INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอื่นของชาวพุทธมีที่มาจากไหน

ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอื่นของชาวพุทธมีที่มาจากไหน

โดย พระไพศาล วิสาโล

Q – ช่วงเวลาที่ผ่านมาจะเห็นพระสงฆ์บางรูปออกมาสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับชาวมุสลิม น่าตกใจก็คือมีพระสงฆ์และประชาชนจำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ทั้งที่ในอดีตศาสนาพุทธไม่เคยมีความขัดแย้งกับศาสนาอื่นจนนำไปสู่ความรุนแรง (ตามความเข้าใจของผมที่อ่านประวัติศาสตร์มาบ้าง) พระคุณเจ้าคิดว่าขันติธรรมที่ลดลงนี้ มีสาเหตุจากอะไร โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์โลก สถานการณ์ภายในประเทศ และสถานการณ์ภายในแวดวงสงฆ์และศาสนิก

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – ปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจว่าศาสนาอิสลามหรือชาวมุสลิมกำลังมีแผนร้ายมุ่งบ่อนทำลายพุทธศาสนาในไทย ความเข้าใจดังกล่าวไม่อาจแพร่หลายได้หากพุทธศาสนาไทยมีความมั่นคง เข้มแข็ง แต่ในช่วง ๒๐ – ๓๐ ปีที่ผ่านมา มีปัญหาหลายอย่างเกิดกับพุทธศาสนาในไทย ที่เด่นชัดคือข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระที่มีชื่อเสียงต้องปาราชิกหลายรายทำให้พระสงฆ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องอย่างไม่เคยมีมาก่อนขณะเดียวศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาก็ลดน้อยถอยลง

คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง เป็นเจตนาของคนบางกลุ่ม เมื่อ ๒๐ ปีก่อนก็เชื่อว่ามีขบวนการ “นารีพิฆาต” ที่ต้องการบ่อนทำลายพุทธศาสนามีการชี้นิ้วไปที่ศาสนาคริสต์ว่ามีแผนทำลายพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามระยะหลัง ความหวาดระแวงของชาวพุทธกลุ่มนี้ ก็พุ่งเป้าไปที่ศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเมื่อนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ก็เริ่มมีข่าวลือว่าอิสลามจะมาครอบงำพุทธศาสนา

ประกอบกับช่วงนั้นมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องที่ทำให้ชาวพุทธมีความไม่พอใจ เช่น ข่าวย้ายพระพุทธรูปออกจากห้องทำงานของรมต.มหาดไทย ข่าวการเรียกร้องสิทธิหลายประการของชาวมุสลิม เช่น การขอให้มีห้องทำละหมาดในสนามบินและสถานที่สาธารณะ ชาวพุทธในไทยไม่คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมดังกล่าวจึงเริ่มมองมุสลิมในแง่ลบ

ยิ่งตอนหลังชาวมุสลิมหันมาให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งยืนยันในอัตลักษณ์มุสลิมอย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น การสวมฮิญาบในที่สาธารณะ รวมทั้งสถานที่ราชการ โดยที่ส่วนหนึ่งก็เริ่มปฏิเสธพิธีกรรมบางอย่างของพุทธศาสนาหรือไม่ยอมรับธรรมเนียมบางอย่างที่ชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เช่น การไหว้พระ ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิมก็มีมากขึ้นในหมู่ชาวพุทธ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปฏิกิริยาดังกล่าวส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่มุสลิมจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นสายแข็งกร้าว (ซึ่งระยะหลังมีอิทธิพลในหมู่ชาวมุสลิมมากขึ้น) มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวพุทธและพุทธศาสนารวมทั้งพิธีกรรมแบบพุทธด้วย

ความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำให้พระหลายรูปถูกฆ่าวัดถูกเผา ได้ตอกย้ำความรู้สึกลบที่ชาวพุทธมีต่อชาวมุสลิมมากขึ้น รวมทั้งได้ปลุกความทรงจำของชาวพุทธเกี่ยวกับกองทัพมุสลิมที่บุกฆ่าพระสงฆ์และทำลายพุทธศาสนาในอินเดียเมื่อพันกว่าปีก่อนซึ่งหลายคนเชื่อฝังใจว่าเป็นเหตุให้พุทธศาสนาสิ้นสูญไปจากอินเดียไปนานนับพันปี

ข่าวการก่อการร้ายของชาวมุสลิมหัวรุนแรงในตะวันออกกลางและหลายประเทศทั่วโลกมีส่วนไม่น้อยในการทำให้ชาวพุทธในไทยมีอคติถึงขั้นเกลียดชังชาวมุสลิม ยิ่งมาได้ข่าวลือด้านลบเกี่ยวกับมุสลิมในศรีลังกาและพม่า รวมทั้งได้รับทราบเกี่ยวกับปฏิกิริยาแข็งกร้าวของชาวพุทธหัวรุนแรงในประเทศนั้นที่มีต่อมุสลิมดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้ชาวพุทธไทยจำนวนหนึ่งรวมทั้งพระสงฆ์มีปฏิกิริยาในทางแข็งกร้าวต่อชาวมุสลิมในประเทศมากขึ้น

ในทัศนะของอาตมา รากเหง้าของความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอื่นในหมู่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยนั้นเกิดจากความหวั่นวิตกว่า พุทธศาสนากำลังตกต่ำเสื่อมถอย ปรากฏการณ์ดังกล่าวแท้จริงเกิดจากความย่อหย่อนของชาวพุทธเองทั้งในด้านการศึกษาและปฏิบัติ โดยเฉพาะพระสงฆ์ซึ่งมีคุณภาพลดน้อยถอยลง จนไม่สามารถยังศรัทธาให้เกิดแก่ประชาชนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่แทนที่จะยอมรับว่าความเสื่อมถอยนั้นมีสาเหตุจากภายใน ชาวพุทธจำนวนหนึ่งกลับหันไปโทษคนภายนอกว่าทำให้พุทธศาสนาตกต่ำ และคนภายนอกที่มาสอดรับกับความคิดดังกล่าวก็คือชาวมุสลิม

การโทษคนภายนอกนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่มทุกสถาบันที่ไม่ยอมวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง การโทษผู้อื่นนั้นในด้านหนึ่งก็ทำให้ตนสบายใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่พวกเดียวกันเพราะมี “ศัตรูร่วม” ที่ทำให้รวมกันได้ (มีอะไรที่จะรวมคนได้แน่นแฟ้นเท่าความกลัว เกลียดและโกรธ)

จะว่าไปนี้คือสิ่งที่นักการเมืองอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำอยู่คือการโทษว่าอเมริกันตกต่ำเพราะ “คนอื่น” และดังนั้นชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยซึ่งปริวิตกอย่างยิ่งที่อเมริกาเสื่อมถอยตกต่ำลงจึงพากันสนับสนุนเขาให้เป็นผู้นำประเทศด้วยความหวังว่าอเมริกาจะยิ่งใหญ่เหมือนเดิม

อันที่จริงการขาดขันติธรรมไม่ใช่ปัญหาที่เกิดกับชาวพุทธไทยจำนวนมากในเวลานี้เท่านั้น หากยังเกิดกับทุกศาสนาก็ว่าได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสยุคโลภิวัตน์ไหลบ่าซึ่งทำให้แนวคิดแบบฆราวาสวิสัย (secularism) แพร่หลายและลดทอนอิทธิพลของศาสนาต่าง ๆ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทำให้ศาสนาเหล่านี้รู้สึกถูกคุกคามและตอบโต้ด้วยการยืนหยัดในอัตลักษณ์หรือเคร่งครัดในวิถีปฏิบัติมากขึ้น จนบางครั้งมีความคับแคบหรือมีลักษณะสุดโต่ง

จะว่าไปความขาดขันติธรรมยังเป็นสิ่งที่เกิดกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มอุดมการณ์ทั้งหลายด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งสีเหลืองกับสีแดงเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ดาษดื่นในเฟซบุ๊คและโซเชียลมีเดียอาตมาคิดว่ามันคือลักษณะร่วมของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมสมัยใหม่ขณะนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยึดติดในอัตลักษณ์ของตนอย่างเหนียวแน่นจนมีการแบ่งเขาแบ่งเราอย่างชัดเจน และรู้สึกเป็นลบต่อ “คนอื่น” หรือ “กลุ่มอื่น” เมื่อรู้สึกว่าเขาเป็นอื่น ก็ยากที่จะยอมรับความเห็นที่แตกต่างจากตนได้

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *