INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สบาย สบาย สไตล์เกษม เกษม อัชฌาสัย บันทึก”นักข่าวไดโนเสาร์” APR3

APR3

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

บันทึก”นักข่าวไดโนเสาร์”

เรื่องว่าด้วยผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน ล่วงละเมิดจริยธรรม ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “จรรยาบรรณ”นั้นยังไม่จบครับ

ถ้าหากไม่เขียนถึงประเด็นนักสื่อมวลชนจะต้องมี”จริยธรรม”

ที่เรียกว่า”จรรยาบรรณ”นั้น เป็นอย่างไร

และทำไมถึงจะต้องมี”จรรยาบรรณ”

“จรรยา”แปลว่า “การประพฤติ”

ส่วน“บรรณ”นั้นแปลว่า”หนังสือ”

เพราะฉะนั้น”จรรยาบรรณ”จึงน่าจะหมายถึงข้อปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ ในการทำ“หนังสือพิมพ์”

เพราะศัพท์นี้ถูกกำหนดมา ในยุคสมัยที่หนังสือพิมพ์มีบทบาทสำคัญ นำหน้าก่อนสื่ออื่นใด ในการดูและควบคุมสังคม ให้สมกับที่สภาอังกฤษเรียกนักหนังสือพิมพ์ หรือนักข่าวด้วยความยกย่องว่า”ฐานันดรที่ ๔”

รู้กันอยู่ว่า กฎหมายนั้นมีอยู่แล้วในการควบคุมสังคม ในการควบคุมความประพฤติของบุคคล มิให้ล่วงละเมิดในสิทธิเสรีภาพในการที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้อื่น

เนื่องจากเฉพาะมีเพียงกฎหมายเท่านั้นไม่พอ ยังจำเป็นจะต้องมีระเบียบปฏิบัติในการประกอบอาชีพด้วย เพื่อมิให้ออกนอกลู่นอกทางที่ควรจะเป็น เช่น เดียวกับอาชีพอื่นๆ เช่น การมี”จรรยาแพทย์”ไว้ควบคุมผู้ประกอบอาชีพหมอ มีจริยธรรมสำหรับนักกฎหมาย สำหรับผู้ประกอบอาชีพทนาย อัยการหรือผู้พิพากษานักธุรกิจ วิศวกร สถาปนิก ศิลปิน ฯลฯ

กล่าวได้ว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ก็จะมีหลัก”จริยธรรม”ของอาชีพนั้นๆเอาไว้ เพื่อควบคุมการประพฤติ รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพทหาร ก็จะต้องมี”ระเบียบวินัย” ซึ่งถือว่าเป็นจริยธรรมอย่างหนึ่ง ในการควบคุมความประพฤติเอาไว้ด้วย

ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนโดยทั่วไป หรือแยกแยะเฉพาะเป็นสื่อชนิดต่างๆ เช่นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุ รวมทั้งช่างภาพ จึงมักจะได้รับการอบรมจากสำนักที่ตนสังกัด ให้ประพฤติตามกรอบระเบียบ”จรรยาบรรณ”ที่แต่ละสำนักกำหนดเอาไว้ เพื่อมิให้ไปเบียดเบียนหรือสร้างความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น หรือสาธารณะ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

ฉะนั้นในหลายสำนัก จึงต้องตรา”จรรยาบรรณ”ออกมาชัดๆ เป็นลายลักษณ์อักษร ให้ยึดถือ เป็นข้อปฏิบัติ แต่มีรายละเอียดใน”จรรยาบรรณ”ไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในบางสำนักระบุว่าของที่ระลึก(ของขวัญ)อย่างไหนจะสามารถ “รับเอาไว้” ในมูลค่าแค่ไหน หรือแจกแจงว่าอะไรบ้างที่รับไว้ไม่ได้ หรือห้ามไม่ให้รับอะไรทั้งสิ้น

แต่โดยส่วนมากแล้ว แต่ละสำนักจะเข้าใจเอาเองว่า ผู้ประกอบอาชีพสื่อ จะต้องมี”จรรยาบรรณ”โดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะโดยข้อเท็จจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

มีแต่สมาคมสื่อมวลชนเท่านั้นที่มักจะตราเอาไว้ เพื่อใช้ในการควบคุมผู้ประกอบอาชีพสื่อ

อย่างที่”สยามรัฐ”นั้น ก็ไม่มีการตรา”จรรยาบรรณ”ไว้ใน”สไตล์บุ๊ก”(หนังสือกำหนดวิธีเขียน กำหนดการใช้ศัพท์ กำหนดแนวทาง ในการเขียนข่าว รวมทั้งกำหนดจริยธรรม)อย่างของ”เครือเนชั่น” มีแต่เพียง”กฎที่ไม่ได้เขียนไว้”เป็นที่รู้กัน

ผมรู้เรื่องนี้ เพราะเคยทำงานต่อเนื่องในการอบรมสอนสั่งด้านจริยธรรมสื่อ ตั้งแต่อยู่ที่หนังสือพิมพ์”สยามรัฐ”และเคยได้รับเชิญ ไปเป็นผู้บรรยายพิเศษเกี่ยวกับ”จริยธรรม”ของสื่อมวลชนจากประสบการณ์จริง หลายครั้งหลายหน ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สอนด้านสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพซึ่งเคยไปบรรยายประจำหลายปีในอดีต

เคยเขียนตำราไว้ด้วยซ้ำ แต่สูญหายไปหมดแล้ว ไม่เหลือ หลักฐาน แต่น่าจะค้นหาได้บ้างบางตอนใน”สไตล์ บุ๊ก”ของ”เครือเนชั่น”

ดงนั้น ณ ที่นี้ จึงใคร่ยก”จรรยาบรรณ”ซึ่งกำหนดขึ้นมาโดยสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มาเป็นตัวอย่างให้ปรากฏจะพบว่ามีสาระดังต่อไปนี้ (ลอกมาทั้งดุ้น เพราะไม่สามารถรำลึกได้ ด้วยความทรงจำ)

๑ การส่งเสริมและรักษาไว้ ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์

๒ การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพสุจริต ปราศจากความมุ่งหวัง ในผลประโยชน์ส่วนตน หรืออามิสสินจ้างใดๆ

๓ การนำเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้น การต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่า ข่าวใดไม่ตรงตามความเป็นจริง ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

๔ การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใด ๆ มาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์

๕ ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ ในวิชาชีพของตน

๖ ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยถือสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะโดยมิชอบ

๗ ต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพ หรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ

มีตัวอย่าง ที่ใครหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง โดยไม่มีความตั้งใจจะซ้ำเติม หรือประณามใครทั้งสิ้น

เมื่อไม่นานมานี้ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเขย่าวงการข่าวโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็น”สื่อร้อน”ที่สามารถทำเงินหรืออาจ”เจ๊ง”ได้ ในเวลาอันรวดเร็ว

เรื่องย่อมีอยู่ว่า ผู้ประกาศข่าวรายหนึ่ง ใช้ความสามารถส่วนตัวในการพูดจามีลูกล่อลูกชน ไม่เหมือนใคร สร้างชื่อเสียงโด่งดังมากด้วยการจัดรายการข่าวนำเสนอในช่วง”ไพรมฺไทม์” สามารถทำรายได้แก่ช่องโทรทัศน์ที่ว่าจ้างเป็นที่ประทับใจผู้ชมและสามารถดึงดูดโฆษณา(ราคาแพง)ทำรายได้เข้าโทรทัศน์ช่องนั้น เป็นกอบเป็นกำ

จะด้วยความโลภอยากรวยเร็วหรือไม่ก็ไม่รู้ได้ผู้ประกาศข่าวรายนี้ จึงแอบสมคบสมัครพรรคพวก ยักยอกใช้เวลาโฆษณา(ที่มีค่ามาก)แสวงหาประโยชน์เป็นเงินเกือบร้อยล้านบาทแต่ในที่สุดยอมคืนเงิน เมื่อถูกจับได้

แต่ก็ไม่สามารถหนีคดีอาญาได้ ในที่สุดก็ถูกศาลอาญาชั้นต้นพิพากษาจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน ปรับ ๘๐,๐๐๐บาท แต่ศาลให้ประกันในวงเงิน ๒ ล้านบาทเพื่อต่อสู้คดีระหว่างอุทธรณ์

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของการล่วงละเมิดตัวบทกฎหมาย

แต่ในเรื่องละเมิด”จรรยาบรรณ”นั้นมีข้อกล่าวหาเขาในหลายเรื่อง จนในที่สุด ความฉาวโฉ่ที่เขาสร้างไว้ แก่วงการสื่อสารมวลชนทำให้สมาคมสื่อและแม้แต่วงการธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ต่างพากันต่อต้านเขาอย่างรุนแรง ด้วยการถอนโฆษณา

จนในที่สุดเขาก็ต้องระงับการออกมาทำงานในวงการข่าวอย่างเปิดเผย แต่จะแอบทำอะไรที่ไหนอย่างลับๆ หรือไม่อย่างไรนั้น ไม่มีใครทราบ

เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การสื่อสารมวลชนไทย ให้ปรากฏว่าได้เกิดขึ้นมาจริงๆ

สะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องมี”จรรยาบรรณ”เอาไว้คอยกำกับพฤติกรรมของนักสื่อสารมวลชนอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าการ”ลงโทษ”จากสื่อมวลชนด้วยกัน จะกระทำได้แค่การประท้วงหรือต่อต้านเท่านั้นก็ตาม

ก็ไม่รู้แน่ชัดว่า ช่วงที่ผู้เขียนไปบรรยายหลายหนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพนั้น เขาคงไม่ได้เข้าฟัง เลยไม่เข้าใจในเรื่องการทำงานอย่างมี”จรรยาบรรณ”ทำให้ต่อมา จงใจเดินออกนอกแถว หมายรวยลัด

เล่ากันว่า เขาเคยเรียนอยู่ที่นั่น ในช่วงนั้น แต่ไม่ค่อยจะเข้าเรียน

ผู้เขียนจะโล่งอกมากเลย ถ้าเขาไม่เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหา

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *