INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ชีวิตคือการเดินทาง

มนุษย์เราเกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนดำเนินชีวิตที่ราบเรียบ อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั่น ไม่ได้โลดโผนโจนทะยาน พวกเขาเกิดมา เจริญเติบโต แก่เฒ่าจนกระทั่งจากไปในที่เดิมๆ อาจจะมีการเดินทางบ้าง นานๆครั้ง แต่ชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน สำหรับ ชีวิตของผม ถือว่าโชคดีที่มีการเดินทาง และได้เดินทางอย่างไม่นึกฝัน การเดินทาง ทำให้เห็นสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ไปผจญชีวิตในต่างถิ่น ก็มีรสชาติของชีวิตไปอีกแบบหนึ่ง

เมื่อตอนเด็กๆ ชีวิตผมก็ราบเรียบ ในรอบปี ไม่ค่อยได้ไปไหน ยกเว้นไปอยู่ที่บ้านของปู่ย่าตายายในต่างจังหวัด หรือ ตอนหยุดเทอม ที่พ่อแม่พาไปเที่ยวชายทะเลบางแสน และหัวหิน แค่นั้นเอง ต่อมา ก็ได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการภูธร อยู่ประจำที่จังหวัด ซึ่งเป็นชีวิตที่อยู่กับที่ จำเจ แม้จะได้เดินทางบ้างก็ใกล้ๆ แต่พอมาอยู่ส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ได้มีโอกาสรับผิดชอบงานวิชาการและได้เดินทางเสมอๆ เริ่มต้นจากการไปต่างจังหวัด ต่อจากนั้น มีความรู้ความชำนาญในงานที่ทำมากขึ้น ได้รับความก้าวหน้า มีความทะเยอทะยาน จึงได้ไปต่างประเทศ หลายๆครั้ง บางครั้ง ก็ไปติดๆกัน เป็นชีวิตที่โลดแล่น ไปไกล ระยะหนึ่ง

เมื่อถึงวัยพักผ่อน เกษียณอายุราชการ ก็ไม่ค่อยได้เดินทางไปต่างประเทศอีก ตอนนี้ แค่ไปต่างจังหวัดใกล้ๆ และไกลๆบ้างก็นับว่าดีแล้วที่ไม่ได้อยู่เฉย การเดินทางทำให้ ชีวิตมีความหมาย คิดวางแผนไปข้างหน้าเป็นเดือนๆ ได้เจอลูกหลาน ได้พบผู้คน ได้พูดคุย ได้รัก และมีปฏิสัมพันธ์กับคนดีๆ ที่อยู่ในถิ่นต่างๆ รู้สึกอบอุ่นใจที่ได้พบเขาเหล่านั้น

ชีวิตการทำงานของคนเราที่ปกติ ไม่ได้ยาวนานมาก ไม่ถึง ๔๐ ปี ช่วงนั้นไม่เคยคิดถึงตอนเกษียณอายุเลยว่าจะเป็นยังไงและทำอะไร รู้แต่เพียงว่า พอเกษียณ ไม่ต้องทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ และอีกไม่นานก็คงจะถึงจุดจบเสียที ซึ่งตอนนี้ ก็เกษียณมานานพอควรแล้ว แต่ถ้าจะอยู่บ้านเฉยๆ ก็ร้อนมาก ต้องไปนั่งตากแอร์ที่ศูนย์การค้าฯ ให้เย็นฉ่ำประจำทุกวัน ณ ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ผมเห็นกลุ่มผู้ชายแก่ๆประมาณ ๗-๘ คนมาจับวงนั่งคุยกันที่ด้านหน้าของร้านแมคโดนัลตอนกลางวันทุกๆวัน ผมก็ไปแบบเขาเหมือนกัน ถ้าใครอยากจะพบคนแก่คือตัวผมเอง ว่ากำลังทำอะไร ก็ลองไปที่ห้าง เซ็นทรัล แต่ไม่ใช่แมคโดนัล ไม่ต้องไปที่ร้านขายเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เพราะไม่ได้ซื้อมาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว ให้ตรงไปที่ ร้านกาแฟ ตามระเบียงคนเดินชั้นต่างๆ ผมจะนั่งเหม่อลอย คิดอะไรเรื่อยเปื่อยที่นั่น พอเห็น คนสวยๆงามๆเดิน ผ่าน ก็ชอบดู แต่พยายามคิดว่า จะสวยหรือไม่สวย จะอ้วนหรือผอม จะแก่หรือไม่แก่ จะพิการหรือไม่พิการ ก็ภายในเรือนร่างนั้น ต่างก็เป็นโครงกระดูก ตับไตไส้พุงเหมือนกันทุกคน ต่างกันที่สมองและพฤติกรรมที่แสดงออก แต่ทั้งๆที่คิด ก็ยังติดใจกับสิ่งสวยๆงามๆ อดมองไม่ได้อยู่ดี กิเลศ หนอกิเลศ

ยังไง ชีวิตผมในปัจจุบัน ก็ ยังเป็นการเดินทาง เพราะในทุกๆ เดือนผมยังขับรถ ไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่เพราะมีความจำเป็นที่ต้องไปทำภารกิจบางอย่างที่ไม่ใช่งานและรายได้ แต่เป็นการจัดการชีวิตครอบครัวให้เรียบร้อย ที่ขับรถเองทุกๆเดือน ก็น่าเบื่อมากๆ และ ก็ทราบดีว่าอันตราย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ความจริงก็เกือบๆจะเกิดอุบัติเหตุมาหลายครั้งแล้วเนื่องจากความเครียดและวัยทำให้ความไวของสมองช้าลง และการขับรถยังเสี่ยงต่อระเบียบกฎหมายจราจรทำให้ได้ใบสั่งอยู่เนืองๆ แต่เอารถไปเองก็สะดวกกว่าวิธีเดินทางอื่นๆ เพราะขณะอยู่เชียงใหม่ก็ได้ใช้รถ ซึ่งดีกว่าจอดไว้เฉยๆที่บ้านที่กรุงเทพฯเป็นเวลานานๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว บ่ายวันหนึ่ง ที่ริมถนน ตลาดรวมโชคที่อยู่ สี่แยกวงแหวนตัดกับถนนไปอำเภอพร้าว ผมขับรถไปที่นั่น กำลังหาที่จอด ท่ามกลางรถจอดริมถนนกันเต็ม พอมีรถถอยออก ผมก็เข้าไปแทนที่ทันที คิดดีใจว่าวันนี้โชคดีมาถึงก็มีที่จอดให้เลย แต่เวลาผ่านไปไม่นาน รถของเราเจอใบสั่ง เพราะเขาห้ามจอดรถตรงนั้น เวลา ๑๕.๐๐ -๑๘.๐๐ น. แต่ที่ทำให้เราอารมณ์ไม่ดี เพราะเราไม่ทราบเลยว่า เขาห้ามจอดในเวลาดังกล่าว ไปสอบถาม ตำรวจชี้ให้ดูป้ายบอกเวลาที่ห้ามจอด แต่เป็นป้ายเล็กๆติดอยู่ที่แผงเหล็กกั้นรถ ที่ยกเคลื่อนที่ไปอยู่ตรงไหนก็ได้ บอกจริงๆว่าไม่เห็น และไม่รู้จริงๆว่าเขาห้ามจอดในเวลาดังกล่าว แล้วก็มีรถจอดอยู่ตั้งหลายคัน จึง ไปเสียเงินที่โรงพัก และเล่าให้ตำรวจฟัง ว่าถ้าจะห้ามจอดรถ ขอได้มีป้ายใหญ่ๆ ที่เห็นได้ง่าย เพราะหลายๆคนไม่อยากจะทำผิดกฎจราจร แต่เป็นเพราะไม่ทราบหรือไม่เห็นป้ายจริงๆ ยกเว้นว่าต้องการเหยื่อที่จะเขียนใบสั่ง ก็ทำเหมือนเดิมต่อไป แต่ความจริงแล้วตำรวจน่าจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนซึ่งมีทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจทำความผิด น่าจะมีวิธีอื่นๆนอกเหนือจากการเขียนใบสั่งซึ่งง่ายเกินไป ตำรวจเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของผมแล้ว ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แจ้งว่า คนเขียนป้ายคือเทศบาล ตำรวจเขารู้ปัญหาทุกอย่างแต่แก้อะไรไม่ได้ จึงต้องยอมรับว่า นี่คือระบบที่ปฏิบัติอยู่ทั่วไป ของไทย เป็นหลักการว่า ถ้าผิดระเบียบที่กำหนด ก็รับใบสั่งได้อย่างเดียว เราต้องทำใจ

การเดินทางของผมไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ กรุงเทพฯ- เชียงใหม่- กรุงเทพฯ เมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีโอกาสไป พะเยา มา ๑ วัน และไปเชียงดาว อีก ๑ วัน ที่ไปพะเยานั้น เพื่อไปเยี่ยม เพื่อนคนหนึ่ง ตามคำชวน และเห็นว่าไม่ไกล พอจะไปได้ ซึ่งเมื่อไปเห็นแล้ว รู้สึกดีใจที่เพื่อนได้มีโอกาสอยู่ในสถานที่ดีๆ ที่พะเยานี้ ผู้คนอยู่ไม่หนาแน่น อากาศดี และรถไม่ติด ไปไหนมาไหนได้โดยสะดวก และยังมีกว๊านพะเยาให้นั่งชมวิวเล่น เพื่อนคนนั้น พาผมไปกินอาหารที่ริมกว๊าน รสชาติอาหาร และบรรยากาศดีมาก

กล่าวถึงขนบธรรมเนียมของคนเรานั้น ถ้าจะกินอาหาร ต้องไปกินริมน้ำที่วิวดีๆ เพราะขณะที่เรากิน เราก็ได้มองวิวทิวทัศน์ ถ่ายรูป และบางครั้ง ก็มีเครื่องดื่มหลากรส หรืออาจจะเคล้าเสียงเพลงด้วยก็ได้ แต่ร้านอาหารที่อร่อยถูกปากบางร้าน อาจจะไม่ได้อยู่ริมน้ำ ขอให้อาหารสะอาด รสชาติดี และราคาไม่แพงเกินไปก็ใช้ได้ พอกินข้าวแล้ว เราก็ไปนั่งริมน้ำ หรือจะมีบาร์เครื่องดื่ม กาแฟ ก็ได้ตามอัธยาศัย ในต่างประเทศแถบประเทศทางยุโรป ที่มีแม่น้ำหลายสายผ่าน ที่ริมแม่น้ำ มักจะเป็นที่เดิน ที่นั่งเล่นหรือสวนสาธารณะ ซึ่ง ผมเคยเห็น ที่เมือง Novi Sad ริมแม่น้ำดานูป ที่ชาวบ้านมานั่งร้องเพลงริมน้ำ และใครจะมาร่วมสนุก ก็เข้ามาร่วมร้องเพลงได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คนยิ่งเยอะก็ยิ่งสนุก ผมได้ไปที่นั่นหลายครั้ง ครั้งแรกไปอยู่ถึง ๔ เดือนครึ่ง ประมาณช่วงอายุของทานตะวัน ซึ่งขณะนั้น ประเทศเรายังไม่ได้ปลูกกัน

การไปพะเยาเดือนที่แล้วนั้น ผมเริ่มต้นออกเดินทางจากเชียงใหม่ ไปทางเส้นทางอำเภอดอยสะเก็ด เพื่อไปเลี้ยวเข้าพะเยาที่แม่ขะจาน แต่พอเลยดอยสะเก็ดไปไม่นาน เจอถนนที่กำลังซ่อมแซม เป็นระยะทางกว่า ๒๐ กม. ซึ่งทำให้สงสารรถที่เราใช้มากๆไม่อยากให้ทรุดโทรมเร็ว ขากลับจึงได้กลับทาง อำเภองาว ผ่าน ลำปาง มุ่งไปเชียงใหม่ ซึ่งถนนเดี๋ยวนี้ดีมาก ขับไปเรื่อยๆก็เพลินดี แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว คุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ทั้งเชียงใหม่และเชียงราย เดินทางไปมาเสมอๆ เขาบอกว่ามีเส้นทางที่รถวิ่งได้สบาย แต่ใกล้กว่าที่จะผ่านทางลำปาง คือ วิ่งไปอำเภอพร้าว แล้วออกเวียงป่าเป้า และถ้าจะไปพะเยา จากเวียงป่าเป้า ก็ย้อนมาทางแม่ขะจาน ซึ่งไมไกลนัก ก็จะมีแยกไปพะเยาตามเส้นทางเดิม

สำหรับการไปเชียงดาวหลังจากไปพะเยานั้น ผมได้ชวนเพื่อน ที่เป็นคนเชียงใหม่ แต่ไปตั้งรกรากอยู่ลอสแอนเจลิส ให้คนเมืองกรุงแบบผมพาเที่ยวเชียงใหม่ เราไปเชียงดาวด้วยกัน ๖ คน หรือ ๓ คู่ ไปเยี่ยมเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังปลูกบ้านอยู่ที บ้านงาย หรือเมืองงาย ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเส้นทางเส้นนี้ ร่มรื่นมากๆ น่าขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน อยากแวะที่ตรงไหน ก็แวะได้ เมื่อพบเพื่อนที่ “งาย” เขาดีใจมาก ที่มีเพื่อนๆไปเยี่ยม โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เขาเบื่อบ้านหลังเก่าที่มีขนาดใหญ่ จึงกำลังสร้างวิมานอยู่ริมบึงภายในผืนดินที่กว้างขวางของเขาเอง เราคุยกันที่วิมาน ที่ยังสร้างไม่เสร็จ และแน่นอน ต้องมีเครื่องดื่มเย็นๆที่ทำให้การคุยออกรสชาติ แม้เครื่องดื่มนั้น จะบั่นทอนสุขภาพเราบ้างก็ตาม จนถึงเวลาพอสมควร สี่โมงเย็น ก็บ่ายหน้ากลับเชียงใหม่ ไปต่อกันที่ร้าน ไก่ย่างโคราช ใกล้ๆบ้าน ง่วงเมื่อไหร่ ก็ถึงบ้านนอนได้ทันที

ชีวิตคือการเดินทาง เราใช้วลีนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มต้นทางตั้งแต่เกิด และปลายทางที่เราสิ้นสุดชีวิต ขณะที่เดินทางอยู่นี้ มีทั้งสุขทุกข์ มีทั้งขึ้นสวรรค์ และตกนรก ขึ้นๆลงๆ ตามสัจธรรมของชีวิต คิดเสียว่า โลกนี้ ไม่มีอะไรจีรัง เราเคยมีรัก เคยถูกสมเพช หรือเป็นที่เบื่อหน่าย แต่ ต่อไปข้างหน้า ทุกคนต่างก็แก่เฒ่า และจากไป เราจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้ยาวนาน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
บู๊ (คนเคยหนุ่ม)

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *