INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เหตุเกิดที่ประเทศสารขันธ์

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

เหตุเกิดที่ประเทศสารขันธ์

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เล่ากันสืบมาถึงประเทศสารขันธ์ที่ตั้งอยู่ ณ ดินแดนอันไกลโพ้น ส่วนตัวเลขที่มีการกล่าวถึงก็เป็นตัวเลขสมมติ หากบังเอิญไปตรงกับข้อมูลของประเทศใดประเทศหนึ่งก็ให้ถือว่ามิได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในประเทศนั้นๆ

ประเทศสารขันธ์เดิมทีเป็นประเทศดาวรุ่ง เพราะในหมู่ประเทศที่อยู่รายรอบใกล้เคียง เป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้ากว่าเพื่อนใกล้เรือนเคียง แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 50-60 ปี สารขันธ์กลับตกต่ำถอยหน้าถอยหลังจนเพื่อนบ้านหลายประเทศเริ่มแซงไปทีลำดับแทนที่จะเป็นเสือทางเศรษฐกิจการเมืองกลับกลายเป็นแมวแก่ผอมๆ ไร้น้ำยาในที่สุด

            สาเหตุสำคัญของความเสื่อมโทรมนั้นเกิดจากการเมืองการปกครองที่วนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ เมื่อปกครองโดยพลเรือนก็มีการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่แบ่งฝักฝ่ายเป็นมุ้งในแต่ละพรรค ครั้นทหารเข้ายึดอำนาจโดยอ้างเหตุเหล่านั้น ก็กลับยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีกด้วยการคอร์รัปชั่น ชนิดที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จไม่อาจตรวจสอบได้ เหมือนรัฐบาลพลเรือน

และทุกครั้งที่ยึดอำนาจก็มักจะอ้างว่าเข้ามาเพื่อรักษาความสงบ ความมั่นคง และสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่การณ์กลับเป็นไปในทางตรงข้าม เพราะความแตกแยกยิ่งทวีความรุนแรง และทำท่าจะบานปลาย เพราะความอยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติของระบบอำนาจนิยมที่นับวันมีแต่ความอหังกาไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้น

            หากมีประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงก็จะถูกปราบปราม และใช้อำนาจทางกฎหมายเล่นงานทุกแง่ทุกมุม ทุกเรื่อง จนมีประชาชนถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับการปกครองของผู้ปกครอง จนเป็นที่ล่ำลือไปทุกสารทิศ

แต่ก็ยังเดชะบุญที่ยังไม่เกิดการประท้วงที่รุนแรงถึงขั้นจลาจล และรัฐบาลของสารขันธ์ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยฟอกขาว ด้วยการเลือกตั้งแต่เปลือกก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะใช้อำนาจของกองทัพออกมาปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนเหมือนบางประเทศ

แต่ด้วยระบอบและระบบการปกครองที่ฟอนเฟะทำให้สถานะของประเทศเสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ โดยอาจสรุปภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่ล้มเหลว เพราะระบอบการปกครองที่ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงดังต่อไปนี้

            ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ จัดว่ามีมากที่สุดในโลก กล่าวคือ ประชาชน 1% ที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศมีทรัพย์สินมากถึง 70% เฉพาะคนที่ร่ำรวย 50 คน ถือครองทรัพย์สินกว่า 30%

ในปี 2560 มีเอกสารสิทธิ 37 ล้านฉบับรวมพื้นที่ประมาณ 22 ล้านเฮกต้า คิดเป็นพื้นที่ 40% ของพื้นที่ตามเอกสารสิทธิทั้งหมด แต่มีคนถือครองเป็นเจ้าของเพียง 25%

ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 5% ที่ถือครองที่ดินถึง 80% ของจำนวนนี้ นอกจากนี้ประชาชนส่วนมากที่เป็นเกษตรกรกลับตกอยู่ในฐานะย่ำแย่ และมีส่วนน้อยที่เป็นเจ้าของที่ดินของตนเอง

ในขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรกลับตกต่ำเพราะถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางและผู้ส่งออก ด้วยขาดอำนาจการต่อรองทางการตลาด จึงมีฐานะยากจน

ส่วนผู้ที่ใช้แรงงานซึ่งจำนวนมากโยกย้ายมาจากภาคการเกษตร เพราะนโยบายของรัฐบาล ก็ได้รับค่าแรงงานแทบไม่พอกับค่าครองชีพและสวัสดิการที่ดีพอ จนทำให้ประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนในระดับต้นๆของโลก

มีเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกก็คือ ประเทศสารขันธ์มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ส่งออกถูกกว่าขายภายในประเทศ มีหน่วยงานผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าโดยรัฐ แต่ราคาแพงเกือบที่สุดในโลก มีรถไฟฟ้าที่เกิดจากการลงทุนรัฐร่วมเอกชน แต่ค่าโดยสารแพงมากจนคนยากจนไม่มีปัญญาใช้ มีทางด่วนที่ราคาแพงและมิได้ช่วยแก้ปัญหาจราจร

แต่กลับทำให้เกิดการระบายรถที่ติดขัดกันไปทั่ว ทั้งบนทางด่วนและทางธรรมดา

มีรถไฟความเร็วสูงที่ราคาแพงโดยประชาชนต้องแบกรับด้วยภาษีทั้งทางตรง ทางอ้อม แต่คนในประเทศใช้น้อย เพราะมุ่งให้บริการคนต่างชาติ การจัดการก่อสร้างก็มีการฉ้อฉลจนราคาสูงเกินจริง แถมอาจเสียอธิปไตยให้กับประเทศที่จะเข้ามารับงาน แถมจะแก้กฎหมายเพื่อเปิดช่องให้ต่างชาติมาถือครองที่ดินอีกด้วย

ที่สำคัญประเทศสารขันธ์มีหนี้ครัวเรือน ที่สูงเป็นอันดับต้นของโลกคือประมาณ 91% ของ GDP และมีหนี้สาธารณะเกือบ 60% ของจีดีพี แต่กลับใช้งบประมาณจำนวนมากไปซื้ออาวุธในยามประเทศกำลังเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด

            ส่วนที่น่าวิตกสำหรับอนาคต คือ ระบบการศึกษาที่ยิ่งกว่าระบบไดโนเสาร์ด้อยคุณภาพ และไม่สร้างสรรค์ ไร้จรรยาบรรณ หรือไม่อาจสร้างอุดมการณ์และการตระหนักรู้ถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมือง แต่ใช้งบประมาณสูงที่สุดในบรรดากระทรวงทั้งหลาย

ระบบกฎหมายก็ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อต่อเอกชนที่มีเอกสิทธิเข้าถึงผู้ปกครองได้ จนเรียกกันว่า คอร์รัปชั่นทางกฎหมาย ซึ่งเข้ามาแทนที่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

มีระบบประชารัฐสารขันธ์ แทนที่ระบบประชานิยมเพื่อชาติ และยิ่งมีวิกฤตกาลจากโรคระบาดโควิด ซึ่งโดนกันทั่วโลก คณะรัฐบาลของสารขันธ์ก็ยิ่งถือโอกาสช่วยกันคอร์รัปชั่นกันขนานใหญ่

ขนาดกระทรวงสุขภาพยังมีการฉ้อฉลเรื่องการสั่งวัคซีนเข้ามาฉีดให้ประชาชน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด กลับมีการแทงกั๊กจนล่าช้า และบริหารจัดการได้ห่วยแตก จนเมื่อเอกชนจะขอสั่งเข้ามาเพื่อทำการฉีดเองก็ถูกบล๊อก และเรียกรับเงินเพื่ออำนวยความสะดวก โดยการอ้างว่าวัคซีนนี้ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลประเทศผู้ผลิตแบบฉุกเฉิน ซึ่งอาจมีอาการข้างเคียง จึงต้องให้รัฐบาลสั่งเท่านั้น ซึ่งความจริงปัญหานี้แก้ไม่ยาก เช่น ออกใบอนุญาตให้เอกชน หรือให้หน่วยงานรัฐสั่งมาขายต่อ

ครั้นมีรัฐบาลประเทศอื่นบริจาคให้มา 2-3 ล้านโดส ซึ่งถ้าคิดเป็นราคาทุนเพียงโดสละ 2 เหรียญ ก็เอามาตั้งเบิกโดสละเกือบ 20 เหรียญ

นอกจากนี้ยังผูกขาดสั่งเข้ามาเป็นเพียงบางยี่ห้อแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ด้วยเหตุเหล่านี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว โดยรวดเร็วจึงทำได้ยากเย็น ขณะที่กำลังผลิตตก การว่างงานเพิ่มสูง ธุรกิจ SME กว่า 90% ย่อยยับ ก็ยังคงใช้วิธีการแจกเงิน หรือลดแลกแจกแถม โดยมิได้หาทางกระตุ้นการจ้างงาน เพราะประชาชนเป็นหนี้ท่วมหัวแล้ว

การกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแทนการอัดฉีดเงินจำนวนมากไปยังจุดต่างๆ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานทำให้เครื่องจักรเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ กลับซ้ำเติมด้วยการคอร์รัปชั่น และทำให้เกิดเงินเฟ้อที่มิได้เป็นไปโดยธรรมชาติ

แม้ว่าระบบสาธารณสุขของสารขันธ์จะถือว่าดีเยี่ยมในระดับโลก แต่การบริหารจัดการจัดซื้อ จัดหา และการฉีดวัคซีนที่ล่าช้ากลับเป็นตัวฉุดให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย โดยแทบจะล้มทั้งยืนอยู่อย่างขณะนี้

อนึ่งประเทศสารขันธ์ต้องพึ่งรายได้กว่า 60% ของ GDP จากการท่องเที่ยว แต่ถ้าแก้ปัญหาโควิดไม่ได้ในเวลาอันสั้นก็ยากที่จะหารายได้มาจุนเจือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเวลานี้ทางการสารขันธ์กำลังสนใจจะส่งคนไปดูงานที่มัลดีฟ ที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ว่าเขาทำกันอย่างไร ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด

อย่างไรก็ตามตราบใดที่ประเทศสารขันธ์ยังไม่ปรับเปลี่ยนให้การปกครองของประเทศเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริงแล้ว ตราบนั้นโอกาสที่จะกลับมาเป็นประเทศที่มั่นคงและมั่งคั่งคงจะลำบากมาก นอกจากจะเป็นประเทศยากจนที่เกิดการ “รวยกระจุก จนกระจาย” แค่นั้นเอง

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *