INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“ฮิญาบ”จุดไฟประท้วงในอิหร่าน

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

“ฮิญาบ”จุดไฟประท้วงในอิหร่าน

ข่าวล่าสุด(เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕)ระบุว่าการประท้วงยืดเยื้อในอิหร่าน ย่างเข้าเดือนที่ ๓ เข้าไปแล้ว ณ เวลานี้

ที่อื้อฉาวมากที่สุด ก็คือตำรวจได้สังหารเด็กๆ ไปหลายคนและเริ่มใช้วิธีการที่น่าขยะแขยง คือการ”ข่มขืน”กระทำ”ชำเรา”กับผู้ประท้วงหญิง หมายให้เข็ดหลาบ (ข่าว”ซีเอ็นเอ็น”)

ข่าวนี้เล็ดลอดออกมาทั้งๆ ที่ทางการอิหร่านสั่งปิด”อินเทอร์เนต”และห้ามนักข่าวต่างชาติเข้าไปทำข่าวเด็ดขาด

ถ้าเป็นจริงตามที่ข่าว”ซีเอ็นเอ็น”อ้าง

ก็นับว่าเลวทรามต่ำช้าจริงๆ ที่ระบอบการปกครองอิหร่านปล่อยให้ มีการกดขี่ข่มเหงไร้คุณธรรมแบบนี้ เพราะไร้มนุษยธรรมสิ้นดี

ถือได้ว่า ต่อต้านทวนคำสอนของศาสนาอิสลามซึ่งชนชาวอิหร่านส่วนใหญ่ศรัทธาและนับถือ ครับ

ขอย้ำว่าศาสนานั้นดี แต่คนที่นับถือ ตั้งแต่รัฐบาลอิหร่านและเจ้าหน้าที่ล้วนเลว(ชาติ)สิ้นดี

ต้องประณามอย่างนั้นครับ

แต่แทนที่จะหวั่นกลัว การประท้วงกลับแพร่สะพัดไปทั่วประเทศ รุนแรงกว่าในปี ๒๐๑๙ เสียอีก

จะถึงขั้นประชาชนจะจับอาวุธลุกขึ้นสู้หรือไม่นั้น ก็ยังสงสัยอยู่ครับ

ก็ได้แต่หวังว่า จะไม่เกิดขึ้นจริง ตามที่ “ซีเอ็นเอ็น”รายงาน

ถามว่า การประท้วงรุนแรงคราวนี้ เกิดขึ้นจากอะไร

ตอบว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายนที่ผ่านมานี้ ตำรวจศาสนาหรือ Morality Police ผู้ทำหน้าที่คอยควบคุม”การแต่งกาย”และ”พฤติกรรม”ของมุสลิมอิหร่าน ได้จับกุม”มาชา อามินิ”สตรีวัย ๒๒ ฐานคลุม”ฮิญาบ”ไม่เรียบร้อย แถมนุ่งกางเกงยีนส์รัดรูป ถูกตีที่ศีรษะหลายครั้ง ทำให้เธอเสียชีวิต

ครอบครัวเธอกล่าวหาว่า เป็นการกระทำของตำรวจ แต่ตำรวจปฏิเสธ

และรัฐบาลอิหร่าน ก็ไม่ได้อธิบายให้เหตุผลอะไรไปมากว่านี้ ตามที่ “ซีเอ็นเอ็น”ได้ตั้งถามไป

หน่วยชันสูตรพลิกศพของทางการ เพียงให้คำอธิบายว่า เธอเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว แต่ไม่ระบุว่าศีรษะและอวัยวะสำคัญได้รับแรงกระทบอย่างหนักอย่างไร

นั่นคือ การจุดไฟให้เกิดการประท้วง เริ่มด้วยกลุ่มสตรีก่อน เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นระลอก ๆ ครั้งหลังๆ มีคนทุกเพศทุกวัยเข้าร่วม รวมทั้งกลุ่มเผ่าพันธุ์พื้นเมือง

ที่สำคัญที่ต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ คือเบื้องแรกเป็นการประท้วงอย่างสันติ ไม่ก่อความรุนแรง

แต่ต่อมา เมื่อการประท้วงเกิดขึ้นตามท้องถนนในเมืองต่าง ๆ พวกสตรีพากันเผา”ฮิญาบ”มีการเต้นระบำ (แต่ไม่ถลกก้น) สตรีแสดงการตัดผมยาวทิ้ง

ถึงขั้นมีการสไตรค์หยุดงานประท้วงตามโรงเรียน ตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศและภาคส่วนของกิจการน้ำมันแห่งรัฐ

ในที่สุดความรุนแรงถึงขั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ถึงขั้นบุกเผาที่ทำการของกองกำลังรักษาความมั่นคง

การประท้วงนี้ยังลุกลามไปในต่างประเทศ ทั้งใน”สต็อกโฮล์ม”และ”เอเธนส์”

องค์การสิทธิมนุษยชน HENGAW รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๒๐๑ คน บาดเจ็บหลายร้อยคน ทางฝ่ายรัฐบาลเผยว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงปลอดภัยเสียชีวิตไปกว่า ๒๐ นาย

รายงานระบุว่าฝ่ายรักษาความมั่นคงฆ่าโดยไม่เลือกหน้า ด้วยอาวุธสงคราม เช่น“เอเค 47”

มีการจับกุมผู้คนไปขังไว้ในโกดังสินค้า อย่างแออัดยัดเยียด

ครับ ยังไม่มีกระแสข่าวว่า”ยูเอ็นเอชซีอาร์” หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกมาแสดงบทบาทชัดเจนอย่างไร

ปัญหาเรื่อง”ฮิญาบ”นี้ ในทัศนะส่วน ผมว่าไม่ใช่ปัญหาสำคัญถึงขั้น “บาปหนัก” ที่ต้องจริงจังถึงกับเอาเป็นเอาตาย

เพราะไม่มีบทบัญญติชัด ๆจากพระมหาภีร์อัลกุรอาน

นอกจากการตีความ ในกรณีที่ต้องมีผ้ากั้น ระหว่างแขกที่มาเยือนบ้าน(ศาสดามุฮัมมัด ซล.)กับภริยาของท่านในบ้าน

ผมผิดพลาดอย่างไร ขอท่านผู้รู้ ได้โปรดชี้แนะด้วยครับ

แต่ละชาติอิสลามและแต่ละกลุ่มที่ความเชื่อความศรัทธา ก็เอาไป”ตีความ”เพื่อให้เข้ากับประเพณีของตน เท่านั้น

เวลานี้ ในซาอุดีอาระเบีย ก็คลี่คลายเรื่องนี้มากแล้ว สตรีที่นั่นจะคลุม”ฮิญาบ”ก็ได้ ไม่คลุมก็ได้ ไม่ได้เอากันถึงเป็นถึงตาย นับแต่ มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงกุมอำนาจเด็ดขาด มุ่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้รับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง อย่างทันสมัย

ถึงขั้นยอมเปิดกว้างในแง่สิทธิสรีภาพ อนุญาตให้สตรีขับรถได้และไปดูหนังกับแฟนได้ ตามเมืองใหญ่ๆ เช่นในกรุง”ริยาด”

ส่วนในชนบท ที่ยังมีความเชื่อในขนบธรรมเนียมดั้งเดิม จะคลุมหน้าคลุมตาหรือไม่อย่างไร ไม่มีใครไปเอาผิดได้

ก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล คือเป็นเรื่องของแต่ละคน

แต่ซาอุดีอาระเบีย ก็ยังคงมีตำรวจศาสนาอยู่ (โดยเฉพาะในนครมักกะฮ์)

ผมครั้งไปทำฮัจญ์ เคยโดนเล่นงานมาแล้ว เพราะแต่งชุด”เอียะรอม”(นุ่งขาวห่มขาวด้วยผ้าขาวสองชิ้น)ไม่เรียบร้อย โดยเอาผ้าคลุมกายมาพันคอ ขณะเดินไปตามถนนในชนบท มุ่งหน้าไป”มินา”

ถือว่าไม่สุภาพเรียบร้อยยิ่ง

ตำรวจศาสนาจึงเตือนผม ด้วยความสุภาพ คือแค่ถ่มน้ำลายใส่(ไม่โดนตี)เท่านั้น

ตำรวจศาสนานั้นมีอยู่ในหลายชาติ ที่ชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามครับ

นอกจากอิหร่านแล้ว ก็มีในมาเลเซีย,อาฟกานิสถาน,ไนจีเรียและซูดาน ฯลฯ เป็นต้น

ดีที่ไม่มีในประเทศไทย แต่มุสลิมไทยส่วนใหญ่ก็ยังปฏิบัติตนอยู่ในกรอบข่ายที่เคร่งครัดามข้อบัญญัติหลักๆ เช่น การละหมาดและถือศีลอดเป็นต้น

การสวม“ฮิญาบ”นั้น ถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติเช่นกัน โดยเฉพาะในภาคใต้

เป็นการแต่งกายของด้วยการคลุมร่างสตรี ที่เติบโตเป็นสาว เปิดเผยได้แต่ใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น เมื่อต้องไปปรากฎตัวต่อสาธารณะ (ที่บ้านตนเอง”ไม่ต้อง”)

ในเมืองไทย ใครไม่สวมใส่ ก็ไม่มีการลงโทษอะไร เพราะไม่มีตำรวจศาสนา แต่จะถูกสังคม(มุสลิม)ตำหนิมากๆ ว่าไม่ปฏิบัติตนเป็นมุสลิมที่ดีงาม

ก็ยังไม่รู้ว่า ความวุ่นวายที่เกิดจากการแต่งตัวไม่เรียบร้อยในอิหร่านจะยุติลงได้อย่างไร

ก็ได้แต่ขอวิงวอน ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า”อัลลอฮฺ (ซบ.)”ช่วยดลบรรดาลให้ยุติลง ด้วยสันติโดยเร็วด้วยเถิด

อา…มีน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *