INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แนวโน้มและทิศทางของโลกในปี 2021

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

แนวโน้มและทิศทางของโลกในปี 2021

วารสาร The Economist ฉบับต้นปี 2021 ได้พยากรณ์แนวโน้มและทิศทางของโลก 10 ประการในปีค.ศ.2021 ดังนี้

1.การต่อสู้แย่งชิงวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในกรณีอย่างนี้ประเทศที่ร่ำรวยก็จะพยายามแสวงหาและกักตุนวัคซีคเพื่อประชาชนของตนเอง จนทำให้การผลิตไม่ทันต่อความต้องการ ซึ่งจะทำให้ประเทศยากจนขาดแคลนวัคซีนหรือได้รับวัคซีนล่าช้าไม่ทันการ อันจะมีผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

แม้ว่า WHO องค์การอนามัยโลกจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วจึงได้ระดมสมาชิกให้เข้าร่วมมือเป็นศูนย์กลางในการสะสมและแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนอันมีสมาชิกที่ลงนามร่วมโครงการถึง 190 ประเทศเรียกว่า COVAC แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอ

            และการแย่งชิงวัคซีนกลายเป็นเกมส์การเมืองระหว่างประเทศไปโดยปริยาย เช่นการที่อินเดียส่งวัคซีนไปช่วยเมียนมา 2 ล้านโดสเป็นต้น

นอกจากนี้ยังจะเกิดกรณีที่ประชาชนบางกลุ่ม อาจปฏิเสธการฉีดวัคซีน หรือการแข่งขันการโปรโมทวัคซีนของบริษัทต่างๆจากประเทศทั้ง 2 ค่าย คือค่ายตะวันตก สหรัฐฯ อังกฤษ ค่ายตะวันออก จีน รัสเซีย ทำให้กลายเป็นการแข่งขันทางการเมืองโดยปริยาย

2.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบผสมผสาน นั่นคือบางธุรกิจอาจสูญหายไปเพราะดีมานด์สินค้าชนิดนั้นๆลดลงอย่างมาก หรืออาจสูญหายเพราะนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลที่จัดการปรับเปลี่ยนไป โดยเฉพาะรัฐบาลในบางประเทศจะมุ่งเน้นสนับสนุนการจ้างงาน เพื่อเป็นการรักษาระดับการบริโภคในประเทศ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างบริษัทที่เข้มแข็งและบริษัทที่อ่อนแอมากยิ่งขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาลที่พยายามจะใช้งบประมาณที่จำกัดให้มีประสิทธิภาพ

3.การปรวนแปรในการจัดระเบียบโลกใหม่ เพราะดุลแห่งอำนาจเริ่มเปลี่ยนแปลง สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก จะสามารถควบคุมสั่งการจากทำเนียบขาว เพื่อให้ระเบียบโลกเป็นไปแบบเดิม หรือมีเสถียรภาพได้หรือไม่ เพราะสถานการณ์หลายอย่างในโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น ระบบการเงินดิจิตัลเป็นต้น

จุดเริ่มต้นอาจจะเป็นการต่อรองกันในการประชุมที่ปารีส เรื่องสภาพโลกร้อน ซึ่งแม้เป็นการประชุมเพื่อตกลงกันในการรักษาสภาพแวดล้อมโลก และมันก็จะกลายเป็นการเมือง และการต่อรองระหว่างประเทศเวทีใหญ่ทีเดียว เรื่องที่สองที่จะตามมาคือการตกลงหรือต่อรองเรื่องปัญหานิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการรื้อฟื้นภายหลังจากที่นายทรัมป์ได้ทุบทำลายไปแล้ว โดยเฉพาะภายหลังการลอบสังหารนายพลสุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้นับเป็นปัญหาท้าทายในไบเดนทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องอิหร่านที่มีรัสเซีย-จีนหนุนหลัง ในขณะที่อิสราเอลที่มีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐฯก็กดดันไม่ยอมให้อิหร่านมีนิวเคลียร์แม้เพื่อพลังงาน

4.ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน เรื่องนี้อย่าคิดว่านายไบเดนจะยกเลิกการทำสงครามการค้ากับจีนง่ายๆ ตรงข้ามเขาจะเพิ่มความเข้มข้นด้วยการสร้างพันธมิตรให้มีน้ำหนักในการกดดันจีนมากขึ้น

            หลายประเทศในอาฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะไม่อยากเจ็บตัว แต่จะทำได้หรือไม่

เหตุการณ์การยึดอำนาจในพม่าก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการประลองกำลังกันระหว่าง 2 มหาอำนาจ ที่สหรัฐฯใช้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิคเพื่อปิดล้อมจีน ในขณะที่จีนก็สร้างแนวเจาะทะลุการปิดล้อมด้วยยุทธศาสตร์ BELT AND ROAD INITIATIVE (BRI) โดยจีนต้องการใช้เมียนมาเป็นบันไดเจาะการปิดล้อมสู่มหาสมุทรอินเดีย

5.การใช้บริษัทธุรกิจเป็นแนวหน้าในการทำสงครามเศรษฐกิจ บริษัทต่างๆนี้ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม

            อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบริษัทเพียงหนึ่งหรือสองบริษัท อย่างหัวเหว่ยหรือ TikTok แต่มันจะขยายตัวไปสู่บริษัทอีกหลายบริษัทไม่ว่าจะเป็น Face Book Twiter และการพัฒนาไปสู่เครือข่ายการสื่อสารจาก 5G ไปสู่ 6G ในขณะที่ 5G ยังไปไม่ทั่วถึง แต่ยุโรปและสหรัฐฯก็เร่งพัฒนา 6G เพื่อเอาชนะเทคโนโลยีจีน ตัวอย่างเช่น ในยุโรป Nokia กำลังพัฒนา 6G เพื่อกลับมานำหน้าในธุรกิจนี้โดยอาจร่วมมือกับ Samsung ของเกาหลีใต้เป็นต้น

แต่การกดดันนี้นอกจากจะมาจากข้างบนแล้วในด้านล่างความต้องการของลูกค้าที่ตื่นตัวเรื่องสภาพภูมิอากาศโลกและความเป็นธรรมในสังคมก็จะทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องตอบสนองความต้องการนี้ด้วย

6.การก้าวรุดหน้าทางเทคโนโลยีเมื่อปี 2020 ถูกกระตุ้นและเบี่ยงเบนไปสู่การปรับตัวไปสู่ระบบการทำงานและการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำงานที่ไม่ต้องพบปะกัน หรือสัมผัสกัน จากการระบาดของโควิด-19

            อนึ่ง อี ลอน มัสก์ แห่งค่ายเทสล่าก็กำลังมีแผนที่จะยิงดาวเทียมนับหมื่นลูกเพื่อเป็นเครือข่ายในการโทรคมนาคมทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้แม้จะยังไม่มีกฎหมายควบคุมเรื่องอวกาศ แต่ก็จะสร้างความขัดแย้งขึ้น โดยเฉพาะระหว่าง 2 ค่าย ตะวันตก ตะวันออก

อย่างนี้ต้องบอกว่าความวัวยังไม่หายความควายเข้ามาแทรก เพราะเรื่องการควบคุมคลื่น 5G ยังตกลงกันไม่ได้ ด้วยมันมีผลประโยชน์มหาศาล

7.ธุรกิจที่ไม่ต้องการความสลับซับซ้อนและทุนมาก หรือที่เรียกว่า FootLoose Industries จะหดตัวลงและต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เช่น การท่องเที่ยวอาจต้องปรับเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ หรือเน้นการท่องเที่ยวภายในประเทศหรือภายในภูมิภาคมากขึ้น

เครือข่ายโรงแรม อุตสาหกรรมเครื่องบินจะหดตัวลงเช่นกัน ตลอดรวมถึงมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาต่างๆ

ทั้งนี้เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะยังคงอยู่กับโลกอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องลดขีดความสามารถลงเพราะความต้องการของโลกลดลง

ส่วนมหาวิทยาลัยนั้นเนื่องจากอัตราการเกิดของบุคคลในประเทศที่ร่ำรวยหรือเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราลดลงประกอบกับการเกิด Disruption ในการเรียนการสอนแบบเก่า จะทำให้มหาวิทยาลัยที่ต้องพึ่งพานักศึกษาต่างชาติต้องขาดแคลนรายได้ลงไปมาก ส่วนมหาวิทยาลัยภายในที่ต้องการนักศึกษาภายในก็จะมีอาการเช่นกัน

8.แนวโน้มที่ค่อนข้างจะสดใสก็คือ ความพยายามของรัฐบาล และระหว่างประเทศที่จะลดการสร้างบรรยากาศโลกร้อนลงจะมีมากขึ้นในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และรูปแบบอุตสาหกรรมที่ปรับตัวให้เหมาะสมจากการล่มสลายเพราะการระบาดของโควิด-19 และการปรับตัวครั้งใหญ่ทางเทคโนโลยี

9.ภาพในอดีตบางอย่างจะย้อนกลับมา นั่นคืองานใหญ่ๆอย่างโอลิมปิค หรือดูไบเอ็กโป หรือการกีฬาระหว่างประเทศที่ต้องระงับไปในปีที่แล้วจะถูกกระตุ้นให้เปิดตัวอย่างมโหฬารในปีนี้

10.แนวโน้มความเสี่ยงจากการแข่งขันและการทำสงครามการค้าจะนำไปสู่ความตึงเครียดอันอาจนำไปสู่การเกิดสงครามนิวเคลียร์และสงครามชีวภาพได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยากจะคาดคะเน เพราะมันอาจเกิดได้โดยไม่ตั้งใจ หรือเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของขั้วอำนาจ 2 ฝ่ายได้

อนึ่งในนิตยสาร The Economist ฉบับเดียวกันนี้ John Parker ยังได้เขียนถึงปรากฎการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 นี้ นั่นคือกลุ่ม Yold (Young OLD) นั่นคือคนสูงวัยที่ยังแข็งแรง มีเงินสะสม ช่วงระหว่าง 60-75 ปี ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น

คนเหล่านี้จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของตลาดสินค้า การท่องเที่ยว และแฟชั่น

นอกจากนี้คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยประสบการณ์ของตนที่สะสมมายาวนาน อันจะมีมุมมองแตกต่างจากคนรุ่นใหม่วัย 20-40 ปี ซึ่งหากไม่มีการผสมผสานกันให้ราบรื่น ก็อาจนำมาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงได้

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *