INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ฉลอง”ตรุษอีฎิลฟิตรี”ท่ามกลาง”โควิด 19”

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ฉลอง”ตรุษอีฎิลฟิตรี”ท่ามกลาง”โควิด 19”

ถัดจากวันที่เขียนเรื่องนี้(๒๐พค.๖๓)อีกสามหรือสี่วัน(๒๓ หรือ ๒๔ พค.)มุสลิมทั่วโลก รวมทั้งในไทยก็จะฉลองวันตรุษอีฏิลฟิตรี ในวันที่ ๑ เดือนเชาวัล หรือฉลองการสิ้นสุดเดือนถือศีลอด (รอมะฏอน) ซึ่งมี ๒๙ หรือ ๓๐ วัน ตามปฏิทินฮิจเราะห์(ที่เรียกว่า “ฮิจเราะห์ศักราช”)ซึ่งนับตามจันทรคติ ต่างไปจากปฏิทินกรีกอเรียนหรือปฏิทินสากลซึ่งนับตามสุริยคติ ซึ่งบางเดือนมี ๒๘-๒๙ วัน บางเดือนมี ๓๐-๓๑ วัน

เพราะฉะนั้น หนึ่งปีตามปฏิทินฮิจเราะห์ จึงสั้นกว่าปฏิทินกรีกอเรียนราว ๑๑ วันและการถือศีลอดในเดือนรอมาฏอนจึงเลื่อนขึ้นมาทุกปีตามปฏิทินสากลราว ๑๑ วันเช่นกัน

อย่าเพิ่งมึนงงกับข้อมูลข้างบนนะครับ เพราะนั่น ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะเขียนถึง

แต่จะเขียนถึงว่า วันนี้มีความสำคัญอย่างไร มุสลิมประกอบพิธีกรรมอย่างไรและเพื่ออะไร สำหรับการอยู่รวมกันในสังคมโลก

การถือศีลอดนั้น เป็นหนึ่งในห้าหลักปฏิบัติของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม อันได้แก่

๑.การปฏิญาณตน เป็นมุสลิม

๒.การละหมาด คือการนมัสการพระเจ้า

๓.การจ่ายซะกาต หมายถึงการให้ทานประจำปี

๔. การถือศีลอด หนึ่งเดือน

๕.การบำเพ็ญฮัจญ์ อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมากเพียงพอที่จะไม่ทำให้คนในครอบครัวเดือดร้อน / ข้อนี้ ไม่บังคับคนยากไร้

ห้าหลักปฏิบัตินี้ต้องกระทำอย่างเคร่งครัด ถือเป็น”เครื่องแบบ”ในการเป็นมุสลิมก็ว่าได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถ ซึ่งมีกำหนดไว้ตามศาสนบัญญัติ(ในรายละเอียด) มิเช่นนั้นจะเป็นมุสลิมที่ดีมิได้

โดยเฉพาะหลักปฏิบัติ”การถือศีลอด”ในเดือนรอมะฎอนนั้น ในภาษามลายูปัตตานี เรียกว่า”ปอซอ” ส่วนภาษาอาหรับเรียกว่า”ศิยาม”มีความหมายไม่เฉพาะแค่การอดอาหารเริ่มตั้งแต่ฟ้าสางไปจนถึงดวงอาทิตย์ตกในแต่ละวันเท่านั้น

แต่ยังรวมถึงการ”สำรวม”การใช้ หู ตาและวาจาด้วย เช่นไม่ฟังเรื่อง ไม่ดูในเรื่องที่ไม่เป็นมงคล ระงับการใช้พูดจาที่ไม่เหมาะสม

รวมทั้งการสงบจิตสงบใจ ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ให้มีอารมณ์จดจ่ออยู่ในการ”ซิเกรฺ”คือภาวนา

ใช้เวลาในการอ่านทบทวนคำสอนในคัมภีร์กุรอาน

ทั้งนี้ รวมไปถึงการไม่ใช้ผัสสะทั้งทางใจและกายในทางชู้สาว

นับเป็นการสำรวมจิตใจและร่างกายทั้งหมด

ทั้งนี้ จะต้องถือประพฤติตลอดเวลา ซึ่งเท่ากับเป็นการสำรวมเพื่อหล่อหลอมนิสัยอันดีงามตลอดทั้งเดือนและก็หวังอย่างยิ่งว่า จะกลายเป็นนิสัยถาวรสำหรับ ๑๑ เดือนที่เหลือ ในรอบหนึ่งปี

ส่วนใครจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็แล้วแต่วาสนาและความตั้งใจและศรัทธาของแต่ละคน

หากไม่ตั้งจะทำอย่างนี้ โดยเคร่งครัดแล้ว การถือศีลอด แทบจะสูญเปล่าเลยทีเดียว  อันนี้เป็นเพียงความเห็นของตัวผมเอง ไม่มีที่อ้างอิง

สรุปก็คือ การถือศีลอด คือการใช้เวลาหนึ่งดือนอบรบบ่มนิสัยตนเองในรอบหนึ่งเดือนนั่นเอง

ในเทศกาลอีฏิลฟิตรี หรือเรียกกันง่ายๆ ในเมืองไทยว่า”วันออกบวช”มุสลิมจะแต่งตัวอย่างเรียบร้อยสวยงาม พากันไปร่วมประกอบพิธีละหมาดและฟังธรรมที่มัสยิด ในชุมชนของตน เสร็จแล้วจะมีงานเลี้ยง ไปเยี่ยมญาติพี่น้องและมีการให้บริจาคทานกันตามสถานะบางท่านจะไปเยี่ยมหลุมศพของญาติพี่น้องตามสุสานและขอพรให้ด้วย

โดยสรุปแล้ว ให้ถือว่าวันนี้เป็นวันรื่นเริงในหมู่เครือญาติและเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในคราวเดียวกัน หลังจากที่ต่างคนต่างอยู่ในครอบครัว”ถือศีลอด”มานานนับเดือน

นี้คือการส่งเสริมสามัคคีธรรมในหมู่ชาวมุสลิม ซึ่งจะกระทำในอีกเทศกาลหนึ่ง เรียกว่า “ตรุษอีฎิลอัฏฮา”หรือวันเฉลิมฉลองเชือดสัตว์พลี(เพื่อแบ่งปันแจกจ่ายคนทั่วไปเพื่อนำไปบริโภค) ต่อพระเจ้า”อัลลอฮฺ”ของศาสดาอิบรอฮีม(“อับราฮัม”ชื่อเรียกตามศาสนายูดาย)ที่พยายามเชือดลูกชายอิสมาอีล (“อิชมาเอล”-ยูดาย) แต่ในที่สุด”พระเจ้า”เมื่อทรงตระหนักในความจงรักภักดีที่มั่นคงแล้ว ก็ทรงส่ง”กีบัส”(สัตว์จำพวกแพะแกะ)มาให้เชือดพลีแทน เลยถือเป็นธรรมเนียมที่นำมาปฏิบัติกันในศาสนายูดายและอิสลามต่อๆมา ในการเชือดสัตว์พลี ซึ่งสัตว์ที่นำมาพลีนั้น ผมสงสัยว่าทำให้เกิดคำว่า scapegoat หรือ”แพะรับบาป”หรือไม่

ท่านผู้ใดรู้ โปรดช่วยอธิบายเพิ่มเติม เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผมหน่อยเถิด

ทีนี้ ก็มาถึงคำถามที่ว่า ในสถานการณ์แพร่ระบาดของ”โควิด 19”มุสลิม ทั่วๆ ไปสมควรทำอย่างไร ต่อมาตรการ”ล็อกดาวน์”

สำหรับในเมืองไทย ไม่ได้เป็นเรื่องยาก เพราะสำนักจุฬาราชมนตรีได้ส่งสาร ขอความร่วมมือจากมัสยิด ในชุมชนต่างๆ ให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนในการป้องกัน การแพร่ระบาดของไวรัสตามที่ทางการกำชับไว้แล้ว

คือสมควรงดการชุมนุมใดๆทั้งสิ้น หรือถ้าหากจำเป็นต้องมี ก็จะต้องทำ Social distancing คือ”การเว้นระยะห่างทางสังคม” ซึ่งต้องเคร่งครัดมากๆ

ชุมชน”บ้านสามอิน”ที่ผมอาศัยอยู่ระหว่างคลองตัน-พระโขนงนั้น“มัสยิดฮิดายะตุลอิสลาม” ซึ่งผมสังกัดเป็น”สัปปุรุษ”อยู่ ก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ด้วยการแจ้งผ่านทางเสียงตามสาย ให้ทุกคนในชุมชนทราบว่า ปีนี้ขอให้ปฏิบัติศาสนกิจ ที่บ้านบ้านใครบ้านมัน และไม่มีงานเลี้ยงใดๆที่มัสยิด ขอให้ทุกคนดูแลตนเอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด บุญกุศลใดที่เกิดจากการประกอบคุณงามความดี ทั้งหมดนี้ ขอให้พระเจ้าทรงตอบสนองทุกท่าน เสมือนที่ไปประกอบพิธีที่มัสยิด เทอญ

เที่ยวนี้ ก็ได้แต่หวังว่า ทุกชุมชนมุสลิมในเมืองไทย จะเชื่อฟังคำขอร้อง ของจุฬาราชมนตรี กันโดยทั่วถ้วน มิให้อับอายขายหน้าเหมือนบางราย ที่ถึงขั้นต้องเสียชีวิตเพราะโรคระบาด อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในกรณีไปร่วมชุมนุมตับลีกในอินโดนีเซียและมาเลเซีย

สำหรับข้อเขียนในครั้งนี้ เขียนเพื่อทำความเข้าใจต่อคนไทยทุกๆ ท่าน ที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้ จะด้วยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจอันดีงาม ของสังคมสวนรวม มิให้ถูกตำหนิว่า ไม่ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดี แม้จะแก่เก่าล่วงเลยมามากแล้วก็ตามที

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ

ซาลามัต ฮารีรายอ อีฎิลฟิตรี

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *