INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีอีโอ เลือกกรรมการบริษัทเป็นหมาพันธุ์พิทบูล หรือคอกเกอร์ สแปเนียล

ซีอีโอ เลือกกรรมการบริษัทเป็นหมาพันธุ์พิทบูล หรือคอกเกอร์ สแปเนียล

นอกจากเป็นนักลงทุนที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแล้ว วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นบุคคลที่อ้างอิงได้มากที่สุด ด้วยการร่วมภูมิปัญญาการลงทุนของเขากับนักลงทุนทุกคน บัฟเฟตต์ เป็นแหล่งที่มาของคำพูดอ้างอิงการลงทุนดีที่สุดของศตวรรษที่ผ่านมา กฏทองของวอร์เรน บัฟเฟตต์คือ กฏข้อ 1 อย่าเสียเงิน กฏข้อ 2 อย่าลืมข้อ 1 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ทำการลงทุนขาดทุนหลายอย่างตลอดอาชีพของเขา แต่กระนั้นบัฟเฟตต์หมายความว่า มันเป็นความสำคัญอย่างเหลือเชี่อที่จะป้องกันการรักษาเงินทุน
ณ ลำดับความสำคัญสูงสุดของเรา เมื่อได้ทำการตัดสินใจที่จะลงทุนเงินของเราอย่างไร วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ถูกมองอย่างกว้างขวางเป็นนักลงทุนเพื่อคุณค่า
ดังนั้นเขามีคำพูดอ้างอิงที่จดจำกันได้หลายคำพูดเกี่ยวกับการค้นหาคุณค่ามากที่สุดภายในการลงทุนหุ้น ต่อผู้เริ่มต้นแล้ว ถ้อยคำราคาและคุณค่ามักจะถูกใช้แทนกันอยู่เสมอ มันเป็นความสำคัญที่จะรับรู้ว่ามันอ้างถึงแนวคิดแตกต่างกันสองอย่าง แนวคิดที่สำคัญของการลงทุนเพื่อคุณค่าคือ การจ่ายราคาที่ต่ำเทียบเคียงกับคุณค่าที่เราได้รับ “ราคาคือสิ่งที่เราจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่เราได้”
คำพูดอ้างอิงนี้พุ่งที่หัวใจของวิถีทางนักลงทุนเพื่อคุณค่า และเผยความลับที่บัฟเฟตต์ได้สร้างความร่ำรวยของเขาอย่างไร
ภายหลังจากที่วอร์เรน บัฟเฟต‎ต์ไดัถูกปฏิเสฐโดยฮาร์วาร์ด เขาได้ลงทะเบียนปริญญาตรี ณ คณะบริหารธุรกิจโคลัมเบีย เขาได้ศึกษากับเบนจามิน กราแฮม
ปัจจุบันนี้รู้จักกันเป็น คณบดีของวอลล์ สตรีท บัฟเฟตต์ ได้รับอิทธิพลจากผลงานการเขียนของกราแฮมอย่างมาก “Intelligent Investor” วางรากฐานปรัชญาเพื่อการลงทุนเพื่อคุณค่า
บุคคลมักจะมองที่ภูมิปัญญาของบัฟเฟตต์เมื่อหุ้นของพวกเขาตกต่ำ คำพูดอ้างอิงต่อไปนี้ได้ให้ภาพรวมของบัฟเฟตต์รู้สึกเกี่ยวกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร นักลงทุนระยะยาวที่ฉลาดชอบเมื่อราคาของหุ้นที่พอใจของพวกเขาตกต่ำลง เมื่อมันได้สร้างโอกาสการซื้อที่พอใจมากที่สุดบางอย่าง
* ไม่ว่าเรากำลังพูดเกี่ยวกับถุงเท้าหรือหุ้น ผมชอบซื้อสินค้าคุณภาพเมื่อมันลดราคาลง
* เราเพียงแค่พยายามกลัวเมื่อบุคคลอื่นละโมภ และละโมภเมื่อบุคคลอื่นกลัว
ไม่เพียงแต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนเพื่อคุณค่าเท่านั้น แต่เขาเป็นผู้สนับสนุนของการลงทุนซื้อและถือครองด้วย เรามีคำพูดอ้างอิงที่ดีของวอร์เรน บัฟเฟตต์ บางคำพูดเกี่ยวกับทำไมการซื้อหุ้นที่ยิ่งใหญ่เพื่อระยะยาวเป็นวิถีทางทางฉลาดที่สุด และนักลงทุนควรจะใช้กับการตัดสินใจลงทุนของพวกเขา
* บุคคลนั่งใต้ร่มไม้วันนี้เพราะว่าบุคคลบางคนได้ปลูกต้นไม้มายาวนานแล้ว
* ถ้าเราไม่อยากเป็นเจ้าของหุ้นเพื่อสิบปี อย่าแม้แต่คิดเกี่ยวกับเป็นเจ้าของมันเพื่อสิบนาที
* เมื่อเราเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจที่ดีเยี่ยมด้วยการบริหารที่ดีเยี่ยม ช่วงเวลาการถือครองที่พอใจของเราจะตลอดกาล
*อย่าจริงจังกับผลลัพธ์ต่อปีจนเกินไป มุ่งที่สี่หรือห้าปีโดยเฉลี่ย
* แต่กระนั้นเราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการซื้อธุรกิจธรรมดาเพียงเพราะว่าลดราคา
* มันดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทยอดเยี่ยม ณ ราคายุติธรรม ไม่ใช่บริษัทธรรมดา ณ ราคาถูก
ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง เพียงเพราะว่าหุ้นราคาถูกไม่ได้หมายความมันเป็นการลงทุนที่ดี บัฟเฟตต์จ่ายมากขึ้นเพื่อธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่กระนั้นบัฟเฟตต์ ระวังต่อการจ่ายมากเกินไป แม้ว่าเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม
บัฟเฟตต์มุ่งการลงทุนเพื่อระยะยาว ไม่ว่าความสามารถหรือความพยายามยิ่งใหญ่แค่ไหน บางสิ่งต้องใช้เวลา เราไม่สามารถมีลูกภายในหนึ่งเดือน ด้วยการให้ผู้หญิงเก้าคนท้อง
ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง บางสิ่งบางอย่างเพียงแค่ใช้เวลา และไม่สามารถรีบเร่งได้
ไม่เพียงแต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนเพื่อคุณค่า เขาเป็นผู้สนับสนุนของการลงทุนซื้อและถือครองหุ้นด้วย
ครั้งหนึ่งบัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่า การลงทุนที่ดีที่สุดของเราอยู่ภายในตัวเราเอง
ไม่มีอะไรเปรียบเทียบกับมันได้ เขาได้ประกาศการชื่อนชมของเขาต่อการบัญชีภายหลังความสำเร็จของเขา และมันได้กลายเป็นคำพูดอ้างอิงที่มีชื่อเสียงของเขา เขาได้กล่าวว่า บุคคลทุกคนภายในคณะบริหารธุรกิจควรจะรู้การบัญชีอย่างแท้จริง มันเป็นภาษาของธุรกิจ
คำพูดอ้างอิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอย่างหนึ่งของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ กฏข้อหนึ่ง อย่าเสียเงิน กฏข้อ 2 อย่าลืมกฏข้อ 1
เรารู้จักกันอีกอย่างหนึ่งเป็นกฏทองของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คำพูดอ้างอิงนี้ได้กำหนดรากฐานเพื่อปรัชญาของการลงทุนของเขา โดยสาระสำคัญสิ่งที่บัฟเฟตต์กำลังพูดคือ การรักษาเงินทุนควรจะเป็นลำดับความสำคัญต่อนักลงทุนใครก็ตาม
เมื่อได้ตัดสินใจที่จะวางเงินของเราภายในตลาด ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง จงมีเหตุผล แต่กระนั้น โดยส่วนบุคคลบัฟเฟตต์ได้สูญเสียประมาณ 23 พันล้านเหรียญภายในวิกฤติทางการเงิน ค.ศ 2008 และบริษัทของเขา เบิรคไชน์ได้สูญเสียการประเมินเอเอเอ ดังนั้นเขาได้บอกอย่าเสียเงินอย่างไร เขาได้กล่าวถึงความเชื่อของนักลงทุนที่มีเหตุผล อย่าไม่เอาจริงเอาจัง อย่าเดิมพัน อย่าเข้าไปสู่การลงทุนด้วยทัศนคติหยิ่งยะโสนั่นคือยอมที่จะขาดทุน
มันหมายความทำการบ้านของเรา และวิจัยอย่างเหมาะสมก่อนการลงทุนภายในหุ้นอะไรก็ตาม
บัฟเฟตต์ลงทุนกับบริษัทที่เขาวิจัยและเข้าใจอย่างรอบคอบ เขาไม่เข้าสู่การลงทุนเตรียมตัวที่จะขาดทุน บัฟเฟตต์เชื่อคุณภาพสำคัญที่สุดต่อนักลงทุนคือ อารมณ์ ไม่ใช่สติปัญญา ตลอดหุ้นจะเผชิญกับการแกว่ง แต่ภายในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี บัฟเฟตต์ยังคงมุ่งที่เป้าหมายของเขา
คำพูดอ้างอิงอย่างหนึ่งของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มันดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทยอดเยี่ยม ณ ราคาที่ยุติธรรม ไม่ใช่บริษัทธรรมดา ณ ราคาที่ถูก บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนเพื่อคุณค่า เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือ การสร้างพลังการดำเนินงานมากขึ้นและมากขึ้นแก่เบิรคไชน์ ด้วยการเป็นเจ้าของหุ้นที่สร้างกำไรที่มั่นคง
คุณภาพสำคัญที่สุดต่อนักลงทุนคืออารมณ์ ไม่ใช่ความฉลาด นักลงทุนที่มีวินัยเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวย เพราะว่าพวกเขาได้เรียนรู้ว่าความผันผวนของตลาดจะปรกติ และความอดทนจะคุ้มค่า ภายใต้คำพูดอ้างอิงนี้ บัฟเฟตต์ ได้สัมผัสความเครียดทางจิตใจของนักลงทุนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ มนุษย์เป็นบุคคลไม่มีเหตุผลโดยธรรมชาติ และมักจะถูกยั่วใจที่จะซื้อขาย เมื่อพวกเขาคิดว่าตลาดกำลังต่อต้านพวกเขา ตรงกันข้ามนักลงทุนอารมณ์ดี
เรียนรู้ที่จะไม่เฝ้ามองตลาด นี่คือบุคคลที่จบลงในที่สุดได้ประโยชน์มากที่สุดในระยะยาว บัฟเฟตต์ ได้ยกย่องว่าการสร้างความมั่งคั่งไม่ต้องการเราที่จะต้องฉลาดกว่านักลงทุนคนอื่น แต่เราจะต้องมีวินัยมากขึ้นด้วยการตอบสนองของเราต่อความไม่มีเหตุผลของตลาด
เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตรจ์รวด การลงทุนไม่ใช่เกมที่บุคคลด้วยไอคิว 160 ชนะบุคคลด้วยไอคิว 130
ความเสี่ยงภัยเกิดขึ้นจากการไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร การวิจัยเล็กน้อยสามารถลดความเสี่ยงภัยได้มาก บัฟเฟตต์ ได้ใช้หลายชั่วโมงอ่านหนังสือทุกว้น และเขาได้ทำสิ่งนี้เกือบตลอดชีวิตของเขา
เมื่อบัฟเฟตต์ตื่นนอน จมูกของเขาอยู่ที่หนังสือพิมพ์ เขาได้ประมาณว่าเขาใช้
ประมาณ 80% ของวันของเขากับการอ่าน เมื่อถามถึงหัวใจของความสำเร็จของเขา บัฟเฟตต์ ชี้ไปที่กองหนังสือ และกล่าวว่า อ่าน 500 หน้าทุกวัน นั่นคือความรู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร มันสะสมคล้ายกับดอกเบี้ยทบต้น
จุดสำคัญคือ เราศึกษาตัวเราเองเกี่ยวกับหัวข้อดีเท่าไร เราเตรียมพร้อมได้ดีขึ้นเท่านั้น เราทำการตัดสินใจได้อย่างฉลาดและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงภัยที่ไม่จำเป็นได้ เมื่อเราทำการลงทุน เราควรจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรากำลังลงทุนเงินของเราที่ไหน
บุคคลบางคนกำลังนั้งใต้ร่มไม้วันนี้ได้ เพราะว่าบุคคลบางคนได้ปลูกต้นไม้มายาวนานแล้ว ต้นไม้ ธุรกิจ การกุศล และการลงทุน ทุกอย่างเริ่มต้นจากเมล็ดพันธ์เริ่มแรกที่ทุกสิ่งได้เริ่มต้น อะไรที่เราชื่นชมมีประโยชน์จากวันนี้เพราะว่าบุคคลบางคนได้ใช้ความพยายามภายในอดีตสร้างขึ้นมา
การมุ่งการลงทุนที่เหมาะสมที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด การให้เวลาต่อการลงทุนของเราที่จะเจริญเจิบโต อดทน และเราจะได้เก็บเกี่ยวประโยชน์
คำพูดอ้างอิงนี้ได้สร้างเสารากฐานของความเชื่อ การลงทุนระยะยาว
ของบัฟเฟตต์ ไม่มีใครซื้อไร่บนพื้นฐานของภูมิอากาศที่พวกเขาคิดว่าฝนจะตกปีหน้า พวกเขาซื้อไร่ เพราะว่าพวกเขาคิดว่ามันเป็นการลงทุนที่ดีตลอด 10 หรือ 20 ปี
คุณลักษณะหมายเลขหนึ่งที่บัฟเฟตต์มองหาภายในบริษัทคืออะไร ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน เขาได้บอกภายในการสัมภาษณ์ เขาย้ำซ้ำว่านักลงทุนต้องลงทุนภายในบริษัทที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
บริษัทใดก็ตามที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนน่าจะสามารถรักษาการทำกำไรภายในระยะยาวได้
คุณลักษณะที่พอใจอย่างหนึ่งของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่จะมองหาบริษัทที่เขาลงทุนคือ ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นี่สามารถหมายถึงข้อได้เปรียบทางต้นทุน ชื่อตราสินค้าที่เข้มแข็ง หรือบางสิ่งบางอย่าง
หัวใจที่จะลงทุนไม่ใช่การประเมินอุตสาหกรรมกำลังกระทบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน หรือมันจะเจริญเติบโตมากน้อยแค่ไหน แต่เป็นการพิจารณาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทใดก็ตาม และเหนือสิ่งอื่นใด ความยั่งยืนของข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
ส่วนเผื่อความปลอดภัยเป็นเสาอีกอย่างหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุน
ของบัฟเฟตต์ บริษัทมีการกันกระแทกมากน้อยแค่ไหน เมื่อมันเกิดการตกต่ำหรือสภาวะที่เป็นผลร้าย บนส่วนเผื่อของความปลอดภัย หมายความว่าอย่าพยายามขับรถบรรทุก 9,800 ปอนด์ บนสะพานที่เรารู้ขีดความสามารถ 10,000 ปอนด์ ลงไปที่ถนน และหาถนนขีดความสามารถ 15,000 ปอนด์
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้สร้างชื่อเสียงอย่างเข้มแข็งภายในโลกการลงทุน และธุรกิจส่วนใหญ่ที่เบิรคไชน์เป็นเจ้าของมีชื่อเสียงด้วยตัวมันเอง บัฟเฟตต์ มองชื่อเสียงเป็นทรัพย์สินที่หาค่าไม่ได้ที่ควรจะถูกป้องกันไว้ตลอดเวลา เราต้องใช้เวลา 20 ปีที่จะสร้างชื่อเสียง และห้านาทีทำลายมัน ถ้าเราคิดถึงเรื่องนี้ เราจะทำสิ่งที่แตกต่างกัน

ทุกปีนักลงทุนรอคอยรายงานประจำปีของเบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ และมันไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาชอบวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของบริษัทลงทุน รายงานมีคุณค่าเพราะว่ามันมากับจดหมายจากนักพยากรณ์แห่งโอมาฮา อภิปรายความคิดของเขาเเกี่ยวกับตลาด การลงทุน การเงิน และอย่างอื่น
เรามีไม่กี่บทเรียนภายในธุรกิจที่มีคุณค่ามากกว่าจดหมายผู้ถือหุ้นประจำปีของวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ละฉบับของจดหมายประจำปีเหล่านี้เขียนโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์หาที่เทียบไม่ได้แล้วภายในภูมิปัญญาของบทเรียนความมั่งคั่งและความเป็นผู้นำ
การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัทเป็นหัวข้อที่สำคัญภายในจดหมายประจำปีของวอร์เรน บัฟเฟตต์ส่งไปยังผู้ถือหุ้นของเบิรคไชน์ ฮาทธาเวย์
ภายในไม่กี่ปีมานี้ ทั้งส่วนผสมของคณะกรรมการบริษัทและความมุ่งหมายของพวกเขาได้กลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรง ครั้งหนึ่งการถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัทได้ถูกจำกัดส่วนใหญ่ต่อนักกฏหมาย ปัจจุบันนี้นักลงทุนสถาบันและนักการเมืองได้ถูกพิจารณาด้วย หนังสือรับรองของผมเพื่อการอภิปรายการกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัทมีทั้งข้อเท็จจริงว่า ตลอด 62 ปีที่ผ่านมา ผมได้เป็นกรรมการของบริษัทมหาชน 21 บริษัทรวมทั้งโคคา โคล่า คราฟท์ ไฮน์ และวอชิงตัน โพสท์
ภายในสองบริษัท ผมได้มีการถือครองหุ้นอยู่อย่างสำคัญ ภายในไม่กี่กรณี ผมได้พยายามดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่าถ้าผู้บริหารสามารถแต่ละโมภเลยเถิด และพยายามล้วงกระเป๋าของผู้ถือหุ้นลึกเกินไป กรรมการต้องตบมือของพวกเขา
เขาได้อธิบายปัญหาบางอย่างของคณะกรรมการบริษัท
บัฟเฟตต์ มองการขาดแคลนผู้หญิง เราอยากจะพบผู้หญิงภายในห้องประชุม เว้นแต่เธอเป็นตัวแทนการควบคุมของครอบครัวต่อธุรกิจ ปัจจุบันนี้การเปลี่ยนแปลงจะไม่มาก ปีนี้เป็นการฉลองหนึ่งร้อยปีของการแก้ไขครั้งที่ 19 การรับประกันสิทธิผู้หญิงอเมริกันที่จะมีการออกเสียงของพวกเธอภายในคูหาลงคะแนน การบรรลุสถานะอย่างเดียวกันของพวกเธอภายในห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทยังคงดำเนินการอยู่ กรรมการของเบิรคไชน์ ฮาทธเวย์สามคนเป็นผู้หญิง
ตลอดปีกฏและแนวทางใหม่หลายอย่างเกี่ยวกับส่วนผสมและหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทได้นำเข้ามา แต่กระนั้นความท้าทายรากฐานต่อกรรมการ
ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง : การหาและการรักษาซีอีโอที่สามารถ – การยึดความซื่อสัตย์และทุ่มเทต่อบริษัทเพื่อชีวิตธุรกิจของเขา คณะกรรมการของบริษัท
ควรจะมองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เคียงกับสิ่งนั้น
อย่างน้อยที่สุด กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารควรจะสามารถปฏิบัติงานและตัดสินใจได้อย่างอิสระจากผู้บริหารของบริษัท แต่กระนั้น บัฟเฟตต์ ยืนยันว่า กรรมการมักจะขัดแย้งเมื่อพวกเขามีสิ่งจูงใจที่เข้มแข็งที่จะให้ควนมสำคัญต่อผลประโยชน์ของซีอีโอ และสามารถได้รับรายได้อย่างร่ำรวย ถ้าพวกเขาแกล้งเห็นด้วย
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เรียกร้องบริษัทอเมริกันที่จะสร้างคณะกรรมการบริษัทของพวกเขารับผิดชอบมากขึ้นต่อผู้ถือหุ้น และเป็นหนี้บุญคุนน้อยลงต่อซีอีโอ
บางทีด้วยการลดค่าตอบแทนของพวกเขา และกำหนดให้พวกเขาซื้อหุ้นมากขึ้น บัฟเฟตต์ ได้กล่าวถึงรายได้ของกรรมการได้ทะยานขึ้นไปถึงระดับที่คุกคามความเป็นอิสระของพวกเขา บางครั้งสูงถึง 25,0000 ถึง 30,0000 เหรียญต่อการประชุมคณะกรรมการบริษัท
บัฟเฟตต์ กล่าวว่า นี่สามารถทำให้ “ความเป็นอิสระ” ของกรรมการต่อต้านการตัดสินใจที่ไม่ดีของซีอีโอ โดยเฉพาะการซื้อบริษัท
เขาได้กล่าวว่าบริษัทใหญ่ของอเมริกาที่เขาไม่ระบุมีกรรมการแปดคนไม่เคยซื้อหุ้นด้วยเงินของพวกเขาเอง ผมรู้สึกดีขึ้นเมื่อกรรมการของกลุ่มบริษัทของเราซื้อหุ้นด้วยเงินของพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่รับรายได้จากบริษัท ไม่มีกรรมการของเบิรคไชน์์ได้รับมากกว่า 7,300 เหรียญต่องานของพวกเขา ณ บริษัทเมื่อ ค.ศ 2018
ถ้าเราเป็นหมา เราจะเป็นหมาอะไร ถ้าเราเป็นกรรมการบริษัท เราจะเป็นหมาพันธุ์พิทบูล หรือ คอคเกอร์ สแปเนียล บัฟเฟตต์ต้องการรู้ เมื่อแสวงหากรรมการ ซีอีโอไม่มองหาพิท บูล มันเป็นคอคเกอร์ สแปเนียลที่จะนำกลับบ้าน ตามบัฟเฟตต์แล้ว คอคเกอรที่น่ารักและน่าเชื่อถือจะชนะเก้าอี้ภายในห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท การคุกคามของพิท บูล ไม่มีทางชนะคอคเกอร์
สแปเนียลได้
ปัญหาอย่างหนึ่งคือกรรมการจะเห็นด้วยกับทีมผู้บริหาร และซีอีโอน่าจะมองหา คอคเกอร์ สแปเนียล มากกว่า พิทบูล เพื่อคณะกรรมการบริษัท
บัฟเฟตต์ ไม่ชอบเมื่อซีอีโอต้องการคอคเกอร์ สแปเนียล เป็นกรรมการด้วยลักษณะที่เป็นคนง่ายและไ่ม่รุกรานเพื่อห้องประชุมคณะกรรมการ เขาชอบพิท บูล
การกำกับดูแลบริษัท : ซีจี เป็นวิถีทางอย่างหนึ่งที่ผู้ถือหุ้น – เจ้าของ – ใช้ควบคุมผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะซีอีโอที่ได้ถูกว่าจ้างเข้ามาบริหารบริษัท เนื่องจากผู้บริหารและเจ้าของไม่ใช่บุคคลคนเดียวกันตามทฤษฎีตัวแทน เพื่อที่จะแยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหาร แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ที่ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของ และได้ถูกว่าจ้างเข้ามาเป็นตัวแทนของเจ้าของ อาจจะใช้การฉกฉวยโอกาสทางการบริหาร แสวงหาผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ไม่รักษาผลประโยชน์ของเจ้าของได้ ดังนั้นเจ้าของจำเป็นต้องมีกลไกการกำกับดูแลบริษัทบางอย่างควบคุมผู้บริหาร กลไกการกำกับดูแลบริษัทที่ถูกใช้กันโดยทั่วไปมากที่สุดคือ คณะกรรมการบริษัท กฏหมายและมาตรฐานได้กำหนดความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัทแตกต่างกันระหว่างประเทศ แต่เรามีการเห็นพ้องต้องกันจากการสัมภาษณ์กรรมการบริษัท 200 คน จากแปดประเทศ เช่น อเมริกา อ้งกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส ว่าคณะกรรมการบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบที่สำคัญห้าอย่างเรียงลำดับตามความสำคัญต่อไปนี้
1 การกำหนดกลยุทธ์ ทิศทาง ภารกิจ และวิสัยทัศน์ของบริษัท
2 การว่าจ้างและการปลดผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
3 การควบคุมและการตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
4 การประเมินและการเห็นชอบต่อการใช้ทรัพย์สินของบริษัท
5 การรักษาและการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
หลุยส์ เกิรทเนอร์ อดีตซีอีโอที่ได้ช่วยชีวิตไอบีเอ็มให้อยู่รอดจนทุกวันนี้ ผู้มีคำพูดอ้างอิงก้องโลกว่า “ใครบอกว่าช้างเต้นรำไม่ได้” ช้างหมายถึงไอบีเอ็ม เขาได้กล่าวว่า กลไกที่แท้จริงของการกำกับดูแลบริษัทคือ การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของเจ้าของ เนื่องจากซีอีโอต้องกำหนดและดำเนินกลยุทธ์ของบริษัท บริษัทอเมริกันโดยทั่วไปได้ให้ซีอีโอเป็นประธานคณะกรรมการบริษัทด้วย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักซื้อธุรกิจที่มีชื่อเสียงสามารถทำให้เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์
บริษัทสิ่งทอนิว อิงค์แลนด์ ใกล้ล้มละลาย ให้เป็นกลุ่มธุรกิจ 200 พันล้านเหรียญด้วยการซื้อธุรกิจและทำการลงทุนระยะยาว บัฟเฟตต์ไม่ได้สร้างความแตกต่างระหว่างการซื้อธุรกิจและการลงทุนระยะยาว เขาได้ซื้อบริษัทหลายบริษัททั้งหมด และทำการลงทุนระยะยาวภายในบริษัทใหญ่ เช่น ไอบีเอ็ม อเมริกัน เอ็กซ์เพรส เวลล์ ฟาร์โก และโคคา โคลา เขาใช้เกณฑ์อย่างเดียวกันทำการลงทุนใหญ่มากเมื่อเขาใช้ที่จะซื้อบริษัททั้งหมด – การมองที่มูลค่าแท้จริงของบริษัทไม่ใช่ราคาหุ้นของมัน
บัฟเฟตต์ มองหาธุรกิจง่ายที่จะเข้าใจด้วยประวัติการดำเนินงานอย่าสม่ำเสมอ โอกาสระยะยาวที่พอใจ และผู้บริหารที่ดำเนินงานคล้ายกับเจ้าของ ด้วยสายตาที่จะเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้น เราอาจะรำลึกถึงหนังสือเพลโต้ภายในมหาวิทยาลัย ออราเคิล ออฟ เดลฟี ทำนองเดียวกับโสเครตีส บัฟเฟตต์ ได้อ้างความสำเร็จของเขาต่อการรู้อะไรที่เขาไม่รู้ เขาลงทุนภายในขอบเขตความสามารถของเขา การมองหาธุรกิจที่เข้าใจ สูตรของนักพยากรณ์แห่งโอมาฮา
บางทีคุณลักษณะที่แตกต่างที่บัฟเฟตต์มองหาธุรกิจคือ โอกาสที่พอใจในระยะยาว เขาแสวงหาธุรกิจที่เป็นแฟรนไชส์ เขาได้อธิบายเป็นปราสาทด้วยคูเมืองที่กว้าง เนื่องจากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีลิขสิทธิ์ของพวกเขาทำให้ยุ่งยากต่อธุรกิจอื่นที่จะลอกเลียนแบบ
บัฟเฟตต์เป็นผู้เชื่อมั่นอย่างมั่นคงภายในคำกล่าวธุรกิจ “ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ และขายตราสินค้า” เขามองหาธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบต้นทุนต่ำให้เป็นผลิตภัณฑ์ด้วยกำไรที่สูงเหมือนเเช่นโคคา โคลา วริกลี่ย์ และซีส์ แคนดี้
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดที่่โอมาฮา เนบราสก้า เขาได้ถูกยกย่องเป็นนักลงทุนที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดของศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่เด็กบัฟเฟตต์ได้แสดงความสนใจอย่างมากภายในธุรกิจและการลงทุน ธุรกิจอย่างแรกของเขามีทั้งการขายหมากฝรั่ง โคคา โคล่า และวารสารตามประตูบ้าน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีความลับอยูสี่คำพูดที่จะบรรลุความสำเร็จทางธุรกิจ “ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ ขายตราสินค้า” เป็นสูตรยาวนานเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ มันได้สร้างกำไรอย่างมากมายและยั่งยืนต่อโคคา โคลา นับตั้งแต่ ค.ศ 1886 และวริกลี่ย์ นับตั้งแต่ ค.ศ 1891 เราพอใจต่อโชคชะตาที่ดีกับวิถีทางนี้ ณ ซีส์ แคนดี้ืนับตั้งแต่เราซื้อ 40 ปีที่แล้ว
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต้องการให้เรามองเห็นว่าสูตรเพื่อความสำเร็จของธุรกิจไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่มันอาจจะยากที่จะทำ เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ ได้ลงทุนภายในโคคา โคล่า เมื่อปลาย ค.ศ 1980 และในที่สุดได้หยุดการซื้อหุ้นเมื่อ ค.ศ 1994 นับจากนั้นมามูลค่าของโคคา โคลาได้กลายเป็นมากกว่าสามเท่า เมื่อบัฟเฟตต์ได้มองตำแหน่งของเขา ด้วยต้นทุน 1.3 พันล้านเหรียญ เจริญเติบโตจากมูลค่า 5.1 พันล้านเหรียญ ณ สิ้นสุด ค.ศ 1994 เป็น 16.5 พันล้านเหรียญ โคคา โคล่า ได้สร้างเงินจำนวนมากแก่เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ แต่ธุรกิจความฝันของบัฟเฟตต์ซีส์ แคนดี ได้ทำกำไรมากกว่า เรามีวิถีทางเรียบง่ายที่จะตัดสินใจธุรกิจอะไรที่คุ้มค่าจะลงทุนคือ บริษัทต้องมีคุณค่าระยะยาว
วอร์เรน บัฟเฟตต์มองธุรกิจที่มีข้อเปรียบทางการแข่งขันยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่ขณะหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น เขาได้ซื้อซีส์ แคนดี้ กับหุ้นส่วนธุรกิจยาวนาน ชาลี มังเกอร์ เมื่อ ค.ศ 1972 และใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านเหรียญกับหุ้นของโคคา โคล่า เมื่อ ค.ศ 1988 ทั้งสองบริษัทได้กลายเป็นเดิมพันที่ดีที่เขายังคงเป็นเจ้าของอยู่วันนี้ บัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่าถ้าเราไม่เต็มใจที่จะเป็นเจ้าของหุ้นเพื่อ 10 ปี อย่าคิดแม้แต่เกี่ยวกับเป็นเจ้าของมันเพื่อ 10 นาที
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นเจ้าของบริษัทภายในอุตสาหกรมหลายอย่าง ตั้งแต่การประกันภัย – ไกโก้ ไปถึงชุดชั้นใน – ฟรุต ออฟ เดอะ ลูม และถีอครองส่วนได้เสียภายใหญ่มากในบริษัทใหญ่บางบริษัทของประเทศ
* 925 ล้านหุ้นของแบงค์ ออฟ อเมริกา
* 400 ล้านหุ้้นของโคคา โคลา
* 325 ล้านหุ้นของคราฟท์ ไฮน์
* 323 ล้านหุ้นของเวลล์ ฟาร์โก้
* 245 ล้านหุ้นของแอปเปิ้ล
แต่การลงทุนที่พอใจของปัพเฟตต์ไม่ใช่ลำดับของฟอร์จูน 500 ใดเลย
ธุรกิจที่พอใจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ผลิตชอคโกเเลตรายเลคด้วยผลตอบแทน 8000% เขาอาจจะลงทุนภายในโคคา โคลา อเมซอน และแอปเปิ้ล แต่ธุรกิจความฝันของเขาคือ ซีส์ แคนดี้
ซีส์ แคนดี้ เป็นรากฐานสำคัญของอาณาจักรเบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ เมื่อเขาได้ปิดข้อตกลงครั้งแรกที่จะซื้อบริษัท 25 ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 1972 บริษัทมียอดขายประมาณ 30 ล้านเหรียญ และกำไร 4.2 ล้านเหรียญ นับแต่นั้นมาธุรกิจได้สร้างรายได้แก่เบิรคไชน์มากกว่า 2 พันล้านเหรียญ แต่กระนั้นบัฟเฟตต์ ได้บางสิ่งบางอย่างมากกว่าธุรกิจที่เจริญเติบโตกับข้อตกลของซีส์ แคนดี้ เบริคไชน์ ได้ซื้อเครื่องจักรเงินสดที่ได้สร้างเงินสดที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง กระแสของเงินสดที่คาดคะเนได้เป็นทศวรรษ จากนั้นบัฟเฟตต์สามารถลงทุนที่เขามองว่าเหมาะสมอย่างไร
ซีส์ แคนดี้ ด้วยยอดขายต่อปี 430 ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 2018 แสดงไม่ถึง 0.2%
ของการถือหุ้นเบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ แต่บัฟเฟตต์เรียกชอคโกแลตอายุ 99 ปี เป็น “ธุรกิจต้นแบบแห่งความฝัน” ของเขา เขามักจะใช้บริษัทภายในการสัมภาษณ์
และแม้แต่ใส่มือด้วยกล่องของขนมถั่วตัดของผู้ผลิตลูกอม ณ การประชุมผู้ถือหุ้น ความรักของวอร์เรน บัฟเฟตตต่อซีส์ แคนดี้ ไม่ได้เป็นความลับ การลิ้มรสลูกอมครั้งแรกของเขาเมื่อ ค.ศ 1971 นับแต่นั้นมาได้มองเป็นธุรกิจแห่งความฝัน การให้ความสุขต่อเขา
ซีส์ แคนดี้ เป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายลูกอมอเมริกัน โดยเฉพาะชอคโกแลต
บริษัทได้ถูกก่อตั้งโดยชารลส์ ซี อยู่ภายในแคลิฟอร์เนีย เมื่อ ค.ศ 1921 เมื่อ ค.ศ 1972 ครอบครัวซีได้ขายบริษีทที่สร้างกำไร 4 ล้านเหรียญปีนั้นแก่เบิรค ไชน์ ฮาทธเวย์ 25 ล้านเหรียญ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เรียกซีส์ เป็นต้นแบบของธุรกิจแห่งความฝัน ชาลี มังเกอร์ ได้เปิดเผยว่าซีส์ แคนดี้ เป็นธุรกิจคุณภาพสูงอย่างแรกที่เบิรคไชน์ได้เคยซื้อ เบิรคไชน์ได้มุ่งทรัพย์สินต่ำกว่ามูลค่าที่สามารถซื้อได้ราคาถูก การซื้อซีส์ได้รับอืทธิพลจากความผูกพันของพวกเขาที่จะซื้อธุรกิจด้วยชื่อเสียงที่เข้มแข็งและตราสินค้าที่ยอมรับ
หุ้นส่วนการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์และรองประธานของเบิรคไชน์
ฮาทธเวย์ ชารลส์ “ชาลี” มังเกอร์ ได้กล่าวว่า ซีส์ แคนดี้ ได้สอนพลังของตราสินค้าที่ดีแก่เขา การมองเห็นความจงรักภักดีที่เข้มแข็งของลูกค้าของเราน่าประหลาดใจ การให้บทเรียนที่สำคัญแก่ชาลีและบัฟเฟตต์ภายในวันลงทุนเริ่มแรกของพวกเขา
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่า ธุรกิจที่ดีที่สุดสามารถถูกพบได้ภายในอุตสาหกรรมที่เจริญเติบโตช้าอย่างแท้จริง – ปีเตอร์ ลินซ์ คลาสสิค
อุตสาหกรรมชอคโกแลตกล่องที่ซีส์ แคนดี้ ดำเนินงานอยู่ไม่น่าตื่นเต้น การบริโภคต่อหัวภายในอเมริกาต่ำมากและไม่ได้เจริญเติบโต นับตั้งแต่ ค.ศ
1972 ยอดขายของซีส์ ได้เจริญเติบโต ณ 2% ต่อปีเท่านั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์
มองว่าธุรกิจต้องมีคูเมืองหรือข้อได้เปรียบทางการแข่งขันและการบริหารที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนของซีส์ แคนดี้ สร้างโดยครอบครัวของซีส์ตลอดช่วงเวลา 50 ปี และทำให้เข้มแข็งขึ้นตามมาโดยชัค
ฮิกกินส์ ซีอีโอ ได้สร้างผลลัพธ์ที่เกินปรกติแก่เบริคไชน์ ธุรกิจไม่ต้องใช้เงินสดจำนวนมากเพื่อการลงทุนใหม่
เราซื้อซีส์ แคนดี้ 25 ล้านเหรียญเมื่อยอดขายของมัน 30 ล้านเหรียญ และกำไรไม่ถึง 5 ล้านเหรียญ เงินทุนต้องการที่จะดำเนินธุรกิจ 8 ล้านเหรียญ เมื่อปลายปี ค.ศ 2006 ยอดขายของซีส์ 383 ล้านเหรียญ และกำไร 82 ล้านเหรียญ เงินทุนต้องการที่จะดำเนินธุรกิจ 40 ล้านเหรียญ นี่หมายความว่าเราต้องลงทุนใหม่ 32 ล้านเหรีญเท่านั้นนับตั้งแต่ ค.ศ 1972
ธุรกิจต้องขายผลิตภัณฑ์ยิ่งใหญ่และตราสินค้ารับรู้ที่บุคคลชอบ ใครไม่ชอบชอคโกแลต ภายหลังจากลอเรนซ์ เอ ซี เสียชีวิต สมาชิกครอบครัวที่เหลืออยู่ได้แสวงหาผู้ซื้อบริษัทที่รักของพวกเขา
เรื่องราวของซีส์ แคนดี้ ได้เตือนใจเราคุณค่าที่แท้จริงของบริษัทไม่สามารถคำนวณบนงบดุลได้อยู่เสมอ และบางครั้งความสม่ำเสมอและคุณภาพสามารถ ได้ชัยชนะการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ปัฟเฟตต์ ชอบใช้วันวาเลนไทม์ที่จะอธิบายทำไมซีส์ แคนดี้ เป็นธุรกิจความฝันของเขา เขาได้กล่าว่าบุคคลเชื่อมโยงกล่องชอคโกเเลตกับความรักใคร่
ดังนั้นซีส์ แคนดี้ สามารถกำหนดราคามันบนพื้นฐานของคุณค่าทางอารมณ์ของพวกเขา ไม่ใช่ต้นทุนการผลิตของมัน เบิรคไชน์เป็นเจ้าของซีส์ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตัดราคาของคู่แข่งขัน และขโมยลูกค้าของมันไป เมื่อบุคคลไม่เลือกลูกอมราคาถูก ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจจะเสียหาย ความรู้สึกที่อบอุ่นและความจงรักดีอย่างรุนแรงทำให้ซีส์เพิ่มราคาของพวกเขาจากไม่ถึง 2 เหรียญต่อปอนด์จาก ค.ศ 1972 – เมื่อบัฟเฟตต์ได้ซื้อบริษัท 25 ล้านเหรียญ – เป็นมากกว่่า 20 เหรียญ การกำหนดราคาสูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตลูกกวาดสร้างรายได้มากกว่า 2 พันล้านเหรียญต่อเบิรคไชน์หลายปีผ่านมา
บัฟเฟตต์ ได้เรียกมัน ธุรกิจที่ดีเด่น ที่เราได้ซื้อ ณ การประชุมผู้ถือหุ้นประ
จำปีเมื่อ ค.ศ 2017 เราได้ใช้ดุลยพินิจเกี่ยวกับซีส์ แคนดี้ว่ามันพิเศษ โชคดี เราถูกต้อง บุคคคลนำกล่องวันวาเลนไทม์ให้แก่สาวบางคน เธอได้จูบเขา ซีส์ แคนดี้ หมายถึงการได้รับจูบ ถ้าเราสามารถใส่ที่ว่านั้นภายในใจของบุคคล เราสามารถขึ้นราคาได้
ซีส์ แคนดี้ น่าสนใจเพราะว่าทั้งธุรกิจและผู้บริหารไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผู้ก่อตั้ง และไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงภายในความเป็นเจ้าของของบริษัท ดังนั้นมันสามารถใช้ได้ดีเป็นโมเดลของสิ่งที่การบริหารเบิรคไชน์
ฮาทธเวย์จะเป็น 50 ปีจากวันนี้ ซีส์มักจะถูกอธิบายโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นธุรกิจที่สมบูรณ์ มันเป็นธุรกิจที่เราเป็นเจ้าของทั้งหมดอย่างแรกที่ซื้อโดยเบิรคไชน์ การเข้าใจธุรกิจดำเนินงานอย่างไร บัฟเฟตต์ไม่ใส่เงินกับอะไรก็ตามที่เขาไม่เข้าใจ
เราต้องเรียนรู้ที่จะให้คุณค่าธุรกิจอย่างไร และเข้าใจธุรกิจที่อยู่ภายในวงกลมความสามารถของเรา และธุรกิจที่อยู่ภายนอก นั่นเป็นเพราะว่ามันสำคัญต่อนักลงทุนต้องสามารถที่จะประเมินธุรกิจอย่างมั่นใจที่พวกเขาถือครอง การลงทุนอย่างฉลาดไม่ซับซ้อน แม้ว่าไม่เชิงที่จะพูดว่ามันง่าย สิ่งที่
นักลงทุนต้องการคือ ความเข้าใจธุรกิจที่จะซื้อ

วอร์้รน บัฟเฟตต์ ไม่มีอะไรนอกจากยกย่องข้อตกลง 57 พันล้านเหรียญของ
พรอคเตอร์ แอนด แกมเบิ้ล ซื้อ ยิลเลตต์ ที่ช่วยให้เขามีรายได้ 645 ล้านเหรียญภายในวันเดียว แน่นอนนั่นเป็นส่วนเล็กน้อยของกำไรเท่านั้นที่เขาได้ทำการถือครองตลอด 16 ปี หรือเขาได้มีส่วนได้เสียภายในยิลเลตต์ บนพื้นฐานการลงทุนเริ่มแรก 600 ล้านเหรียญโดยบริษัทการลงทุนเบิรคไชน์
ฮาทธเวย์ของเขาเมื่อ ค.ศ 1989 การลงทุนได้สร้างกำไรอย่างมากมาย ดังนั้นไม่น่าประหลาดใจบัฟเฟตต์ ผูุ้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของยิลเลตต์ กำลังร้องเพลงยกย่องข้อตกลงครั้งนี้ ตลอดเวลาเรามีความสุขกับการลงทุนนั้น แต่ผมอยากจะบอกเราว่าผมมีความสุขมากขึ้นวันนี้ มันเป็นข้อตกลงแห่งความฝัน เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของยิลเลต์ด้วย 96 ล้านหุ้น หรือประมาณ 9% ของบริษัท บัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่าเขาจะเพิ่มการถือครองหุ้นของเขา ดังนั้นเขาจะสิ้นสุดด้วย 100 ล้านหุ้นของพี แอนด์ จี ณ เวลาข้อตกลงได้บรรลุ หุ้น
ยิลเลตต์ในขณะนี้ของปัฟเฟตต์ได้ถ่ายทอดเป็นประมาณ 93.6 ล้านหุ้นของพี แอนด์ จี
เรามีการกล่าวว่าการรวมบริษัทสี่ในห้าไม่บรรลุความสำเร็จ และการรวมบริษัทยิ่งใหญ่เท่าไร โอกาสล้มเหลวยิ่งมีมากขึ้น แต่การขายยิลเลตต์ 57 พันล้านเหรียญแก่พรอตเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เมื่อ ค.ศ 2005 ได้หักล้างทฤษฎีนี้
เอ จี ราฟลี่ย์ ซีอีโอ ของพี แอนด์ จีได้กล่าวว่า การรวมบริษัทผลิตภัณฑ์บริโภคดีที่สุดสองบริษัท ณ เวลาที่พวกเขาทั้งสองดำเนินงานจากตำแหน่งของจุดแข็ง เป็นโอกาสที่ไม่เหมือนใคร การต่อสู้เพื่อพื้นที่ชั้นวางจะไม่หยุดยั้ง มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ยิลเลตต์ กำลังมอง และการรวมกันกับพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล ย่อมมีเหตุผลอย่างมาก
มันทำให้ทั้งยิลเลตต์และพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล ได้พื้นที่ชั้นวางดีขึ้น และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้ถูกลง เบิรคไชร์ แฮทธาเวย์ ของนักลง
ทุนที่มืชื่อเสียง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นเจ้าของ 9.7% ชองยิลเลตต์ หรือประมาณ 96 ล้านหุ้น ส่วนได้เสียเทียบเท่า 93.6 ล้านหุ้นพี แอนด์ จี วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดรายเดียวของยิลเลตต์ ได้เรียกการรวมนี้ว่า “ข้อตกลงแห่งความฝัน”
เอ จี ราฟลี่ย์ ได้รวมธุรกิจที่สอดคล้องกันอย่างชัดเจนสองอย่าง ในขณะที่ใช้ประโยชน์ของจุดแข็งที่แตกต่างกันของพวกเขา พี แอนด์ จี เข้มแข็ง ณ นวัตกรรมและการตลาด ในขณะที่ยิลเลตต์ เข้มแข็ง ณ เทคโนโลยีและความรวดเร็วสู่ตลาด
การรวมบริษัทได้ให้ประโยชน์ที่สำคัญแก่ทั้งสองบริษัท ขนาดได้สร้างโอกาสของการลดต้นทุน และพี แอนด์ จี ได้คาดคะเนว่าการรวมบริษัทจะสร้างความประหยัดภายในการผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาด 2.1 พันล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 2008 ราฟลี่ย ได้กล่าวว่า ประมาณ 6,000 งานจะถูกยกเลิกจากกำลังงานที่รวมกันประมาณ 140,000 คน ส่วนใหญ่เป็นการยกเลิกผู้บริหารที่ซ้อนกันและการรวมการดำเนินงานเข้าด้วยกัน เมื่อพวกเขาได้พยายามลดต้นทุนลง 16 พันล้านเหรียญ บริษัทที่รวมกันมียอดขาย 60.7 พันล้านเหรียญต่อปี การนำหน้ายูนิลีเวอร์ ผู้ผลิตอาหารและสบู่ใหญ่ที่สุดของโลก มียอดขาย 48.2 พันล้านเหรียญต่อปี ความดึงดูดที่ยิ่งใหญ่คือ ผลิตภัณฑ์ของยิลเลตต์ไม่ได้แข่งขัน แต่ประกอบกันกับผลิตภัณฑ์ของพี แอนด์ จี ภายในคราวเดียวกัน การซื้อยิลเลตต์จะให้การปรากฏที่ยิ่งใหญ่แก่พี แอนด์ จี ภายในตลาดผลิตภัณฑ์ผู้ชาย การสร้างตำแหน่งการแข่งขันที่เข้มแข็งขึ้นต่อสู้กับคู่แข่งขันเหมือนเช่นยักษใหญ่ผลิตภัณฑ์ความสวยงามฝรั่งเศส ลอรีอัล ภายหลังการซื้อยิลเลตต์ พี แอนด์ จี มีตราสินค้า 21 พันล้านเหรียญด้วยมูลค่าตลาด 200 พันล้านเหรียญ
นักวิเคราะห์มองว่าการรวมบริษัทเป็นการก้าวไปอย่างกล้าหาญโดยราฟลี่ย์
นำพี แอนด์ จี ภายในช่วงเวลาที่ลำบาก
ราฟลี่ย์ ได้เปลี่ยนแปลงจุดมุ่งของบริษัทจากผลิตภัณฑ์ครัวเรือนเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพและสวยงามที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เขาได้ซื้อบริษัทดูแลผม แคร์รอล จากบริสตอล มายเยอร์ สควิปป์ ค.ศ 2001 4.9 พันล้านเหรียญ และบริษัทดูแลผมเยอรมัน เวลล่า ค.ศ 2003 7 พันล้านเหรียญ
ยิลเลตต์ และพี แอนด์ จี มีวัฒนธรรมคล้ายกัน และจุดแข็งแกนสอดคล้องกันภายในความสามารถของการสร้างตราสินค้า นวัตกรรม ขนาด และการเข้าสู่ตลาด การสร้างความสอดคล้องที่ยอดเยี่ยม ราฟลี่ย์ พูด
เอ จี ราฟลี่ย์ ได้มองเห็นความจำเป็นที่จะปรับปรุงการดำเนินการของพี แอนด์ จี และการดูแลให้ดีขึ้นและการเจริญเติบโตของธุรกิจแกนที่ได้ถูกรีดนมก่อน
หน้านี้ เพื่อที่จะลงทุนภายในตราสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาได้กำหนดลำดับความสำคัญรวมทั้งทำให้ตำแหน่งของพี แอนด์ จี เข้มแข็งขึ้นภายในตลาดที่เจริญเติบโตเต็มที่ การมุ่งความก้าวหน้าต่อไปภายในเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และการปรับปรุงประสิทธิภาพ เขาได้กล่าวว่า ผมต้องการที่จะรับรองเราว่า เราจะสร้างแรงกระตุ้นทางธุรกิจเบื้องหลังกลยุทธ์การเจริญเติบโตในขณะนี้ เราสร้างสรรค์และสร้างตราสินค้าที่ปรับปรุงชีวิตของลูกค้า

Cr : รศ. สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *