงัก แต่มันมีภาระค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่าย ผู้รับเหมาช่วง เจ้าหน้าที่ แลคนงานและดอกเบี้ย

ถ้าเป็นอย่างนั้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างก็จะต้องฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายกับรัฐบาล โดยอ้างเหตุจากโควิด และคำสั่งปิดแคมป์ของรัฐบาล และจะต้องมีการต่ออายุสัญญา ซึ่งก็จะต้องเพิ่มเงินค่าก่อสร้างเพราะวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆพากันขึ้นราคาไปร่วม 10% แล้ว แน่นอนผู้รับเหมา ซึ่งมีอำนาจต่อรองย่อมได้รับการเยียวยา แต่คนงานหาเช้ากินค่ำใครเล่าจะเยียวยา ยิ่งคนงานต่างชาติที่ถูกลอยแพ จะให้ไปอยู่ที่ไหน ดูแลอย่างไร

อย่าลืมว่าโควิดมันไม่เลือกสัญชาติ ถ้าคนงานต่างชาติติดโควิดก็ย่อมแพร่กระจายถึงคนไทยด้วย

หรือจะให้เนรเทศกลับบ้านให้หมด ทำได้หรือ คิดหรือยังว่าจะเตรียมการแก้ไขอย่างไร

การทำศึกที่ไม่มีการวางแผนยุทธการที่ดี ก็เท่ากับแพ้ตั้งแต่ยังไม่รบแล้ว เพราะซุ่นวู กล่าวว่า “รู้เขา รู้เรา” รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง แต่นี่เขาก็ไม่รู้ เราก็ไม่รู้ มันจะชนะได้อย่างไร

ทุกวันนี้มีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และปัดภาระ สุดท้ายก็ไปโทษประชาชนว่าขาดจิตสำนึก ไร้ความรับผิดชอบ มันก็ดูไม่แฟร์กับประชาชนนะครับท่าน

แน่นอนผู้เขียนตระหนักดีว่า การรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อสู้ศึกโควิดจะทำให้เรามีพลังชนะศึกได้ แต่เราไม่อาจเอาชนะในสงครามได้ ถ้าเรายังไม่มีการนำที่วางแผนที่รัดกุมรอบคอบ

ที่สำคัญการสร้างเอกภาพไม่ใช่การปิดปาก มิให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเปิดทางปรับปรุงตนเอง นโยบายและแผน เพราะนี่มันเป็นงานของส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล

แต่การสร้างเอกภาพนั้นผู้นำต้องเปิดใจกว้าง เปิดหูรับฟังแม้การวิพากษ์วิจารณ์ที่แสลงหู เพราะยาขมรักษาโรคได้ หากเลือกฟังแต่คำรื่นหูหรือประจบสอพลอ น้ำตาลนั้นแหละจะกลายเป็นพิษร้ายทำลายตนเอง และประเทศชาติได้

อย่ามาบอกว่ามีแผนรองรับอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงให้ประชาชนทราบ เพราะนี่มันเป็นเหตุการณ์เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ประชาชนเขาจะได้วางใจ เชื่อใจ สนับสนุนรัฐบาล ที่ผ่านมาเขาผิดหวังมามากพอแล้ว อย่างการวางแผนสั่งซื้อวัคซีนและการฉีดวัคซีน อย่าให้เขาผิดหวังอีกเลย ถ้าท่านทำให้โควิดระบาดทั้งประเทศด้วยความมักง่ายเพราะโควิดสายพันธุ์อินเดียกำลังจะระบาดเป็นรอบที่สี่   คงจบสิ้นกันคราวนี้แหละ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *