jos55 instaslot88 Pusat Togel Online ”ความรัก”ในมุมปรัชญาและมุมซูฟี(Sufism) - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

”ความรัก”ในมุมปรัชญาและมุมซูฟี(Sufism)

”ความรัก”ในมุมปรัชญาและมุมซูฟี(Sufism)

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา  วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ใกล้ๆปีใหม่มองไปด้านไหนก็สดชื่นและรู้สึกว่าเรื่องความรักเป็นอะไรที่ใครๆอยากจะพูดถึงกัน เลยอยากจะชวนผู้อ่านคุยเรื่องความรักกันสักนิดครับ แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าแล้วความรักคืออะไร? เพราะมีบางคนบอกว่าความรักคือการให้ บางคนก็ว่าความรักคือการเสียสละ และบางคนไปไกลมองว่าความรักคือยาพิษ  ดั่งประโยค”ที่ไหนมีรักที่นั่นมีทุกข์” แล้วแต่จะมองในมุมไหน แต่บทความสั้นๆนี้อยากจะนำเอามุมมองต่อ “ความรัก” จากมุมนักปรัชญาและจากลัทธิซูฟี(Sufism) เพื่อเปิดมุมมองและความเข้าใจในความรักอย่างหลากหลายนิยามมากขึ้น

แต่ก็หลายๆครั้งเมื่อเราย้อนดูนิยาม”ความรัก’  เราคงจะอาจจะตั้งคำถามแบบเชยๆว่า “ความรักคืออะไร?”  และก็คงมีหลายๆคนคงคิดว่าจริงๆแล้วไม่รู้จะถามไปทำไมเพราะรักคือรัก แต่รู้ใหมว่าคำถามเชยๆนี่แหละได้มีผู้คนมากมายตั้งขึ้นเพื่อหาความหมายของคำนี้ตลอดมามีนักปรัชญาได้ถกเถียงกันมาหลายพันปีมาแล้วเลยทีเดียว แต่เพื่อให้รู้ถึงความหมายของความรักอย่างชัดเจนและแตกต่างระดับของความรักมากขึ้น เรามาลองดูการจัดแบ่งระดับของความรักไว้น่าสนใจ คือ

หนึ่ง-Eros คือความรักหรือความปรารถนา นักวิชาการได้บอกว่าความรักแบบ Eros จะเป็นความรักที่มีความต้องการในการครอบครองสิ่งนั้น เช่นอยากเป็นความรักแบบคู่รัก นอกจากนั้นแล้ว Eros จะมีความต้องการทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแบบหนุ่มสาว

สอง-Philia เป็นความรักที่ไม่มีความต้องการที่จะครอบครองหรือความต้องการทางเพศเข้ามาเกียวข้อง แต่เป็นความรักในระดับบุคคลคือเป็นความรักแบบมิตรภาพ การเคารพต่อกันและกัน หรือ ระดับPhilia ไม่ได้เป็นแค่ความรักระหว่างบุคคลกับบุคคลเท่านั้น แต่เป็นความรักที่เกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างเช่น ความรักในสถาบัน รักชาติ

สาม-Agape คือความรักระดับสากลเป็นสิ่งสูงสุดระดับสูงสุดทางศาสนา ความรักในระดับนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเงื่อนไข ถ้าพูดยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือความรักนะหว่างบุคคลกับพระเจ้า เป็นต้น(Philosophy of Love ทฤษฎีความรัก ปรัชญากับความรักhttps://www.mangozero.com/philosophical-love/)

ความรักเกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ทุกคน และเป็นสิ่งที่เรียกหาสิ่งที่เคยเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของเรา กลับคืนมาอยู่ด้วยกัน”   นี่คือวาทะอมตะของ‘อริสโตฟาเนส’ (Aristophanes)  เขาคือนักเขียนเสียดสีชาวกรีก เขาให้ความหมายของความรักเอาไว้น่าสนใจในบทบันทึกซิมโพเซียมSymposium งานเขียนของเพลโต Plato ที่ถ่ายทอดบทสนทนาเกี่ยวกับความรักระหว่างกลุ่มนักเขียนและนักปรัชญา โดยอริสโตฟาเนสเชื่อว่าความรักโรแมนติกคือ ‘ความปรารถนาของคนสองคนที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว’ (Union)

บทสนทนานี้ได้ถูกนำมาขยายอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับ”ความรัก”ในมุมของนักปรัชญาว่ามนุษย์โดยธรรมชาติคือหนึ่งเดียวกัน และความรักในมุมของเพลโต  คือ‘ความรักโรแมนติก’ เป็นความรักเหมือนกับการกลับคืนสู่ธรรมชาติแรกเริ่ม เป็นเสมือนการตามหาและพบเจอกับอีกครึ่งหนึ่งของมนุษย์ที่ขาดหายไป  ความรักคือความต้องการที่จะรู้สึกสมบูรณ์และเติมเต็มและพลังแห่งรักจะฉายแสงรักต่อคนรักอย่างงดงามยิ่ง

ทฤษฏีความรักTheory of Loveของซาร์ท(Sarte’) ถือได้ว่าเป็นทฤษฏีความรักหนึ่งที่ป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในแวดวงปรัชญาตะวันตก  อิทธิพลทฤษฏีความรักของเขาในบทความ ความผูกพันของความรัก(love’s bound)เป็นความรักโรแมนติก เขาได้กล่าวถึงความรักว่า “เราปรารถนาที่จะครอบครองคนรักของเราโดยสมบูรณ์แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการให้เราแต่ละคนมีอิสรภาพ และไม่เป็นทาสใคร”

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทฤษฎีความรักของซาร์ทได้รับความสนใจ เพราะซาร์ทได้มีทัศนคติต่อความรักในเชิงวิพากษ์มากกว่าชื่นชมและมากกว่าความหลงในความรักเหมือนกับเทพนิยายหรือบทกลอนที่ได้รำพึงโหยหาความรักอะไรทำนองนั้น (ทฤษฎีความรักของซาร์ท วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ ปีที่ 40 ฉบับที่ 1 : มกราคม-มิถุนายน 2564)

ในขณะที่นิยามความรักในโลกตะวันตก มักถูกพูดว่าความรักเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวติของมนุษย์ เพราะความรัก มนุษย์ได้ค้นพบความหมายของชีวิต และด้วยรักสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนมนุษย์ของเขา และจริงๆแล้วในวงการนักปรัชญาการวิพากษ์ความรักไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะในอดีตยุคเรืองอำนาจของกรีกเองในซิมโพเซียมของเพลโต และของโซเครติสเองก็เริ่มการทำความเข้าใจความรักของเขาผ่านการวิพากษ์  ถึงแม้ว่าบางครั้งนักปรัชญาเองอีกนั่นแหละที่ได้สร้างค่าของความรักและสรรเสริญความรักเกินจริง หรือเลยเถิดไปถึงบูชาความรักอย่างกรณีการแสดงในเรื่องความรักของอกาธอร์น(ยุคกรีกโบราณ) แต่สุดท้ายนักปรัชญาก็ยังพยายามยืนยันคุณค่าบางอย่างของความรักหลังจบบทวิพากษ์ของพวกเขา เป็นอะไรที่น่าสืบค้นทีเดียว

ส่วนมุมความรักของนักซูฟี(Sufism) ถึงแม้ว่านักเขียนโลกตะวันตกและรวมไปถึงโลกอิสลามเองจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ค่อยจะกล่าวถึงหรือค่อนข้างจะพูดถึงความรักในมุมของลัทธิซูฟีน้อยมาก ทั้งๆที่พลังดึงดูดของลัทธิซูฟีถึงกับทำให้ผู้คนจำนวนมากทั้งในอดีตและปัจจุบันหันมาศึกษาค้นคว้าเกี่ยววิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของซูฟีชน รวมไปถึงคำสอนที่น่าสนใจและน่าสืบค้น เพราะกลุ่มซูฟีสอนให้รู้จักตัวเอง สอนให้เข้าใจตัวตน และมีเป้าหมายสูงสุดคือพระเจ้า โดยปรารถนามุ่งเน้นให้ตัวเองบรรลุสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยการผ่านกระบวนการแห่งการปฏิบัติธรรมและความรักเป็นแก่นในการเข้าถึงพระเจ้า โลก และมนุษย์

อิมามฆอซซาลีได้กล่าวประโยคหนึ่งที่น่าทึ่งว่า…

“ในขณะที่ฉันได้ปลีกวิเวกอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้น ฉันได้เห็นและประจักษ์สิ่งต่าง ๆ มากมายที่เป็นความรู้ ซึ่งสิ่งที่ฉันเห็นนั้นไม่ได้ผ่านการใช้เหตุผลหรือกระบวนการคิดเชิงปรัชญา แต่สิ่งที่ฉันได้เชื่อมั่นในทางแห่งสัจธรรมคือการดำเนินตามแนวทางซูฟีชน เพราะแบบฉบับของพวกเขาดีที่สุด เส้นทางของพวกเขาเร็วกว่าหนทางอื่น ๆ มารยาทพวกเขาดีกว่ามารยาทของกลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นต่อให้นักปรัชญา นักเทววิทยาจะพยายามสักเท่าไหร่ในการจะไปถึง ก็ไม่มีทางจะเหมือนกับพวกเขาได้เลย”

หากเพ่งพินิจจะพบว่าลัทธิซูฟีตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาการรู้จักองค์สัมบูรณ์เจ้าด้วยความรัก แสวงหาความเอื้ออาทรสูงสุดจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว เป็นการแสดงออกที่งดงามตามวิถีแห่งรัก โดยปราศจากการคำนวณหรือการต่อรองใดๆ  แต่เป็นการให้เข้าถึงพระเจ้าโดยแท้ที่ปรากฏขึ้นทางในและทางจิตวิญญาณ

และเราได้รู้จักซูฟีชนเรืองนามบางคน เช่น  เมาลานา ญะลาลุดดีน รูมี,   ฮาฟีซ ชัมซุดดีน,  บายาซีฎ บัสตอมี,  อิมามฆอซซาลี,  อัลลาจญ์,   มุลลาศ๊อดรอ และคนอื่นๆอีกจำนวนมาก  พวกเขาเหล่านั้นเปรียบเสมือนดาวจรัสแสงด้านรหัสยะนัยและพวกเขามีมุมมองต่อความรักน่าค้นหาจริงๆ

นักซูฟีมองว่า”ความรัก” คือสารตั้งต้นสำคัญที่สุดของการจาริกทางจิตวิญญาณและจุดหมายปลายทางคือการพบเจอคนรักนั่นคือพระเจ้าตามนิยามของพวกเขา และเป็นที่น่าสังเกตคือลัทธิซูฟีเริ่มต้นด้วยกับคำว่า”อัลฮุบบ์”(الحب)ความรักที่ถูกนำเสนอในลักษณะที่สร้างมิตรภาพ เป็นการไว้วางใจเป็นอันดับแรก แต่ความรักที่สูงขึ้นสำหรับลัทธิซูฟีเลือกที่จะใช้คำว่า”เอชค์”عشق ความรักที่ลงลึกในรายละเอียด เป็นความผูกพันระหว่างผู้รักและคนรัก ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้วคำๆนี้มักจะใช้ในรูปของความรักที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์หรือเป็นความผูกพันอย่างลึกซึ้งของมนุษย์ต่อบุคคลอื่น หรือที่รู้จักเป็นความรักที่ใช้ระหว่างชายกับหญิงที่มีความรักต่อกัน ซึ่งจะเรียกผู้รักว่า”อาชิก”عاشق ส่วนคนรักเรียกว่า”มะชูก” معشوق แต่ลัทธิซูฟีเลือกที่จะใช้คำว่า”เอชค์”عشق  ”เป็นการใช้สำหรับมนุษย์กับพระเจ้า และพระเจ้าอยู่ในฐานะมะชูก” معشوق   คนรัก ส่วนมนุษย์อยุ่ในฐานะ”อาชิก”عاشق ผู้รัก หรือได้เปรียบเปรยในตัวละคร”ลัยลีกับมัจนูน”ในวรรณคดีเปอร์เซียแบบซูฟี ซึ่งเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าค้นหายิ่งนัก

บรรดาซูฟีชนได้ถือว่าความรักคือภาวะที่เกิดขึ้นระหว่างผู้รักกับคนรักที่ปราศจากการต่อรองใดๆ พวกเขายอมรับว่าการเข้าสู่ความจริงสูงสุดเกิดมาจากความรัก โดยผ่านขั้นตอนต่างๆทางจิตวิญญาณถูกเรียกว่า “การจาริกทางจิตวิญญาณ”

ญาลาลุดดีน รูมีได้ถ่ายทอดความรักอันน่ามหัศจรรย์ว่า ความรักเป็นเสมือนเส้นด้ายที่สอดแทรกอยู่ทุกอณูของมนุษย์  ทั้งโดยตรงหรือโดยนัยและรูมียังได้ถ่ายทอดความงดงามความรักผ่านตัวอักษรบทกลอนที่มีความลึกซึ้งของภาษาและจินตภาพอันเร่งเร้าอารมณ์ที่รูมีใช้แสดงออกความรักนั้นมิค่อยได้พบเห็นในบทกวีอื่นๆ

ความรักในมุมของรูมีมิใช่ความรักฉันชู้สาว ไม่ใช่ความรักแบบชายหญิง  แต่เป็นความรักอันงอกเงยมาจากการตระหนักในความรักของพระเจ้าเป็นความรักของพระผู้เมตตาที่แผ่ขยายมาสู่โลกและชีวิตของมนุษย์

รูมีกล่าวว่า

เมื่อใดที่เราจัดให้รักนั้น ปราศจากความคาดหวังใดๆ   ไร้การคำนวณ มิได้มีการต่อรอง  แน่แท้เราทั้งผองล้วนอยู่ในสวรรค์อย่างแท้จริง”

ความรัก (عشق =เอชค์)ในมุมลัทธิซูฟี(Sufism)เป็นอะไรที่น่ามหัศจรรย์ โดยเหล่าซูฟีชนได้ถ่ายทอดความรักพิสุทธิ์บนแผ่นอักษรของบทบทกวี ไม่ว่าจากสำนักซูฟีชาวอาหรับอย่างอิบนุ อะรอบี ได้ถ่ายทอดความรักอันน่าภิรมย์ยิ่ง เป็นการใช้มโนคติเกี่ยวกับความรักในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าและเป็นการแสดงออกถึงภาวะทางจิตวิญญาณที่ผูกติดและร้อยเรียงเป็นลูกโซ่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้รักกับคนรัก โดยมุ่งเน้นความงดงามทางจิตวิญญาณที่ถ่ายทอดออกมา เพื่อจะสื่อถึงความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขอบเขต เมาลานาญะลาลุดดีน รูมี (Rumi)กล่าวถึงบางบทเกี่ยวกับความรักว่า..

 “รัก คือเปลวไฟอันลุกโชน มันเกิดขึ้นระหว่างผู้รักและคนรักอยู่ตลอดเวลา และแสงแห่งรักนั้น มิมีวันดับลงไป จากคนรักได้เลย”

“ความรักคือผู้พิชิต และฉันได้ถูกพิชิตแล้ว

ฉันถูกทำให้รู้แจ้งโดยผ่านแสงแห่งความรัก

คนรักทั้งหลายตกอยู่ในทะเลเลือดแห่งความรัก

ฉะนั้น ณ ที่ความกรุณาปรานีของความรัก  เขาทั้งหลายเหมือนกับโม่หินบด

หมุนไปทั้งวันและคืน  เคลื่อนไป  เคลื่อนไป  ไม่หยุดหย่อน”

รูมีมองความรักที่แท้ของมนุษย์นั้นเป็นการสะท้อนความรักอันเป็นสากล เป็นความรักพิสุทธิ์ที่เชื่อมโยงกับพระเจ้าเป็นความรักอมตะและความรักเหนือนิยามรักทั้งหลาย  จนทำให้เมาลานา รูมี ได้ถ่ายทอดความรักที่มิใช่ความรักที่เป็นแรงดึงดูดระหว่างผู้โดดเดี่ยวสองคนในมุมของปัจเจกเท่านั้น  แต่เป็นความรักที่ฝังแฝงอยู่ในทุกสายใยของจักรวาล ที่แผ่ความเมตตาและความเอ็นดูไปทุกอณูแห่งเอกภพเลยทีเดียว

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *