INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิหร่านศึกษา : การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และนวัตกรรม ตอนที่๒

อิหร่านศึกษา : การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และนวัตกรรม ตอนที่๒

ดร.ประเสริฐ สุขศาส์นกวิน

ศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย วทส.

 

          การดำรงชีวิตมนุษย์ถูกวางรากฐานให้มีความสัมพันธ์ต่อกัน และตั้งแต่แรกเริ่มของการปรากฏเกิดของมนุษย์บนโลกใบนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมาการดำรงอยู่ของสังคมขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อกัน และได้มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันตลอดมา

มนุษย์มีความปรารถนาที่บอกกล่าวความคิด  ความรู้สึก หรือสิ่งต่างๆที่ตนปรารถนา โดยการใช้เครื่องมือต่างๆที่มีอยู่เพื่อจะบอกเล่าถึงสิ่งเหล่านี้   เพื่อที่จะให้ได้มาสิ่งที่ตนปรารถนา และยังจะเป็นการขับเคลื่อนไปสู่วิวัฒนาการแห่งความสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นอีกด้วย

อิสลามได้กระตุ้นในด้านการศึกษาและการเรียนรู้และได้ให้การเคารพนับถือผู้รู้ ปราชญ์และยังถือว่าความรู้คือขุมทรัพย์ไม่มีวันหมดสิ้น  ฉะนั้นจะเห็นว่าบรรดาคอลีฟะฮ์โลกอิสลามให้การสนับสนุนต่อการเรียนรู้และการศึกษาหาความรู้ในด้านต่างๆ อีกทั้งยังให้การช่วยเหลือปวงปราชญ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทองของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ บรรดาคอลีฟะฮ์ให้การช่วยเหลือนักปราชญ์ชาวเปอร์เซียในการขยายความรู้สาขาวิชาต่างๆ โดยได้ให้การค้ำชูอุปถัมในการการแปลตำราต่างๆ เช่นตำราของชาวเปอร์เซีย จากภาษาเปอร์เซียเดิม มาเป็นภาษาอาหรับ  และจากโอกาสนั้นทำให้ชาวอิหร่านได้ใช้โอกาสในการักษาภาษาเปอร์เซียเอาไว้ได้อย่างเข้มแข็ง  และในราชสำนักของคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ได้มีนักปราชญ์มุสลิมชาวอิหร่านเข้าไปมีบทบาทในด้านวิชาการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกวีประจำราชสำนัก โดยได้รับเงินสนับสนุนอย่างดี และจะเห็นว่ามีนักปราชญ์หรือนักการศาสนาที่ได้เขียนตำราเป็นภาษาเปอร์เซียและมีความชำนาญในภาษาเปอร์เซีย ทำให้เกิดโอกาสที่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในด้านภาษาเปอร์เซีย เพราะว่าภาษาอาหรับและวรรณกรรมอาหรับได้ใหล่บ่าเข้าสู่วรรณคดีเปอร์เซียและยังได้เข้ามามีบทบาทในภาษาเปอร์เซียอย่างมากทีเดียว  จะเห็นได้ว่าภาษาอาหรับหลายพันคำทีเดียวถูกนำไปใช้ในภาษาเปอร์เซีย ทำให้ภาษาเปอร์เซียเพิ่มความเข้มข้นและเข้มแข็งไปอีกระดับหนึ่ง  จนปรากฏเกิดวรรณคดีเปอร์เซียที่น่าทึ่งและน่าสนใจทีเดียว

มีคำถามหนึ่งว่า แท้จริงศาสนาอิสลามทำให้ชาวอิหร่านมีอารยธรรมจริงหรือไม่ ? และศาสนาอิสลามมาปลดปล่อยชาวอิหร่านให้ออกจากจากความเชื่อที่ไร้แก่นสารจริงกระนั้นหรือ ? แล้วต่อมาศาสนาอิสลามได้มาขัดเกลาพวกเขาอีกทั้งยังได้เป่าวิญญาณดวงใหม่ให้แก่ชาวอิหร่าน จึงทำให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของอิหร่านอยู่ในเส้นทางที่ดีกว่าและมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมใช่หรือไม่? และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดศักยภาพและพลังของการขับเคลื่อนทางสังคมแก่ประชาชนชาวเปอร์เซียในผืนแผ่นดินนั้นด้วยความเบ่งบานและสง่างาม และศาสนาอิสลามเป็นเหตุให้ชนชาติชาวอิหร่านในอดีตและปัจจุบัน เบ่งบานฉายแสงจรัสอย่างภาคภูมิในโลกแห่งวิทยาการ โลกแห่งปรัชญา  ด้านรหัสยะนัย ด้านศิลปะ  วัฒนธรรม อุตสาหกรรม และนวัตกรรมล้ำสมัยและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจริงหรือไม่?  หรือว่าในทางกลับกัน อิสลามเป็นตัวขวางกั้นการเกิดขึ้นของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จากนักคิด ปวงปราชญ์ทั้งหลาย และอิสลามไม่ได้ส่งผลอันใดในการเกิดขึ้นของมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่นี้แก่ชาวอิหร่านเลย? การเกิดขึ้นของบุรุษเช่น ท่านอะบูอาลี อิบนุ สีน่า  อบูรอยฮาน ไบรูนี  คอญะฮ์นะซีรุดดีน ฏูซี  อิมามฆอซซาลี และฯลฯ เป็นผลผลิตที่เกิดจากความคิดริเริ่มของชาวอิหร่านโดยอิสลามไม่ได้มีอิทธิพลใดๆกระนั้นหรือ? อยากให้ผู้อ่านใคร่ครวญ

  ประวัติศาสตร์ได้ถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของสมมติฐานข้างต้น นั่นคือว่าเป็นที่ยอมรับกัน ก็คือ หลังการปรากฏขึ้นของศาสนาอิสลามและการจัดตั้งระบอบการปกครองแบบรัฐอิสลามขึ้นโดยศาสดาทางธรรม ศาสดาอิสลาม(ศ) ได้รวบรวมชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเข้าด้วยกันภายใต้ธง ที่มีนามว่า ธงอิสลาม เป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งนักสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์รู้จักกันในนามว่า “อารยธรรมอิสลาม” ที่มีชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา และแม้กระทั่งยุโรป ร่วมอยู่ด้วย และชาวอิหร่านก็เป็นส่วนหนึ่งของชาติพันธุ์ที่เข้ามามีส่วนร่วม และเป็นผู้สร้างทฤษฎีทางควมคิดและยังเจ้าของทฤษฎีต่าง ๆที่เป็นหลักที่สำคัญ

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ? เป็นไปตามชื่อที่เล่ากันมาหรือไม่ ? อารยธรรมอิสลามคือบทบาทสำคัญของการขับเคลื่อน กล่าวคือ อิสลามเป็นเหตุปัจจัยหลักและตัวขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดอารยธรรมและวัฒนธรรมขึ้นและจิตวิญญาณอิสลามเป็นจิตวิญญาณที่ทรงอิทธิพล หรือว่ามีเหตุปัจจัยและอุดมการณ์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ทำให้ทุก ๆ ประชาชาติและหนึ่งในนั้นคือชนชาติอิหร่านเกิดอุดมการณ์และปัจจัยเฉพาะขึ้นซึ่งมีความเกี่ยวพันกับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของอิหร่านเท่านั้น  ?

การวิเคราะห์ด้านประวัติศาสตร์ สังคมและศาสนา เป็นเหตุให้เราต้องเปิดประวัติศาสตร์อิหร่านยุคใกล้ ๆ การปรากฏของอิสลามมาวิเคราะห์ระบบทางความคิด ความเชื่อ สังคม การเมือง ครอบครัวและจริยธรรมในยุคนั้นแล้วนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่อิสลามได้นำสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้แก่ชาวอิหร่าน เพื่อให้เราสามารถได้รับบทสรุปที่ถูกต้องและได้รับข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง

เป็นที่น่ายินดีที่ประวัติศาสตร์อิสลามและประวัติศาสตร์อิหร่านยุคใกล้การปรากฏของอิสลามนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน สามารถค้นหาความจริงได้ง่าย อย่างที่เราทราบกันว่าเรื่องนี้ถูกพูดถึงกันมากในศตวรรษนี้ แม้แต่นักวิชาการชาวตะวันตกเป็นผู้เริ่มนำเรื่องนี้มานำเสนอและตีแผ่ ก่อนหน้านี้ประชาชนอิหร่านก็เหมือนกับประชาชาติอื่นๆที่ไม่คุ้นเคยกับคิดเกี่ยวกับเรื่องในลักษณะนี้ แต่วันนี้เรื่องเช่นนี้ถูกนำมาพูดถึงกันมากขึ้นเลยทีเดียว

เราต้องการที่จะเข้าถึงเรื่องนี้โดยปราศจากความมีทิฐิมานะ หรือความอคติใดๆ  เราเชื่อว่าการค้นคว้าเรื่องนี้นั้นมีพร้อมเป็นอย่างมาก เป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มนักค้นคว้านักวิจัยชาวตะวันตกและชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งได้ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้วประมาณหนึ่ง และเป็นการง่ายในการจะอ้างอิงและสืบค้นหาความจริงนั้น

เพื่อให้ความเชื่อที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้น เราขอกล่าวตัวอย่างต่าง ๆ ดังนี้

ศาสตราจารย์ตะกี ซอเดะฮ์  ได้กล่าวเกี่ยวกับ “ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพลเรือนอิหร่านในอดีต โดยอ้างอิงจากท่าน ดร. มุอีน ในหนังสือ มุซดีสินอ วะ อะดับ พอรซี ว่า

          อิสลามเป็นศาสนาใหม่แก่ชาวเปอร์เซียในยุคอดีต  แต่มีข้อดีมีหลักการและกฎหมายที่นำมาให้เกิดความเป็นระเบียบและแบบแผนอย่างน่าทึ่ง  ดังนั้นการเผยแผ่อิสลามในอิหร่าน เป็นการเป่าวิญญาณดวงใหม่และเป็นการสร้างศรัทธาที่แข็งแกร่งขึ้นซึ่งทำให้ผืนแผ่นดินนี้มีสองต้นทุน 2 ประการที่พึงประสงค์  หนึ่งคือ ภาษา ที่มั่งคั่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้นทุนที่กว้างขวาง นั่นก็คือ ภาษาอาหรับ เมื่อภาษานี้ได้เข้าสู่อิหร่าน มันค่อย ๆ ถูกหลอมเข้ากับภาษาที่ละเอียดอ่อน เฉียบคม และมีความเสน่ห์ของชนชาวอารยัน และอารยธรรมชาวอิหร่านอย่างช้า ๆ กระทั่งเกิดสมบูรณ์  และทำให้ชาวอิหร่านมีภาษาขึ้นโดยนักบรรยายที่ยิ่งใหญ่ชาวอิหร่านในช่วงศตวรรษที่ 4-6 และนักบรรยายที่หาตัวจับยากอีกหลายท่านภายหลังจากนั้น เป็นผู้ที่คู่ควรที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดนี้ และตัวแทนที่เจิดจรัสของพวกเขา คือ สะอ์ดี ฮาฟิซ นาซิร โคสโร และปราชญ์คนอื่น ๆ  ประการสอง คือ วิทยาการและอารยธรรมที่สูงส่งถูกแปลจากตำรากรีกโบราณ จากภาษาซีรีแอ๊ก ตลอดจนภาษาอินเดีย และภาษาอาหรับในดินแดนแถบบูรพาที่อยู่ในกรอบของคอลีฟะฮ์แห่งบูรพาช่วงกลางของศตวรรษที่ 2 ถึงชวงปลายศตวรรษที่ 3 และปรัชญากรีก และตำราอื่นๆอีกไม่กี่เล่มในศตวรรษที่ 2 ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่มุสลิมยังไม่ได้แปล ผลพวงจากการแปลจากตำรากรีกสู่โลกอาหรับ ทำให้วิทยาการ ศิลปะและวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้กระจายและใหลบ่าเข้าสู่ประเทศอิสลามโดยเฉพาะในอิหร่านอย่างรวดเร็ว กระทั่งทำให้เกิดผู้รู้ที่เลืองชื่อนับพันคนขึ้น เช่น อิบนิสีน่า   อัลฟารอบี มุฮัมหมัด บิน ซะกะรียา รอซี และท่านอื่น  ๆ มีตำรับตำราเกิดขึ้นมากมายที่สำคัญ (ทว่า 99 เปอร์เซ็นเป็นภาษาอาหรับ)  และก่อให้เกิดอารยธรรมที่เจิดจรัสแห่งอิสลามขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2-7 ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่านรองจากอารยธรรมกรีกและอารธรรมโรมเลยก็ว่าได้”

ท่านตะกี ซอเดะฮ์ กล่าวในตรงนี้ว่า อิสลามให้วิญญาณดวงใหม่แก่อิหร่าน  โดยท่านไม่ได้ถกต่อว่า อิสลามได้อะไรจากอิหร่านและให้อะไรแก่อิหร่าน พอจะสรุปว่า อิหร่านได้พบกับวิญญาณดวงใหม่   คือได้นำหลักการความยุติธรรมและกฎหมายสร้างความเป็นระบบระเบียบ เป็นหลักคำสอนของอิสลาม ทว่าสิ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากสิ่งที่อิสลามได้นำมาและมอบให้แก่ชาวอิหร่าน เพราะอิสลามที่ทำให้เกิดศักยภาพด้านต่าง ๆไม่ว่าด้านวรรณกรรม การแพทย์ และคณิตศาสตร์ ปรัชญา ศาสตร์อิสลาม จนปรากฏเกิดบุคคลสำคัญของโลกอิสลาม เช่นท่านอิบนิสีน่า  อัลฟารอบี  อัรรอซีและอันไบรูนี และคนอื่นๆอีกจำนวนมากทีเดียว

“ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 7ของคริสตศักราช อาณาเขตของอิหร่านได้ขยายตัวอย่างช้า ๆกระทั่งครอบคลุมคาบสมุทรอาหรับทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้น จากนั้นก็หันสู่ประเทศใกล้เคียงที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งและลุ่มลึกขึ้นในหมู่ประชาชนและสังคมของประเทศนั้น ๆ ที่เรียกกันว่า “หลักศาสนาอิสลาม”  ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความน่าทึ่งต่าง ๆ ของชีวิตมนุษย์เลยทีเดียวเพราะมันได้เข้ามาทำลายชีวิตที่ยึดติดกับสิ่งไร้สาระอย่างหมดสิ้น แล้วได้ยึดมั่นกับสิ่งใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพันธนาการใด ๆ  มันได้เข้ากุมหัวใจและความคิดของผู้คน  หรือจะเรียกมันว่าเป็นการปฏิวัติทางความคิด หรือเรียกว่าการปฏิวัตินี้ ให้ชื่อใหม่ว่า อารยธรรมใหม่  ไม่เพียงแต่ทำให้ซาอุดิอาระเบียที่ตายไปจากสังคมในยุคนั้น เพราะมีทะเลทรายที่ไม่มีน้ำและแต่ทุ่งหญ้าที่เงียบสงัด ที่มีประชากรเพียงไม่กี่คนและไม่เป็นที่รู้จัก กลายเป็นซาอุดิอาระเบียที่คึกคักที่ผู้คนถูกรู้จักในนามต่าง ๆ และจริยธรรมที่งดงาม ทว่ายังได้นำปรัชญาและความคิดใหม่มาสู่พวกเขา แม้ว่าส่วนจากรากฐานของมันนั้นได้ถูกรดน้ำด้วยอารยธรรมสองประเทศเพื่อนบ้านที่ยิ่งใหญ่ (อีหร่านและโรม) ก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้นสองประเทศนี้ก็ยังใหม่มาก อิสลามอยู่ในฐานะบทเรียนใหม่แห่งฟากฟ้า ปรัชญาต่าง ๆ ของการเรียกร้องความยุติธรรม ห่างไกลจากความอธรรมและการกดขี่ ประดุจดังน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลลงสู่หัวใจที่หิวกระหายของผู้คนและเข้ามาแทนที่ในมันสมองของนักคิดที่แสวงหาความจริงทั้งหลาย  ประชาชนที่ถูกกดขี่ของพวกเขาที่ถูกตัดขาดจากเพื่อนมนุษย์ มีเพียงมุ่งสู่พระผู้สร้างเท่านั้น ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเท้าเปล่าเหนือรองเท้าบูท อาวุธที่ล้าสมัยเหนืออาวุธที่ทันสมัย หรือชัยชนะของผู้ไร้อาวุธเหนือพวกมีอาวุธเท่านั้น ทว่าอย่างที่เราพูดไปแล้วว่าเป็นชัยชนะของความคิดใหม่และการเรียกร้องความยุติธรรมของกลุ่มผู้ถูกกดขี่ต่อพวกกดขี่ เป็นชัยชนะของผู้ถูกกดขี่เหนือพวกกดขี่ ความคิดและความรู้สึกเช่นนี้มันได้หยั่งรากลึกลงในหมู่ประชาชนของประเทศต่าง ๆ นั้น เพื่อจัดตั้งการปกครองของพวกเขาเองที่สอดคล้องกับทัพชัยแห่งศาสนาอิสลาม และผลพวงของชัยชนะทางจิตวิญญาณนี้ที่ผ่านมาพันกว่าปีจากการปรากฏขึ้นของอิสลาม ยังคงมีอยู่ในบ้านทุกหลังของประชาชาติทั้งหลายที่มีศรัทธา ในขณะที่ชัยชนะแห่งสงครามและบรรดานักรบแห่งอาหรับกลับไม่หลงเหลืออะไรไว้เลยในกลุ่มประเทศต่าง ๆ นี้”(อ้างจากหนังสือ คุณูปการระหว่างอิสลามกับอิหร่าน)

ดร. อับดุลฮุเซน  ซัรรีนกูบ กล่าวไว้ในหนังสือ สารบัญอิสลาม เกี่ยวกับสาเหตุต่าง ๆ ของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และความรุ่งโรจน์ของอิสลาม ว่า “สิ่งที่เป็นเหตุให้ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการและด้านวัตถุเป็นสิ่งง่ายดายสำหรับบรรดามุสลิม อันที่จริงแล้วนั่นก็คืออิสลาม ที่สนับสนุนให้บรรดามุสลิมศึกษาหาความรู้และส่งเสริมให้มีชีวิตที่ดีมีความสุข ให้จิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลและการผ่อนปรนแทนความอาฆาตแค้นของโลกยุคโบราณ อีกทั้งเผชิญหน้ากับนักบวชของคริสตจักรที่สอนให้รักสันโดษ ด้วยหลักธรรมคำสอนให้บรรดามุสลิมใช้ชีวิต “ทางสายกลาง”  ทำให้อุตสาหกรรมและวิทยาการพัฒนาและสมบูรณ์ขึ้นอย่างง่ายดาย โลกที่อิสลามเข้าไปถึง จิตวิญญาณแห่งใช้ชีวิตอย่างสบายและสมดุลอยู่ในสภาพที่กำลังดับมอด สองอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลกยุคนั้น (จักรวรรดิไบแซนไทน์และเปอร์เซีย) จักรวรรดิไบแซนไทน์ ที่มีทิฐิแห่งคริสตจักร นับวันยิ่งจมดิ่งลึกไปเรื่อย ๆ ยิ่งตัดขาดจากวิทยาการและปรัชญา ปิดกิจกรรมด้านปรัชญา โดยจักรพรรดิยุสตินิอานุส ประกาศให้ตัดความสัมพันธ์ที่เกือบจะเกิดขึ้นแล้วนั้น ระหว่างโลกแห่งโรมันกับอารยธรรมและวิทยาการในอิหร่านก็เช่นกันกษัตริย์โคสโร (Khosrow)มีความชื่นชอบด้านวิทยาการและการใช้ปัญญา เป็นรัฐที่รีบร้อนผนวกกับทิฐิด้านการแพทย์ที่ถูกกล่าวไว้ในอารัมภบทของหนังสือ กะลีละฮ์ วะ ดิมนะฮ์  ว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะฟื้นฟูวิทยาการทุกประเภทในผืนแผ่นดินนี้  เป็นโลกที่ตกเชลยของความทิฐิต่อศาสนาและประชาชาติหนึ่ง อิสลามได้เป่าวิญญาณดวงใหม่ลงไป เหมือนดังที่ได้ก่อตั้ง ดารุสสะลาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่แท้จริงของอัลกุรอาน ไม่มีความทิฐิของชาติพันธุ์ของความเป็นซีเรีย ความเป็นอิรัก เผชิญหน้ากับทิฐิด้านศาสนาของคริสต์และโซโรอัสเตอร์ ด้วยการผ่อนปรนและทำสัญญากับชาวคัมภีร์ และความปรารถนาในวิทยาการและการใช้ชีวิต และผลพวงของต้นไม้ที่น่าทึ่งนี้ที่ไม่มีทั้งความเป็นชาวตะวันออกและชาวตะวันตก ได้รับมาภายหลังจากการพิชิตของอิสลาม”

          ศาสตราจารย์.Ernst Kühnel  ชาวเยอรมัน อาจารย์สอนศิลปศาสตร์อิสลามในมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ในปี 1935-1964 เขาได้กล่าวไว้ในหนังสือ ศิลปะอิสลามว่า

“จุดร่วมในความเชื่อของศาสนาในที่นี้ส่งผลที่ทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกของคริสตจักร เหนือกิจกรรมด้านวัฒนธรรมของนานาชาติ การมีจุดร่วมในศาสนาเป็นเหตุให้สะพานแห่งความแตกต่างด้านชาติพันธุ์และขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณของประชาชาติต่าง ๆ ถูกปิดลง ยิ่งไปกว่านั้นไม่เพียงแต่ความปรารถนาทางด้านจิตวิญญาณเท่านั้น ทว่าแม้แต่จรรยามารยาท ประเพณีของประเทศต่าง ๆ ถูกชี้นำไปสู่ความชัดเจนและแน่นอนอย่างน่าอัศจรรย์ และเหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่สร้างความยืดหยุ่นในการสร้างความเป็นเอกภาพและให้คำตอบที่มั่นคงแก่ทุกเรื่องของการใช้ชีวิต ก็คือ อัลกุรอาน การตีพิมพ์อัลกุรอานด้วยตัวบทลายอักษรอาหรับ เป็นการสานความสัมพันธ์ให้โลกอิสลามทั้งหมดเชื่อมโยงกัน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลงานทางด้านศิลปะทุกประเภท ความแตกต่างระหว่างศิลปะของศาสนากับไม่ใช่ศาสนา อย่างที่โลกตะวันตกรู้จักนั้น ถูกทำลายไปสิ้นในที่นี้ ทว่าศาสนสถานต่าง ๆ มีการสร้างหอคอยที่มีสถาปัตที่เฉพาะอันเนื่องมาจากความต้องการในการใช้สอย  รูปทรงหลังคาที่ถูกตกแต่งสอดคล้องตามรูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่ถูกคำนึงถึงในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่ศาสนาเช่นกัน”

ศาสตราจารย์ Ernst Kühnel  กล่าวไว้อีกว่า

“สิ่งที่สำคัญยิ่งในที่นี้ ก็คือ ทั้ง ๆ ที่มีการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงศตวรรษกลาง ระหว่างกลุ่มประเทศอิสลามกลับมีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ไม่เพียงแต่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าเท่านั้น ทว่าเป็นความเป็นไปได้ในการขยายแลกเปลี่ยนความเจริญด้านวัฒนธรรมอีกด้วย  การเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักภูมิศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของอาหรับก็ยืนยันถึงสิ่งนี้ว่าประชาชนประเทศหนึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับมุมและองศาต่าง ๆ ของ อีกประเทศหนึ่งได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกเลยหากเราเห็นว่าการค้นพบเทคนิคใหม่ ๆ และความเจริญก้าวหน้าด้านศิลปะจึงกระจายไปยังทุกที่อย่างรวดเร็ว  ทุกคนที่ได้เรียนรู้ถึงโลกทัศน์ของตะวันตก จำเป็นต้องวาดรูปให้กับตัวเองได้เห็นว่า โลกอิสลามมีเงื่อนไขเบื้องต้นอีกอย่างหนึ่งที่มีอำนาจ และเงื่อนไขอันนี้เองที่ส่งผลในการผลิตผลงานด้านศิลปะได้มากกว่าสิ่งอื่น”

         

    สิ่งที่นักวิชาการท่านนี้กล่าว แม้ว่าจะไม่เป็นการกล่าวถึงเฉพาะอีหร่านเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมกรอบความคิดของอิสลาม แต่อย่างไรตามแต่ก็หมายรวมถึงประเทศอีหร่านและชนชาวอิหร่านด้วยเป็นแน่ทีเดียว   นั่นหมายถึงว่าบรรดามุสลิมได้ปิดสะพานความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ของตนไว้ได้และหันมาสร้างอารยธรรมของอิสลามให้เข็มแข็งโดยปราศจากการสร้างความเป็นชาตินิยม  นั่นก็หมายถึงเป็นการสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง สังคม บนพื้นฐานของความเชื่อและศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการง่ายอย่างมากในการที่จะสร้างวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางแก่ชาวอิหร่านจึงเห็นประจักษ์ได้จนถึงวันนี้

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *