INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การสืบทอดอำนาจทางการเมืองของไทย ตอนที่ 2 จบ

การสืบทอดอำนาจทางการเมืองของไทย ตอนที่ 2 จบ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช

 

การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของประเทศไทย

หลังจากการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของจอมพลถนอมกิตติขจรล่มสลายลงหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ปี พ.ศ. 2517 และได้มีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บังคับให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมืองและก่อนที่รัฐบาลจะเข้าบริหารราชการจะต้องเสนอนโยบายและต้องได้รับความไว้วางใจก่อน หลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งจำนวน 72 เสียง ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด แต่เข้าบริหารประเทศไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ให้ความไว้วางใจในการแถลงนโยบาย ทำให้พรรคกิจสังคม ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงจำนวน 18 คน แต่สามารถรวมพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ถึง 15 พรรค สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะแลกด้วยตำแหน่งทางการเมืองกับพรรคการเมืองต่าง ๆ แต่การบริหารราชการแผ่นดินก็เป็นไปด้วยความ
ยากลำบาก เนื่องจากพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลมีจำนวนมากถึง 15 พรรค ต่างเรียกร้องผลประโยชน์และเกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง ประกอบกับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ยังคงมีอยู่ทั่วไป ถึงแม้รัฐบาลของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จะนำพรรคกิจสังคมจัดตั้งรัฐบาลได้ และเปิดความสัมพันธ์อันดีกับจีน แต่ก็มิได้ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งและไม่สามารถบริหารราชการได้อีกต่อไป จึงทำการยุบสภา เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2519 และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 พรรคประชาธิปัตย์ โดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล แต่การบริหารราชการแผ่นดินยังคงมีปัญหา บรรดานักการเมืองต่างเรียกร้องผลประโยชน์ และกดดันรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คณะทหารโดยการนำของพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ เข้าทำการรัฐประหารรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ฉนวนความรุนแรงมาจากการสร้างสถานการณ์จากการเสียชีวิตของนักศึกษา 2 คน โดยการถูกแขวนคอที่องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม แล้วเรียกร้องให้รัฐบาลหาคนกระทำความผิด

หลังจากที่ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เข้าทำการรัฐประหารเพื่อหยุดยั้งปัญหาแล้วได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 แล้วให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลวางนโยบายในการพัฒนาประชาธิปไตยไว้ 12 ปี ซึ่งดูเหมือนเป็นการผูกขาดทางการเมืองและสืบทอดอำนาจที่มิได้มาจากขบวนการของระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความตรึงเครียด ทำให้พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ ทำการยึดอำนาจรัฐบาลที่ตนสนับสนุนยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 11 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 12 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 และพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากขณะนั้น สถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศเริ่มลดความขัดแย้งลง

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 13 ได้ประกาศใช้เมื่อ วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี และเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่การบริหารราชการได้ประสบภาวะวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้ลี้ภัย จึงจำเป็นต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2523 เป็นช่วงสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศดีขึ้น สหรัฐอเมริกากับรัสเซียสามารถตกลงเจรจาเรื่องการลดอาวุธได้สำเร็จ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการสู้รบน้อยลง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศน้อยลง เนื่องจากรัฐบาลเริ่มมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีน และประเทศจีนจำเป็นต้องพึ่งพาประเทศไทยในการช่วยเหลือเขมรแดง จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศไทยได้เอื้ออำนวย ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2523 รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จึงได้ออกค าสั่งส านักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการใช้การเมืองนำการทหาร ให้แนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ทำการสู้รบกับทหารไทยได้กลับมาใช้ชีวิตปกติเป็น“ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

แต่กระนั้นก็ตาม ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแย่งผลประโยชน์ของพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล ทหารบางกลุ่มยังหวังที่เข้ามามีอำนาจด้วยการรัฐประหาร และการขยายบทบาทของนายทหารที่คุมกำลังรบ โดยหวังจะเข้ามามีอำนาจทางการเมือง โดยสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของตน ทำให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาและมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2526[2] แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก
ต้องตั้งรัฐบาลผสมและให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2526 ภัยคุกคามของรัฐบาลยังเป็นบุคคลเดียวกัน คือ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พยายามเข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยทำหนังสือเปิดผนึกให้รัฐบาลลดค่าเงินบาทแล้วปรับคณะรัฐมนตรี อีกทั้งเกิดความแตกแยกของพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลเป็นผลทำให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 อีกทั้งปลดพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก จากผู้บัญชาการทหารบกให้เหลือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว และแต่งตั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เสนาธิการทหารบกเป็นผู้บัญชาการทหารบกแทน

หลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาแล้วได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529[3] ผลการเลือกตั้งไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด จึงมีมติให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเป็นสมัยที่ 3 การบริหารราชการของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยังคงเป็นปัญหาเดิม ๆ ปัญหาการแย่งผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล จนนำไปสู่การประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2531 และผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นพรรคชาติไทยเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดโครงการในการพัฒนาประเทศในเรื่องสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จำนวนมาก จนเป็นที่กล่าวขานว่า เป็นรัฐบาลที่มีการทุจริตมากที่สุดรัฐบาลหนึ่ง และนักหนังสือพิมพ์ขนานนามรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ว่า “Buffet Cabinet” อีกทั้ง การบริหารราชการของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีความขัดแย้งกับทหารตลอดมาเป็นระยะ ๆ ส่งผลให้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อทำการปรับคณะรัฐมนตรี ลดความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงให้รัฐบาล เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2533 คณะรัฐมนตรีชุดใหม่บริหารราชการได้เพียง 2 เดือนเศษ ก็ถูกคณะทหารที่เรียกตนเองว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หรือ รสช. ซึ่งนำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ และพลเอกสุจินดา คราประยูร เข้าทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยอ้างเหตุว่า รัฐบาลเต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อราษฎรบังหลวง ข่มเหงรังแกข้าราชการประจำ เป็นเผด็จการรัฐสภา อีกทั้งทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพและบิดเบือนคดีลอบสังหารพระราชวงศ์

การรัฐประหารครั้งนี้ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534[4] คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้ให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี

วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เป็นวันที่รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 15 ประกาศใช้[5] และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ปรากฏว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นมีการทุจริตการเลือกตั้งในหลายรูปแบบ และผลการเลือกตั้งไม่มีพรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมาก จึงเกิดการรวมตัวจากพรรคการเมืองต่าง ๆ จำนวน 5 พรรค สนับสนุนให้ พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน
พ.ศ. 2535 แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นสาเหตุของการประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่า เป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการโดยผ่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ร่างรัฐธรรมนูญให้เอื้อประโยชน์ให้ทหารสืบทอดอำนาจทางการเมือง โดยผ่านกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย การประท้วงได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นการจลาจลปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ประท้วงต่างได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอกสุจินดา คราประยูร
นายกรัฐมนตรี กับพลตรีจำลอง  ศรีเมือง ผู้เป็นแกนนำในการประท้วงได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) และหลังจากการเข้าเฝ้าแล้ว พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด ประธานรัฐสภาได้นำชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10
มิถุนายน พ.ศ. 2535

จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาจะพบว่า ทหารที่ทำการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร ก็เพียงแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่หากจะสานต่อสืบทอดอำนาจโดยผ่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือด้วยวิธีการใดก็ตาม ย่อมไม่บรรลุผลสำเร็จจะถูกต่อต้านคัดค้านแม้แต่กลุ่มบุคคลที่พอใจสนับสนุนให้ทหารทำการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าทหารไม่สามารถจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ เนื่องจากปัญหาของชาติไม่ว่าประเทศใดก็ตามต้องแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลาไม่มีวันจบสิ้น เพราะหากทหารอยู่ในอำนาจนานจนเกินไป นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว ยังจะสร้างปัญหาขึ้นใหม่ และใช้อำนาจโดยไม่สุจริตกลายเป็นเผด็จการทหารในที่สุด

หลังจากที่นายอานันท์ ปันยารชุน ได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชแผ่นดินแล้ว สภาผู้แทนราษฎรได้เรียกร้องให้แก้ไขและเพิ่มเติมในหลายประเด็น เช่น ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้นหลังจากรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว จึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2535 และในช่วงเวลานี้เองที่ประชาชนได้เรียกร้องให้ทำการปฏิรูปทางการเมือง พรรคการเมืองต่าง ๆ ตอบรับค าเรียกร้องของประชาชน แต่การบริหารราชการของนายชวน หลีกภัย ยังมีปัญหา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2538 ฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาล เรื่อง ที่ดิน ส.ป.ก. 401 เนื่องจากรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาว่า ไม่สุจริต เป็นผลให้พรรคพลังธรรมถอนตัวจากรัฐบาล นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 และให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

การเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 นั้น เกิดวิกฤตทางการเมืองใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็หมายความว่า หากพรรคการเมืองใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากก็จะได้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและได้เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุนี้ จึงมีการซื้อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีประวัติเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อนเข้าสังกัดพรรคของตนเอง ทำให้มีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยยอมย้ายพรรคการเมือง หากได้ค่าตอบแทนเป็นที่พอใจ หลังการเลือกตั้งพรรคชาติไทยได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวน 10 คน เกี่ยวกับการบริหารราชการไม่สุจริต ถึงแม้ผลการลงมติฝ่ายรัฐบาลชนะ แต่ก็ทำให้นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี ต้องปรับคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 และได้ถูกกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลให้นายบรรหาร ศิลปอาชา ลาออก แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ลาออกและประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539 พร้อมทั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 บรรดานักการเมืองต่างย้ายพรรคการเมืองเป็นจำนวนมากโดยหวังจะหาพรรคการเมืองที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล และขายตัวให้กับพรรคการเมืองดังกล่าวเป็นรัฐบาล

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 พรรคความหวังใหม่ เป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 แต่การจัดตั้งรัฐบาลมีปัญหา เนื่องจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และเลือกกระทรวงที่ต้องการเข้าไปบริหาร หากพรรคความหวังใหม่ไม่ยินยอม ก็หมดโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคความหวังใหม่ จึงมิได้บริหารกระทรวงที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าววิกฤตทางเศรษฐกิจเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงต้องเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกทั้งกับนักลงทุนต่างชาติโจมตีค่าเงินบาท เกิดผลเสียหายต่อทุกภาคส่วน เรียกว่า “วิกฤตเศรษฐกิจต้มย ากุ้ง” ทำให้ธุรกิจการลงทุนในระดับต่าง ๆ ต้องล้มละลายเป็นจำนวนมาก

ต่อมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 แต่การบริหารราชการแผ่นดินก็ยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจทับถมจากรัฐบาลที่ผ่านมา ประกอบกับพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลมีปัญหาภายในพรรค อีกทั้งรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ต้องคดีทุจริต ทำให้ ปี พ.ศ. 2542 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ถูกเปิดอภิปรายถึง 2 ครั้ง

ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้ประกาศยุบสภาและมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 คือ รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดจึงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 รูปแบบการบริหารรวดเร็ว เกิดนโยบายใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับวิธีประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลมีคุณภาพ ทำให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นที่พอใจของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มเรียกร้องความโปร่งใสของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาพ้นผิด แต่เนื่องจากรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
เป็นรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ต้องการที่จะเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว จึงได้ใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกดดันให้พรรคชาติพัฒนาต้องยุบพรรคมารวมกับพรรคไทยรักไทย ทั้ง ๆ ที่ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองหลายพรรค ยอมยุบพรรคการเมืองมารวมกับพรรคไทยรักไทย ทำให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคที่
เข้มแข็งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่สุด วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2545 พรรคชาติพัฒนาได้ยุบพรรคมารวมกับพรรคไทยรักไทย และหัวหน้าพรรคได้กลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีความมั่นคงมากขึ้นและช่วง 4 ปีแรก ในการบริหารราชการของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีกลุ่มต่อต้านเกิดขึ้นอย่างชัดเจนและเปิดเผยแต่ก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนแต่อย่างใด
การบริหารราชการครบวาระ 4 ปี ได้ประกาศยุบสภาในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2548 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548

ผลการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น ถึง 19 ล้านเสียง และได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 377 คน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 500 คน เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด ประกอบกับสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งของวุฒิสภาห้ามหาเสียง ทำได้เพียงแนะนำตัว ดังนั้น การเลือกตั้งวุฒิสภาจึงต้องอาศัยฐานเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงมีวุฒิสภาจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องเข้าเป็นแนวร่วมของพรรคไทยรักไทยอย่างลับ ๆ เป็นผลทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็น “เผด็จการรัฐสภา”

พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2548 และการเป็นรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยในครั้งนี้ เป็นรัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลได้เสนอกฎหมายเกี่ยวกับให้ต่างชาติซื้อหุ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 50 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2549 และครอบครัวชินวัตร ขายหุ้นให้กับบริษัทของประเทศสิงคโปร์ และจุดนี้เองเป็นการก่อตัวของ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ต่อต้านพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และลุกลามบานปลายมีประชาชนมาร่วมต่อต้านเป็นจำนวนมาก เพื่อยับยั้งความรุนแรงพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 และประกาศเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2548 แต่ดูเหมือทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งในหลายจังหวัดมีปัญหาต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ขณะเดียวกันการประท้วงพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และเรียกร้องให้ “ทักษิณออกไป” ทวีความรุนแรงขึ้นถึงขนาดที่ผู้สนับสนุนและผู้ประท้วง จะเกิดการปะทะกัน เป็นผลทำให้คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) เข้ามาทำการรัฐประหาร เพื่อระงับความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16

จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาจะเห็นว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศโดยใช้แนวทางประชานิยมและใช้กลไกทางการเมือง อาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ด้วยการยุบพรรครวมพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้ากับพรรคของตนเองจนได้เสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาดและใช้สภาในการแสวงหาอำนาจและประโยชน์ทางการเมืองจน กลายเป็นเผด็จการรัฐสภา เกิดการทุจริตเชิงนโยบายรวมทั้งเข้าไปก้าวก่ายข้าราชการประจำ องค์กรอิสระ และศาล วางแผนในการครองอำนาจทางการเมือง 12 ปีหรือมากกว่า ซึ่งเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการรัฐสภา เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปจากที่เป็นอยู่ ทำให้คณะทหารทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่16 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 17 (ฉบับชั่วคราว) วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549[6] พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลมีภาระสำคัญ คือ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ใช้ในขณะนั้นเป็นฉบับชั่วคราว จึงได้จัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งสมาชิกส่วนหนึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2540 มาก่อน

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550[7] และมีการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 สภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีทำรายการชิมไปบ่นไป
ทางสถานีโทรทัศน์เป็นผลให้สภาผู้แทนราษฎรประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมมีมติให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่การบริหารเป็นไปด้วยความขัดแย้งเพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกยึดทำเนียบรัฐบาล เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ แต่ที่สำคัญก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนทั่วไปทราบดีว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นตัวแทนของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลัง
ประชาชน กรณีกรรมการบริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้ง ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เป็นเวลา 5 ปี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องประชุมหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 จัดตั้งรัฐบาล แต่การบริหารราชการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอุปสรรคตั้งแต่เริ่มเข้าบริหารราชการ เพราะถูกกล่าวหาจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ
แห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นฐานมวลชนของพรรคไทยรักไทยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นตัวแทนเผด็จการทหารและการตั้งรัฐบาลในกรมทหาร จนเกิดเหตุการณ์รุนแรงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 หลังจากนั้นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประสบกับปัญหาทั้งในและนอกสภา การบริหารราชการเป็นไปด้วยความลำบากถึงขนาดต้องประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฝ่ายกลุ่ม (นปช.) ได้รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ การชุมนุมครั้งนี้ยาวนานตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 และจบลงด้วยการสลายการชุมนุมของรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล และได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 โดยการชูนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” คือ แสดงให้เห็นว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ยังพยายามที่จะเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ถึงแม้ตนเองจะหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศก็ตาม ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ซึ่งเป็นน้องสาวพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร บริหารราชการก็ยังใช้นโยบายประชานิยม โดยเฉพาะนโยบายจ านำข้าว ส่วนในทางการเมืองอีกด้านหนึ่งก็พยายามช่วยเหลือ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และพวกให้พ้นผิดโดยพยายามออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กับพวกและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับวุฒิสมาชิก จนเป็นสาเหตุให้เกิดการชุมนุมประท้วงของนักการเมืองและประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 15 คน เป็นเหตุให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ เนื่องจากถูกขัดขวางจากกลุ่ม กปปส. เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล และกลุ่ม กปปส. มีการประชุมร่วมกันจากการประสานของกองทัพแต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อถึงวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการรัฐประหารรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 19[8] โดยแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ก็ยังคงมีอยู่การเข้าบริหารราชการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในครั้งนี้ถูกต่อต้านจากภายในและภายนอกประเทศพอสมควร แต่รัฐบาลก็ชี้แจงว่า ประสงค์เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาและจะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว พร้อมกับกำหนด Road Map เป็นแนวทางในการบริหารราชการ ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อร่างเสร็จแล้วได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20[9] และ ดูเหมือนว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะให้เกิดการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของทหารและทำลายกระบวนการทางการเมืองในแง่มุมทางกฎหมาย ซึ่งน่าจะทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อไปในอนาคต

—————————————————

[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง “ปัญหาการบังคับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย” ของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช, ทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประจำปีงบประมาณ 2561.

[2] พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร, (2526), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 100, ตอนที่ 39 ก ฉบับ
พิเศษ, หน้า 7-8.

 

[3] พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร, (2529), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 103, ตอนที่ 73 ก ฉบับ
พิเศษ, หน้า 1-2.

[4] ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร, (2534), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 108, ตอนที่ 40 ก ฉบับ
พิเศษ, หน้า 1-14.

[5] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, (2534), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 108, ตอนที่ 216 ก ฉบับ
พิเศษ, หน้า 1-80.

[6] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว), (2549), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 123, ตอนที่
102 ก, หน้า 1-14.

[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, (2550), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 124 ตอนที่ 47 ก, หน้า 1-127.

 

[8] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว), (2557), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 131, ตอนที่ 55 ก, หน้า 1-17.

[9] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, (2560), ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 134, ตอนที่ 40 ก,
หน้า 1-90.

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *