jos55 instaslot88 Pusat Togel Online การถอดเครื่องช่วยชีวิตออกจะเป็นบาปไหม? - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การถอดเครื่องช่วยชีวิตออกจะเป็นบาปไหม?

การถอดเครื่องช่วยชีวิตออกจะเป็นบาปไหม?

โดย พระไพศาล วิสาโล

Q – กราบนมัสการค่ะ รบกวนถามหลวงพ่อค่ะว่า สำหรับคนที่ป่วยอยู่ตามโรงพยาบาลคุณหมอถามคนไข้ว่าถอดเครื่องมือออกหรือไม่ (เมื่อถอดเครื่องมือคนไข้จะเสียชีวิต ถ้าไม่ถอดเครื่องมือตามโรงพยาบาลจะทำให้ร่างกายดำรงอยู่ค่ะไม่ทราบว่าถ้าเราบอกให้ทางโรงพยาบาลดึงเครื่องมือออกเท่ากับเราผิดศีลข้อ ๑ หรือไม่ค่ะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – เท่าที่ทราบ ตามปกติหมอจะไม่ถามเช่นนั้นกับคนไข้หรือญาติ เพราะหมอถือว่าตนมีหน้าที่ที่จะช่วยชีวิตของคนไข้ สิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าก็คือ ญาติเป็นฝ่ายถามหมอหรือขอร้องให้หมอถอดท่อหรือปิดเครื่องช่วยชีวิต ซึ่งหมอส่วนใหญ่มักจะไม่ทำ เพราะสาเหตุทางด้านกฎหมายและจริยธรรม แต่ยินยอมให้ญาติทำหากเป็นความต้องการของญาติ 

เรื่องการดึงเครื่องมือออกนั้น หากทำให้คนไข้ถึงแก่ความตาย ก็ถือว่าผิดศีล แม้มิใช่คนลงมือเองก็ตาม แต่ที่จริงเรื่องแบบนี้มีรายละเอียดต้องพิจารณามาก เช่น เห็นว่าคนไข้ทุกข์ทรมานมากอันเป็นผลจากอุปกรณ์ดังกล่าว อีกทั้งเมื่อถอดแล้ว คนไข้ก็ไม่ได้ตายทันที ยังหายใจอยู่ แต่ค่อย ๆ ลดลงไป และยังสามารถมีชีวิตได้นานนับชั่วโมงก่อนจะตาย ในกรณีอย่างนี้อาตมามองว่าการถอดเครื่องมือดังกล่าวไม่ผิดศีลข้อที่ ๑ เพราะเป็นการยุติการแทรกแซงด้วยเครื่องจักร ช่วยให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สภาพธรรมชาติ และจากไปตามวิถีทางธรรมชาติ

อันที่จริงผู้ป่วยโคม่านั้น เขายังสามารถรับรู้ได้ รวมทั้งคนไข้ที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นผัก มีหลักฐานมากมายว่าเขายังสามารถได้ยินและรับรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว จึงควรใช้โอกาสนี้น้อมนำจิตของเขาให้เป็นกุศล เช่น พูดถึงความดีที่เขาได้ทำ หรือการกระทำของเขาที่เราชื่นชมและสำนึกในบุญคุณ ชวนเขาสวดมนต์หรือทำสมาธิ น้อมใจเขาให้นึกถึงพระรัตนตรัยหรือสิ่งศักดิ์สิทธิที่เขานับถือ ขณะที่เขายังอยู่ด้วยเครื่อง ก็อย่าปล่อยให้เขาอยู่เฉย ๆ แบบรอวันตาย แต่ควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ต่อจิตใจของเขา

ที่จริงหากกลัวว่าจะมีปัญหาเวลาถอดเครื่อง ก็ควรคิดให้รอบคอบก่อนใส่เครื่อง เพราะหากใส่แล้ว การถอดจะเป็นปัญหามาก หลายคนจะเตรียมล่วงหน้าด้วยการแสดงเจตนารมณ์ ที่เรียกว่า Living Will คือระบุเป็นลายลักษณ์อักษรเลยว่าหากตัวเองอยู่ในระยะสุดท้าย ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่รู้สึกตัว จะไม่ขอรับการรักษาชนิดใดบ้าง เช่น ใส่ท่อ เจาะคอ หรือปั๊มหัวใจ การแสดงเจตนารมณ์เช่นนี้ ช่วยให้หมอและญาติคนไข้ตัดสินใจได้ง่าย และรู้สึกสบายใจที่จะไม่มีการยื้อชีวิตของเขาด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว ตอนนี้พรบ.สุขภาพ มาตรา ๑๒ ให้สิทธิคนไข้ในการปฏิเสธการรักษา โดยหมอที่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของคนไข้ ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย

Admin – เนื่องจากคำถามของคุณ BBgirl Ok ยังไม่ค่อยชัดนักว่า ถามในฐานะที่เป็นญาติคนไข้ หรือ เป็นตัวคนไข้เอง ถ้ากรณีแรกพระอาจารย์ได้ตอบไว้ดังข้างบนครับ แต่ถ้าถามในแง่ที่ว่าหากเราป่วยแล้วหมอถามว่าจะเอาเครื่องมือช่วยชีวิตออก (ซึ่งปกติคงไม่มีหมอถามแบบนี้มังครับอันนี้จะเป็นบาปต่อตัวเอง เหมือนการฆ่าตัวตายหรือไม่ ประเด็นการใช้สิทธิในการตายนี้ พระอาจารย์เคยตอบไว้แล้วครับ ดังนี้ (ถ้าเข้าใจคำถามผิดต้องขออภัยด้วยครับ แต่ขอลงไว้ในคราวเดียวกันเลย สำหรับท่านอื่น ๆ ที่ข้องใจ

ที่จริงการใช้สิทธิที่จะตายไม่จำเป็นต้องหมายความถึงการเลือกตายด้วยการุณยฆาตเสมอไป คนที่รู้ตัวว่ารักษาไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นโรคที่หายยาก และอายุก็มากแล้ว ถึงรอดตายไปวันนี้อีกไม่นานก็ต้องเจออีก มิหนำซ้ำไม่แน่ใจว่ารักษาไปแล้วตัวเองจะพิกลพิการหรือกลายเป็นผักไปหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงเลีอกที่จะไม่รักษา และตัดสินใจไม่กินข้าว กินยา เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ดับไปเอง เหมือนผลไม้สุกงอมที่ร่วงหล่นจากต้นเอง แบบนี้เราไม่เรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตาย คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนก็เลือกตายแบบนี้กันเยอะ ท่านอาจารย์พุทธทาสก็ตั้งใจจะใช้วิธีนี้ แต่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจท่าน จึงพยายามยืดลมหายใจของท่านทุกวิถีทาง แต่ไม่สำเร็จ

การเลีอกที่จะตายอย่างนี้ถือว่าเป็นการเตรียมตัวตายอย่างหนึ่ง โดยมุ่งเตรียมใจให้ดีที่สุด ขณะที่ร่างกายค่อย ๆ แตกดับไปตามธรรมชาติ คนที่เลือกตายแบบนี้อาจจะใช้กระบวนการตายเป็นเครื่องฝึกจิตให้ปล่อยวาง ด้วยการพิจารณาความแตกดับของธาตุต่าง ๆ เรียงลำดับไป เริ่มจากธาตุดิน ธาตน้ำ ธาตุไฟ สุดท้ายก็ธาตุลม การพิจารณาดังกล่าวอาจทำได้ยากหากไปใช้วิธีรักษาสมัยใหม่ ซึ่งทำอะไรต่ออะไรกับร่างกายของผู้ป่วยด้วยวิธีที่ก้าวร้าวรุนแรง จนร่างกายไม่สามารถแตกดับไปตามธรรมชาติอย่างที่ว่ามาได้

Facebook Comments

One thought on “การถอดเครื่องช่วยชีวิตออกจะเป็นบาปไหม?

  1. ผมเห็นด้วยมานานแล้ว Euthanasia = Mercy killing จะว่าไปวิชาต้นๆของการแพทย์นับจากยุคไอยคุปต์ ( Coptic ) ยาสลบก็ดีการดองศพที่มาหลังวิชาการรักษา
    ศพมิให้เน่าที่มีสูตรหนึ่งจากการ
    ใช้ ‘น้ำผึ้งซับผ้าดิบ’ เป้าหมาย
    เพื่อให้ ‘อาจารย์ใหญ่’ สมัยอี
    ยิปต์โบราณสมัยโน้นเป็นประ
    โยชน์ต่อนักเรียนแพทย์ได้ผ่า
    ศพเพื่อศึกษา แต่ผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมารนั้นจะไม่มีทางเลือก
    เชียวหรือ คิดให้ถี่ถ้วน ทำได้ด้วย
    หัวใจบริสุทธิ์ นอกจากปลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายบิลล์สูงลิ่ว กับคนไข้นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา ค่าใช้จ่าย
    ปีละสองล้าน ถ้าเธอพูดได้หรือมีแรงคงปลดสายจากเตียง คงสั่งให้เอาสตางค์บริจาคคนไข้ที่ไร้ที่พึ่งพาอย่างแน่นอน ถัาคนไข้ไขมันสูงบริโภคไข่นกกระทา 3-4 ฟองก็
    จบเห่ เช่นเดียวกับคนมีไข้สูง ถ้าให้คนไข้บริโภคแตงโมชุ่มน้ำผึ้งป่าหรือเดือนห้าก็กลับบ้านเก่า เหตุใดเจ้าของไข้เดี๋ยวนี้ระบุในเวชระเบียนว่า ‘ คนไข้คนนี้ห้ามเจาะคอ หรือปั้มหัวใจ เพราะทราบกันดีว่าซี่โครงอาจหักเจ็บปวดจนตาถลน โดยจำเพาะผู้สูงอายุ หลังจากนั้นคนไข้ก็จำจากไปอย่างสงบ Euthanasia กับภาพยนตร์ ‘ The Soylent Green’ ระทึกขวัญแนวนิเวศววิทยาในปี 1973 กำกับโดย Richard Fleisher นำแสดงโดย ชาลส์ตัน เฮสตัน สร้างจากนิยายวิทยาศาสตร์ ในปี 1966 ‘Make Room=จัดห้อง’ มนุษย์แตกต่างกับสัตว์บางชนิด เช่น ‘หนู’ ครั้นถึงเวลามันก็วิ่งมาราธอนพากันไปโดดภูผาตาย ผู้นับถือว่ามีพระเจ้าจริงๆนั้นมิเคยปฎิเสธว่า’พระองค์มีอยู่จริง= GOD= GREATEST OMNIPOTENT DIVINITY.ผมบัญญัติขึ้นมาเอง มนุษย์มีพระเป็นเจ้า attribute คุณสมบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘ Most Compassionate & Most Merciful=ผู้ทรงพระกรุณาธิคุณ ผู้ทรงพระเมตตาธิคุณ=สรรพสดุดีพึงถวายแด่องค์บริบาลแห่งสกลโลกานุโลก
    ยกตัวอย่างสักนิด ไม่ต้องการมีบุตรก็ผ่านทางเลือกกระบวนการ ‘Family Planning’ ด้วยวิธีที่เขาเรียกว่า ‘ Vasectomy’ ถาวรก็ได้ไม่ถาวรก็ได้ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้
    เป็นเรื่องคนๆนั้นกับองค์ผู้ควบคุมธรรมชาติก็ดี พระเป็นเจ้าในนาๆ
    นามอันไพจิตรก็ดี เหมือเขาภาวนาขออนุญาตด้วยใจบริสุทธิ์ต่อผู้ที่ทรงเนรมิตเขาและเธอจากชีวภาพหนึ่ง
    ขอได้โปรดใช้สติปัญญาพิจารณาเพราะอย่าเป็นเช่น’ศรัทธามาปัญญาหด’ ลึกๆคือ ‘อันธรรมแท้ยากสดัป’
    E.O.E.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *