jos55 instaslot88 Pusat Togel Online คณะรัฐประหารเมียนมากับการเมืองระหว่างประเทศ - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คณะรัฐประหารเมียนมากับการเมืองระหว่างประเทศ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

คณะรัฐประหารเมียนมากับการเมืองระหว่างประเทศ

เมื่อพลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย นำทหารเข้ายึดอำนาจการปกครอง จากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี แม้จะไม่ใช่ประมุขของประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงนางคือผู้นำที่กำหนดบทบาทของรัฐบาล

ในเบื้องต้นเมื่อมีการยึดอำนาจและจับกุมคุมขังแกนนำรัฐบาลจากพรรค NLD ไว้นั้น ประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ต่างพากันประท้วงรัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจ ทำลายระบอบประชาธิปไตยของพม่า

สหรัฐฯและอังกฤษส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวให้ปล่อยตัวผู้นำพลเรือนที่ถูกจับกุมตัว นอกจากนี้สหรัฐฯยังประกาศแซงซั่นรายบุคคลกับคณะทหารชุดนี้ ด้วยการอายัดทรัพย์สินเงินทองไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะดำเนินการเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศต่อไป

ในขณะที่รัสเซียและโดยเฉพาะจีน ต่างหลีกเลี่ยงที่จะประณาม หรือแม้แต่เรียกว่าเป็นการรัฐประหาร แต่ให้ความเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในเมียนมา

ส่วนคณะทหารก็ออกมาตอบโต้ว่าทหารได้ทำตามรัฐธรรมนูญ (ที่ทหารร่างไว้ก่อนปล่อยให้มีการเลือกตั้ง) นั่นคือการเข้ามาจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในนามแห่งความมั่นคง

ทั้งนี้คณะทหารอ้างว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งถ้านับเป็นจำนวนเสียงถึง 10 ล้านคะแนน อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเหมือนกับที่ทรัมป์อ้างว่า โจ ไบเดน โกงการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานพิสูจน์

อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจติดตามต่อไป นอกจากการประท้วงอย่างมโหฬารของมวลมหาประชาชนในเมียนมา โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้ง มัณฑะเล เนปิดอร์ ทวาย มะละแหม่ง แม้แต่เมียวดี ที่มีคนนับล้านออกมาประท้วง และรัฐบาลทหารก็ทำการปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งยิ่งทำให้การประท้วงรุกลามขยายตัวไปสู่ผู้ใช้แรงงานที่จัดการประท้วงนัดหยุดงาน หมอ ข้าราชการ ตำรวจบางส่วน รวมถึงผู้พิพากษาบางส่วนด้วย ซึ่งเป็นข่าวอยู่ทุกวันจากสำนักข่าวต่างประเทศ สื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และกำลังจะขยายตัวไปสู่เทเลแกรม จนถึงคลับเฮาส์ในที่สุด โดยสื่อออนไลน์เหล่านี้กลายเป็นแหล่งสำคัญที่มีการปลุกระดมความคิดต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งกำลังพยายามหาทางปิดสื่อเหล่านี้ แต่ก็ไม่ง่าย

ทว่าที่ผู้เขียนสนใจ คือ ท่าทีของมหาอำนาจโดยเฉพาะที่อยู่ติดกับเมียนมา โดยในช่วงแรกนักวิเคราะห์ต่างพุ่งเป้าไปที่จีนว่าเป็นมหาอำนาจสำคัญที่สนับสนุนการรัฐหารในพม่า

ทั้งนี้เพราะจีนต้องการใช้แผ่นดินเมียนมาเป็นระเบียงออกไปสู่มหาสมุทรอินเดียว โดยการเชื่อมต่อทางรถไฟและถนนจากยูนาน ไปออกทะเลที่ท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย และอีกที่ที่จีนให้ความสนใจมากคือการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่เจาะพยู รัฐยะไข่ หรืออารกันของเมียนมา เพื่อลำเลียงยุทธปัจจัยและน้ำมันจากมหาสมุทรอินเดียเข้าจีน ตลอดจนเปิดทางเจาะแนวปิดล้อมของสหรัฐฯตามยุทธศาสตร์ Indo-Pacific

นอกจากนี้จีนยังให้การสนับสนุนทางกำลังอาวุธและการฝึกแก่กองกำลังอารกัน และกองกำลังโรฮิงยาในรัฐยะไข่ ซึ่งทำให้เมียนมาเองก็หนักใจ เพราะทางทิศเหนือที่ติดชายแดนจีนนั้น จีนก็ให้การสนับสนุนกองกำลังคะฉิ่น ว้าแดง และโกก้างในรัฐฉานอีกด้วย

หลายฝ่ายจึงเชื่อกันว่าจีนถ้าจะรีบเดินเกมส์หนุนทหารยึดอำนาจ เพื่อจะได้เพิ่มอิทธิพลในพม่า ด้วยรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของซูจี มีแต่จะขยายความสัมพันธ์กับตะวันตก และพยายามลดบทบาทจีนลง เพราะเกรงจะถูกจีนครอบงำ

แต่ผู้เขียนเคยเปรยไว้ว่า มีทหารบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มหนุ่มนั้นไม่สู้ไว้วางใจจีน จึงพยายามถ่วงดุลด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับอินเดีย มหาอำนาจเพื่อนบ้านอีกด้านของพม่า

ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการยึดอำนาจ อินเดียก็ทำเช่นจีน คือสงวนท่าทีไม่วิจารณ์การยึดอำนาจ อินเดีย ก็ทำเช่น จีน ของคณะทหาร ทั้งที่อินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งนี้เพราะอินเดียภายใต้การนำของนายโมดิ ก็ต้องการที่จะคานอำนาจจีนในพม่า ซึ่งหากปล่อยปละละเลยก็จะเป็นภัยคุกคามอินเดียทางทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยอินเดียมีโครงการใหญ่ที่จะเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าจากเมืองโกลกาตา กับเมืองชิตตะเว ในรัฐยะไข่ นอกจากนี้ยังจะขยายการเชื่อมโยงไปยังพาเรดตวา ในรัฐชินของเมียนมา ที่เป็นรัฐยากจนที่สุด แต่ติดต่อกับอินเดีย โดยเส้นทางแม่น้ำกาลาดาน กระทั่งขยายวงไปสู่การเชื่อมโยงทางถนนไปสู่รัฐมิโซแรม ที่ไม่มีทางออกทะเล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย แต่การเชื่อมโยงทางถนนจากเมืองชิตตะเวของเมียนมาไปรัฐมิโซแรมของอินเดีย ต้องผ่านเขตอิทธิพลของกองกำลัง ทั้งอารากันและโรฮิงยา ที่จีนสนับสนุน ซึ่งจะกลายเป็นภัยคุกคามโครงการใหญ่ของอินเดียกับเมียนมา

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะดูเบา เพราะเมื่อปี 2019 ชาวอินเดียที่อยู่ในโครงการ 5 คน กับสมาชิกรัฐสภาเมียนมา 1 คน พร้อมด้วยผู้ประกอบการขนส่งในพื้นที่ 2 คน รวมทั้งคนขับเรือเร็วอีก 2 คน ถูกจับตัวในเขตนี้ โดยกองกำลังอารกัน จนทหารอินเดียต้องเข้าแทรกแซงและได้รับการปล่อยตัวในที่สุด

โครงการกาลาดานนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาแข็งขัน ที่จะคอยกดดันกองกำลังอารกันและโรฮิงยา จึงคาดหมายได้ว่าอินเดียคงยินดีสนับสนุนทั้งทุนและอาวุธให้กองทัพเมียนมา เพื่อให้โครงการนี้ลุล่วงไปด้วยดี

จึงไม่น่าประหลาดใจที่อินเดียจะหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์การยึดอำนาจของกองทัพพม่า แม้แต่ในการประชุมร่วมกับพันธมิตร Quad ที่มีญี่ปุ่นและออสเตรเลียร่วมด้วย อินเดียก็ยังแปลงสาส์นว่าการยึดอำนาจในเมียนมา เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดุลแห่งอำนาจภายในเมียนมาเท่านั้น

นอกจากนี้มิน อ่องหล่าย ยังเดินทางไปพบประธานาธิบดีโมดิของอินเดียและลงนามในสนธิสัญญาร่วมมือทางทหาร การซ้อมรบร่วมและอื่นๆมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019 แล้ว อินเดียจึงมองว่าผู้นำทางทหารคนนี้จะเป็นแรงสนับสนุนอินเดีย ไม่ใช่เพียงโครงการทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นการร่วมมือกันต่อต้านอิทธิพลของจีนในเมียนมาอีกด้วย

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าผู้นำทางทหารเมียนมา ไม่ธรรมดาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยการสร้างดุลแห่งอำนาจระหว่างประเทศ ด้วยการอิงกับมหาอำนาจเพื่อนบ้านทั้ง 2 ประเทศ แต่เท่านั้นยังไม่พอ มิน อ่องหล่าย ยังสร้างปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซียด้วยการเดินทางไปรัสเซียหลายครั้งก่อนการยึดอำนาจ

จึงมั่นใจได้ว่าเมียนมาคงไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับแรงกดดันของมหาอำนาจตะวันตกนัก ปัญหาสำคัญคือการสร้างเสถียรภาพภายในประเทศให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่จะทำอย่างไรจึงจะทำให้การต่อต้านจากประชาชนนับล้านสงบลง หากใช้วิธีรุนแรงก็คงจลาจล และอาจถูกแทรกแซงจากภายนอกจนไม่อาจยืนอยู่ได้

ทางออกที่รัฐบาลทหารต้องคิดหนักก็คือการปรับดุลอำนาจของกองทัพกับรัฐบาลพลเรือน หากทั้งสองฝ่ายมุ่งที่จะรักษาประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสวงอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ส่วนการจะเป็นกลางได้การเมืองภายในต้องเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น การเมืองระหว่างประเทศต้องรู้จักถ่วงดุล และการเมืองที่จะเข้มแข็งได้ก็ต้องเป็นการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *