INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน: ยิงโดนกษัตรโจว(箭射周王)

นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน: ยิงโดนกษัตรโจว(箭射周王)

โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

นิทานในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน: ยิงโดนกษัตริย์โจว(箭射周王) ราชวงศ์โจวมีการปกครองในระบอบศักดินา พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งผู้ครองรัฐ แต่ละรัฐมีพื้นที่ใหญ่น้อยตามฐานันดร มีอำนาจทางปกครอง เก็บภาษี และแต่งตั้งข้าราชการในรัฐที่ครอบครองอยู่ได้ พระมหากษัตริย์อาจสั่งให้ผู้ครองรัฐเข้ามารับราชการในเมืองหลวง มอบหมายหน้าที่งานราชการและถวายคำปรึกษา แก่พระมหากษัตริย์ ผู้ครองรัฐแม้จะมีอำนาจปกครองสูงสุดในรัฐของตน แต่ก็นับถือ ยกย่องกษัตริย์โจวเป็นกษัตริย์ร่วมของแผ่นดิน(天下共主) ถือเป็นกษัตริย์ที่มีการแต่งตั้งจากสวรรค์(天王) มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ในสมัยต้นราชวงศ์โจวตะวันออก(东周) รัฐเจิ้ง(郑国)ได้รับการโปรดปรานจากพระมหากษัตริย์มาก เพราะผู้ครองรัฐเจิ้งคนก่อนได้ช่วยต่อสู้ขับไล่ชนเผ่าหยง(犬戎)ที่เข้ามารุกรานจนเสียชีวิต เจิ้งจวงกง(郑庄公) ผู้ครองรัฐเจิ้งคนใหม่จึงมีตำแหน่งสูงในเมืองหลวงด้วย แต่เนื่องจากรัฐเจิ้งเกิดความวุ่นวาย เจิ้งจวงกงต้องจัดการความวุ่นวายภายในรัฐเป็นเวลานาน จึงไม่ได้มาทำงานที่เมืองหลวงเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี กษัตริย์จึงมีความคิดที่จะปลดเขาออกจากตำแหน่งในเมืองหลวง และแต่งตั้งให้ผู้อื่น ทำงานแทน เจิ้งจวงกงรู้ข่าวก็โกรธมาก จึงเดินทางมาพบกษัตริย์ บอกว่า ผู้ครองรัฐเจิ้งได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานที่เมืองหลวงติดต่อกันมาหลายสมัย มีความดีความชอบในการปฏิบัติราชการมาก เหตุใดจึงต้องปลดเขาออก กษัตริย์โจวเมื่อเห็นเจิ้งจวงกงไม่พอใจ จึงตอบว่า ยังไม่ได้ปลดจวงกงออกจากตำแหน่ง และไม่ได้คิดจะแต่งตั้งคนใหม่แทน ถ้าจวงกงไม่ไว้ใจ กษัตริย์จะส่งมกุฎราชกุมารไปเป็นตัวประกันที่รัฐเจิ้ง แต่ขุนนางอื่นๆไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้น ในที่สุด จึงตกลงกันว่า ทั้งกษัตริย์และรัฐเจิ้งต่างส่งตัวประกัน สลับกัน กษัตริย์ส่งมกุฏราชกุมารไปอยู่ที่รัฐเจิ้ง เจิ้งจวงกงส่งลูกชายมาเป็นตัวประกันที่เมืองหลวง

เมื่อกษัตริย์โจวผิงหวาง(周平王)สิ้นพระชนม์ลง หลังปกครองประเทศมานานกว่า50 ปี เหล่าขุนนางจึงอันเชิญ มกุฎราชกุมารกู(太子孤)จากรัฐเจิ้งขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ แต่เมื่อเขามาถึงเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน ก็เสียชีวิต ลูกชายของเขาจึงขึ้นเป็นกษัตริย์ชื่อโจวหวนหวาง(周桓王)
โจวหวนหวางคิดว่า การที่พ่อเขาต้องตาย ก็เพราะมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีในรัฐเจิ้ง จึงคิดจะปลดเจิ้งจวงกงออกจากตำแหน่ง จึงกล่าวกับจวงกงว่า ท่านเป็นขุนนางเก่าที่รับราชการในสมัยกษัตริย์คนก่อน ข้าฯมีอายุน้อย ไม่กล้าใช้ท่านทำงาน ขอให้ท่านกลับไปรัฐเจิ้ง โดยไม่ต้องอยู่รับราชการที่เมืองหลวงอีกต่อไป
เจิ้งจวงกงจึงต้องกลับมารัฐเจิ้ง แต่ก็มีความโกรธแค้นกษัตริย์อยู่ในใจ เมื่อกลับรัฐเจิ้ง จึงคิดหาทางแก้แค้น โดยยกทัพไปบุกรัฐซ่ง(宋) ซึ่งเป็นรัฐคู่อริ พร้อมป่าวประกาศว่า เป็นคำสั่งของกษัตริย์โจว ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐฉี(齐)และรัฐหลู่(鲁) ยกกองทัพมาออกมาสมทบ รัฐฉีและรัฐหลู่ คิดว่าเป็นคำสั่งของกษัตริย์จริง จึงยกทัพออกมาสมทบบุกรัฐซ่งด้วยกัน
กษัตริย์โจวหวนหวาง เมื่อรู้ว่า เจิ้งจวงกงยกทัพไปรุกรานรัฐซ่งโดยพละการ ทั้งยังหลอกรัฐฉีและรัฐหลู่ให้ร่วมโจมตีรัฐซ่งด้วย โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของกษัตริย์โจว ก็รู้สึกโกรธมาก จึงสั่งปลดเจิ้งจวงกงออกจากตำแหน่ง และยกทัพจากเมืองหลวง สมทบด้วยกองกำลังจากอีกสามรัฐ คือรัฐไช่(蔡) รัฐเว่ย(卫) และรัฐเฉิน(陈) ร่วมกันมาโจมตีรัฐเจิ้ง
คาดหวังว่า รัฐเจิ้งต้องยอมแพ้ และขออภัยที่ได้บุกรุกรัฐซ่งโดยไม่มีคำสั่งจากกษัตริย์ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เจิ้งจวงกงไม่เพียงแต่ไม่มาขอขมา แต่ยังยกพลออกต่อสู้ จนทำให้กองทัพราชวงศ์โจวต้องถอยร่นไป
ในระหว่างที่กองทัพราชวงศ์โจวถอยร่นไปนั้น แม่ทัพรัฐเจิ้งชื่อจู๋ตาน (祝聃)ยกพลไล่ตาม และได้ง้างธนูยิงออกไป ลูกศรไปโดนกษัตริย์โจวที่แขน จู๋ตานคิดว่าจะไล่ตามจับกษัตริย์มาเป็นจำเลย เจิ้งจวงกงต้องรีบส่งสัญญานให้ทหารเจิ้งถอยทัพ เพราะการยิงโดนกษัตริย์เป็นโทษหนัก ถ้ากษัตริย์โจวซึ่งเป็นเจ้านายร่วมของทุกรัฐถูกยิงจนเสียชีวิต รัฐเจิ้งก็จะถูกประณามและถูกลงโทษจากรัฐต่างๆ ทั้งการจับกษัตริย์มาเป็นเชลยก็เป็นสิ่งไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อทหารฝ่ายราชวงศ์โจวถอยกลับออกไป เจิ้งจวงกงจึงเดินทางมาขอขมากษัตริย์โจวหวนหวางพร้อมเครื่องบรรณาการจำนวนมาก บอกว่า ข้าน้อยสมควรตาย ที่ควบคุมทหารของตนไม่ได้ ทำให้กษัตริย์ต้องได้รับบาดเจ็บ กษัตริย์ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ขุนนางต่างๆจึงบอกว่า ในเมื่อเจิ้งจวงกงสำนึกผิดแล้ว ก็ยกโทษให้เขาเถิด
ราชวงศ์โจวตะวันออก(东周)ในประวัติศาสตร์จีนแบ่งออกเป็นช่วงคือชุนชิว(春秋)ในช่วงเวลา 770 ปี-476 ปีก่อนคริสตกาล และจ้านกว๋อ (战国 475-221 ปีก่อนคริสตกาล) การยิงกษัตริย์โจวในตอนต้นของราชวงศ์โจวตะวันออก เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ราชวงศ์โจว เพราะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อำนาจและบารมีของพระมหากษัตริย์ก็ลดลงเป็นลำดับ ในตอนปลายของสมัยชุนชิว(春秋时期)ผู้ครองรัฐต่างๆเริ่มไม่สนใจและไม่ให้ความเคารพต่อพระมหากษัตริย์
ในสมัยจ้านกว๋อ (战国时期) ผู้ครองรัฐต่างตั้งตนเป็นใหญ่ แต่งตั้งตัวเองเป็นอ๋อง(王) ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับกษัตริย์ ส่วนพระมหากษัติย์ราชวงศ์โจวก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจอีกต่อไป

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *