INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ว่าด้วยเรื่องข้าว


คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

www.INEWHORIZON.NET

 

ว่าด้วยเรื่องข้าว

 

ข้าวนับว่าเป็นผลิตผลทางการเกษตรหลักของประเทศไทย ตั้งแต่โบราณกาลจนปัจจุบัน คนไทยบริโภคข้าวกันเป็นอาหารหลัก และเราอยู่ในอันดับต้นๆที่ส่งข้าวออกขาย ปีละประมาณ 10 ล้านตัน ในขณะที่ตลาดโลกมีความต้องการข้าวประมาณ 30 ล้านตันต่อปี ซึ่งปริมาณนี้จะแปรผันไปตามฤดูกาล เพราะมันขึ้นกับฝนฟ้าและการเพาะปลูกของประเทศคู่ค้า และประเทศคู่แข่ง

รัฐบาลตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ได้พยายามหาทางช่วยเหลือชาวนาด้วยประการต่างๆ เริ่มจากสมุดปกเหลืองของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่จะทำให้รัฐเข้ามาดูชาวนาอย่างใกล้ชิดด้วยการกำหนดเป็นเงินเดือนให้ แต่ไม่สำเร็จ ส่วนสมัยจอมพล.ป.พิบูลย์สงครามก็ได้พยายามจัดตั้งบริษัทจังหวัดเพื่อช่วยเหลือชาวนาในด้านการตลาด แต่ก็ล้มเหลวเพราะมีการโกงกินกันมาก ทั้งๆที่มีการควบคุมโดยระบบราชการทุกขั้นตอน

ในยุคหลังๆรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็จัดโครงการประกันราคาข้าวแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีการโกงกันอื้อ ครั้นมาถึงยุคเพื่อไทยก็จัดโครงการจำนำข้าว ซึ่งก็ประสบปัญหาเดียวกันคือมีการทุจริตคอร์รัปชัน

อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือชาวนาก็ยังคงเป็นการช่วยกันที่ปลายเหตุ โดยชาวนาจะมีสภาพดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อจบโครงการชาวนาส่วนใหญ่ก็จนอย่างเดิม ในขณะที่พ่อค้าคนกลาง โรงสี โกดัง ผู้ส่งออกได้ประโยชน์ร่ำรวยกันถ้วนหน้า ไม่นับข้าราชการและนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอิ่มหมีพีมัน แต่ชาวนาก็ยังจนอย่างเดิม ต้องให้การช่วยเหลือกันตลอด แม้ในปัจจุบันก็ยังต้องมีการแจกเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนายากจน แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปมันยังคงอยู่ และต้องให้การช่วยเหลือต่อไป

จึงเป็นการชัดเจนว่า รัฐบาลที่ผ่านมามิได้ทำการช่วยเหลือชาวนาอย่างเป็นระบบที่ถูกต้อง คือไม่สอนเขาให้จับปลา แต่เอาปลามาให้กิน

ดังนั้นจึงควรจะมีการทบทวนนโยบายกันเสียที ที่จะแก้ปัญหาทั้งระบบและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือสวยหรูแบบแผนปฏิรูป หรือวาทกรรมของผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจที่พอเอาเข้าจริงก็มีแต่แผนปฏิบัติที่เอื้อต่อนายทุนใหญ่ๆ กฎหมายที่เปิดช่องต่างชาติให้มายึดที่ดินไทย แม้จะให้เช่า 99 ปีก็ตาม จึงควรพิจารณาแนวทางหรือปรับปรุงแนวทางตามแผนยุทธศาสตร์ดังต่อไปนี้

1.การกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรต้องพิจารณาถึงความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์

2.ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาด้วยการเพิ่มองค์ความรู้ การสร้างกลไกตลาด และมีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และทันสมัยโดยให้ชาวนามีส่วนร่วมไม่ใช่ระบบที่เรียกว่าประชารัฐ

3.กำหนดยุทธศาสตร์การเกษตร ซึ่งแน่นอนมีเรื่องข้าวเป็นหนึ่งองค์ประกอบด้วย การให้ชาวนามีส่วนร่วมกับข้าราชการ พ่อค้า นักอุตสาหกรรม และนักวิชาการให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม อันจะนำมาสู่การปรองดองที่เกิดจากฉันทานุมัติ ไม่ใช่ระบบสั่งการชี้นำจากข้างบน

4.พัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับพื้นที่และการตลาด โดยมุ่งไปที่การปลูกข้าวพันธุ์ดี ที่มีอนาคตในการส่งออก และในบางพื้นที่อาจปลูกพืชอื่นๆ หรือทำปศุสัตว์เพิ่มรายได้ มากกว่าส่งเสริมให้ทำนาแต่เพียงอย่างเดียว

5.รัฐบาลควรจัดให้มีโรงสีข้าว 1 จังหวัด 1 โรงสี หรือในพื้นที่มีการเพาะปลูกข้าวมาก และมีไซโลสำหรับเก็บข้าวพร้อมเครื่องอบข้าว โดยให้ชาวนามีส่วนร่วมในการบริหารกำกับดูแล และแบ่งปันผลประโยชน์

6.กำกับดูแลวงจรการค้า ตั้งแต่การผลิต การตลาด และถึงผู้บริโภคให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ภายใต้องค์กรที่มีองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

7.ร่วมมือกับประเทศผู้ผลิต และส่งออกข้าวหลัก เช่น เวียดนาม อินเดีย ในการกำหนดราคาข้าวร่วมกัน และการแบ่งสัดส่วนในตลาด โดยไทยควรเน้นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ มากกว่าไปผลิตข้าวคุณภาพต่ำ แล้วขายแข่งขันกับประเทศอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก

ทั้งนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ส่งออกไทยไปลดราคาสู้ แล้วมากดราคาจนถึงชาวนาอย่างที่เป็นอยู่

8.ลงทุนจัดระบบฐานข้อมูล ของการเกษตรทั้งประเทศ และจัดวางพื้นที่ให้เหมาะสมกับพันธุ์พืชและปศุสัตว์ และพยายามที่จะไม่ส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ยกเว้นในบางเขตที่กำหนดเป็นพิเศษ เพื่อเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ สำหรับข้าวก็ต้องวางแผนพื้นที่ในการผลิตข้าวนาปีและนาปรัง ตลอดจนการพยากรณ์ด้วยข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การตัดสินใจของเกษตรกรหรือชาวนาได้ตัดสินใจในการเพาะปลูกได้ถูกต้อง

9.ประสานความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่เป็นพืชหลัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ส่งขายแค่วัตถุดิบ ส่วนวัสดุที่เหลืออยู่ก็พัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า เช่น แกลบที่มีซิลิก้าสูงเป็นต้น ส่วนพืชผลเกษตรอื่นๆ เช่น ยางก็ควรแปรรูปมากกว่าขายน้ำยางดิบ หรือยางแผ่นลมควันเท่านั้น ทั้งนี้ต้องทำการวิจัยและพัฒนาให้บรรลุผลอันเป็นเป้าหมายของชาติ

นอกจากข้าวดังที่กล่าวมาแล้ว ควรใช้แนวทางการบริหารจัดการแบบเดียวกันกับพืชผลการเกษตรด้านอื่นๆ แต่หัวใจของการพัฒนานี้ต้องให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรได้มีส่วนร่วม เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด นั่นคือสอนให้เขารู้จักจับปลา ไม่ใช่เอาปลาไปให้กิน

อนึ่งการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือยากำจัดศัตรูพืช ต้องมีการควบคุมตั้งแต่การจำหน่าย การใช้และสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร รวมทั้งการควบคุมดูแลพันธุ์พืชที่มีการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อมิให้เกิดผลเสียต่อระบบการเกษตรของไทยในอนาคต เพราะถ้าเราต้องการให้ไทยเป็นครัวโลก เราต้องควบคุมมาตรฐานของสิ่งเหล่านี้ โดยให้สอดรับกับแนวโน้มของโลก ที่เน้นการปลูกพืชในลักษณะออร์แกนิค

สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาคือ จะต้องเลือกยืนบนผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายทุน หรือนายทุนใหญ่แต่ประการเดียวเป็นหลัก เพราะหากจะพิจารณาถึงระยะยาวแล้ว การปล่อยให้มีการเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน กับการปล่อยให้มีการทำการเกษตรโดยไร้ทิศทางไร้แผน และไร้การกำกับดูแลที่ชอบธรรม มีแต่จะเป็นการทำลาย การเกษตรของไทย และเท่ากับทำลายครัวโลกที่เราเฝ้าฝันกันมาตลอด

อย่ามัวแต่ทำเอกสารยาวๆสวยหรู แต่ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ แต่จงทำอะไรที่เรียบง่ายหากมีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง และอย่ามาอ้างว่าจีดีพีของเราโตเกินเป้า แต่ต้องถามว่าผลประโยชน์เหล่านั้นไปอยู่ที่ใครบ้าง คนกลุ่มน้อย หรือการเฉลี่ยสุขให้ประชาชน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *